
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นวาระครบรอบ 80 ปีแห่งการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันแรกในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9
คนไทยอาจรู้จักพระองค์ท่านในหลายแง่มุม แต่มีบทสัมภาษณ์พระองค์ท่านชิ้นหนึ่งซึ่งยังไม่แพร่หลายนัก จึงขอนำมาเผยแพร่ในวงกว้างในโอกาสนี้ นั่นคือ บทสัมภาษณ์เรื่อง “The Kind and I, 1963” ของ Nimia P. Arroyo ใน The Manila Times ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม 2506 ที่ศาสตราจารย์ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ เป็นผู้ตรวจแก้ จากการแปลของศรีสุข บุญยัง และพรพรรณ วัชราภัย อันเป็นหนึ่งในเอกสารจดหมายเหตุส่วนบุคคลของ ดร.อดุล ที่เก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามได้อย่างน่าสนใจว่า ถ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 “มิได้ทรงเป็นกษัตริย์ ทรงคิดว่าจะทรงเป็นอะไรในทุกวันนี้”
พระองค์ท่านตรัสตอบว่า “นั่นไม่ใช่ปัญหาง่ายที่จะตอบ เพราะว่ามีหลาย ‘ถ้า’ เหลือเกิน ข้าพเจ้าเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเป็นนักดาราศาสตร์ ข้าพเจ้าได้มีแผนการที่จะตั้งหอดูดาวขึ้นทางภาคเหนือที่เชียงใหม่ เพราะฉะนั้น ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ปัจจุบันนี้ ข้าพเจ้าก็อาจจะได้เป็นนักดาราศาสตร์อยู่ที่เชียงใหม่แล้วก็ได้ แต่ข้าพเจ้าก็ได้พบว่า ลักษณะภูมิอากาศที่เชียงใหม่ไม่สู้จะอำนวยประโยชน์แก่การสังเกตการณ์ที่ดีเท่าใดนัก เพราะฉะนั้น แม้ว่าข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเป็นนักดาราศาสตร์อยู่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อสภาพภูมิอากาศที่นั่นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ข้าพเจ้าจะเป็นอะไรในปัจจุบันนี้” (เน้นโดยผู้อ้าง)
ผู้สัมภาษณ์ยังกราบทูลถามด้วยว่า มีอะไรบ้างไหมที่พระองค์ท่านปรารถที่จะกระทำ แต่ไม่อาจกระทำได้เพราะทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ท่านตรัสว่า “ถึงแม้ว่า ข้าพเจ้าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ข้าพเจ้าก็เป็นปุถุชน และข้าพเจ้าก็ทำทุกอย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำเหมือนอย่างปุถุชนคนหนึ่ง ตราบใดที่การกระทำนั้นไม่ใช่ความผิด”
หลังจากนั้นได้กราบทูลถามถึงการที่ทรงอบรมเลี้ยงดูสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระองค์ท่านตรัสว่า “ข้าพเจ้าบอกกับลูก ๆ ของข้าพเจ้าเสมอว่า ในฐานะที่เป็นเจ้าฟ้าชายและเจ้าฟ้าหญิง พวกเขาจึงไม่เหมือนกับใคร ๆ เพราะเขามีหน้าที่ต่อประชาชน ไม่ใช่สิทธิ แต่หน้าที่ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงต้องพยายามทำตัวของเขาให้ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะสามารถทำได้ ให้มีคุณค่าสมกับศักดิ์เจ้าฟ้าเสมอ” (เน้นโดยผู้อ้าง)
ทรงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ต่อราษฎรว่า “ข้าพเจ้าบอกพวกเขาว่า พวกเขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ถ้าปราศจากประชาชนชาวไทย เราจึงเป็นหนี้ทุกสิ่งทุกอย่างต่อประชาชน เพราะว่าเราไม่เหมือนกับกษัตริย์อื่น ๆ ที่ครองราชสมบัติด้วยการอ้างว่าเป็นวงศ์วารของพระผู้เป็นเจ้า หรืออ้างเทวสิทธิ ราชบัลลังก์ของกษัตริย์เมืองไทยเป็นของประชาชนเสมอมา เราไม่ได้อ้างเทวสิทธิ” (เน้นโดยผู้อ้าง)
ทรงกล่าวถึงการขึ้นครองราชย์ของพระองค์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ว่า “ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็เพราะการลงมติเห็นชอบของรัฐสภา พวกเขาเลือกข้าพเจ้าขึ้นเป็นกษัตริย์ ถ้าหากชื่อของข้าพเจ้าได้รับการเสนอในรัฐสภา แต่พวกเขาไม่ชอบข้าพเจ้า หรือไม่รับรองเห็นชอบด้วย ข้าพเจ้าก็จะไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แม้ว่าข้าพเจ้าปรารถนาที่จะเป็นสักเพียงใดก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้บอกกับลูก ๆ ของข้าพเจ้าว่า เราเป็นหนี้ทุกสิ่งทุกอย่างต่อประชาชน และเรามีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ” (เน้นโดยผู้อ้าง)
ในเวลาสัมภาษณ์ (พ.ศ. 2506) ในหลวงรัชกาลปัจจุบันมีพระชนมายุเพียง 11 พรรษา ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงกล่าวถึงแผนการศึกษาของพระราชโอรสด้วยว่า “ลูกชายของข้าพเจ้าจะต้องเรียนกฎหมาย ซึ่งจะเป็นสิ่งคอยช่วยเตือนให้เขาระลึกถึงหน้าที่ของเขาได้ นอกจากนี้ ก็ควรจะต้องได้รับการฝึกหัดทางทหารอีก เพราะจะช่วยทำให้เขามีความเป็นผู้นำ สองอย่างนี้สําคัญ และมีประโยชน์มากเมื่อเวลาจะต้องรับใช้ประชาชน” (เน้นโดยผู้อ้าง)
นอกจากนี้ ยังทรงกล่าวถึงความสัมพันธ์กับพสกนิกรที่เป็นเยาวชนชาวไทย ความตอนหนึ่งว่า “ความสัมพันธ์ของข้าพเจ้าในฐานะที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินกับพวกเยาวชน ข้าพเจ้าถือเสมือนว่า พวกเขาเป็นลูกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำตัวอยู่เคียงข้างกับพวกเขาเพื่อจะได้ทราบปัญหาของเขา ประชาชนสามารถที่จะมาหาข้าพเจ้าได้เมื่อเวลาที่เขามีปัญหาเดือดร้อนต่าง ๆ หรือ เมื่อต้องการความช่วยเหลือ หรือเพื่อยื่นฎีกา ข้าพเจ้ารับฟังปัญหาของพวกเขา นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้ามักจะไปตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เสมอ เพื่อข้าพเจ้าจะได้พบปะสนทนากับเหล่านักศึกษา ตามทางการแล้ว ข้าพเจ้าไปที่นั่นเพียงปีละครั้งเมื่อมีการแจกปริญญา แต่ข้าพเจ้าก็ไปที่นั่นบ่อย ๆ แล้วก็พูดจากันถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ยุ่งยากซึ่งทำให้ข้าพเจ้าได้ทราบความคิดเห็นของพวกนักศึกษา” (เน้นโดยผู้อ้าง)
อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ พระราชทัศนะทางการเมืองของพระองค์ท่านในเวลานั้น เมื่อทรงกล่าวถึงโครงการต่าง ๆ ที่ทรงริเริ่มขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ทรงแย้มพระโอษฐ์และตรัสว่า “สิ่งต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปเกี่ยวข้องล้วนแต่เป็นสิ่งที่จะทำให้ประชาชนได้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นทั้งนั้น มุ่งให้เกิดผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เหล่านี้น่าจะเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ในตัวข้าพเจ้า ความจริงข้าพเจ้าคิดว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ดีเหมือนกัน ในแง่ที่มีความมุ่งหมายที่จะให้คนยากจนได้ปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับวิธีการปฏิบัติของพวกเขาที่จะไปสู่จุดมุ่งหมายนั้น วิธีการต่าง ๆ ที่ทารุณ เช่น การฆ่าคน การหมดเสรีภาพส่วนบุคคลในสิ่งต่าง ๆ” (เน้นโดยผู้อ้าง)
บทสัมภาษณ์ทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชทัศนะอันลึกซึ้งของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงรับพระราชภาระอันยิ่งใหญ่ต่อราษฎร ทรงเน้นย้ำว่าราชบัลลังก์ไทยไม่ได้มาจากเทวสิทธิ หากแต่ดำรงอยู่ได้ด้วยความเห็นชอบและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำว่า ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงทุ่มเทพระวรกายเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม และทรงครองแผ่นดินด้วยหัวใจที่ผูกพันกับประชาชนอย่างแท้จริง
บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
กษิดิส อนันทนาธร
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง….สัญญาณเตือนภัยเมืองไทยเสี่ยงหายนะ!!!
ชะตากรรมประเทศไทยภายใต้วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ที่เป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตการน้ำมันและพลังงานในขณะนี้ อยู่ในสภาพอ่อนแอ-อ่อนไหว-เปราะบางน่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง…

