ความท้าทายต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในโลกยุคหลังโควิด-19

สถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การกระจายรายได้ และการเข้าถึงความเป็นธรรมของบริการภาครัฐมาโดยตลอด จนแทบจะเรียกได้ว่า ในปัจจุบันอาจไม่จำเป็นต้องคุยกันอีกแล้วว่า ปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยมีความสำคัญมากเพียงใด

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงการเมืองของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกพร้อม ๆ กัน ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และนำมาสู่ความยุ่งเหยิงและยุ่งยากในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของภาครัฐอย่างมาก

ความน่าสนใจหนึ่งที่สังคมไทยได้เรียนรู้จากสถานการณ์นี้ก็คือ จากเดิมสังคมไทยมีการศึกษาและวิพากษ์ปัญหาธรรมาภิบาลที่ด้อยคุณภาพในสังคมไทย โดยการศึกษาในระดับประเทศมักใช้การสำรวจเป็นเครื่องมือในการศึกษา ในขณะที่หากเป็นการใช้ข้อมูลเชิงลึก มักจะเป็นการศึกษาในระดับของกรณีศึกษาเท่านั้น การหาข้อมูลเชิงลึกที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ที่ชัดเจนในการแสดงถึงความไม่มีธรรมาภิบาลของสังคมไทยในภาพกว้างนั้นทำได้ยากมาก แต่ในปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงธรรมาภิบาลที่ด้อยคุณภาพในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติใดของธรรมาภิบาลก็ตาม อันได้แก่ 1. หลักคุณธรรม 2. หลักนิติธรรม 3. หลักความโปร่งใส 4. หลักความมีส่วนร่วม 5. หลักความรับผิดชอบ 6. หลักความคุ้มค่า ก็แทบไม่จำเป็นต้องขยายความว่า หลักการธรรมาภิบาลแต่ละมิติมีความด้อยคุณภาพที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการโควิด-19 อย่างไรบ้าง

แน่นอนว่า การจัดการของภาครัฐที่อยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ด้อยคุณภาพของประเทศ ย่อมส่งผลต่อประสิทธิผลในการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ การสร้างความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้วยกันเอง และความไว้วางใจจากประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นเครื่องชี้ให้คนทั้งสังคมเห็นร่วมกันถึงความด้อยคุณภาพของระบบธรรมาภิบาลในสังคมไทย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการมองเห็นร่วมกันถึงความด้อยคุณภาพดังกล่าวจะเป็นข้อดีหรือข้อเสียต่อการพัฒนาธรรมาภิบาลในอนาคต เพราะขึ้นอยู่กับจังหวะและก้าวสำคัญในปัจจุบันว่า ภาครัฐจะสามารถใช้โอกาสจากการมองเห็นร่วมกันถึงความด้อยคุณภาพมาสร้างความทุ่มเทและการปฏิบัติร่วมกันจากทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อยกระดับธรรมาภิบาลให้ดีขึ้นในอนาคตได้ดีเพียงใด หรือหากภาครัฐไม่สามารถทำได้สำเร็จ ก็ย่อมทำให้การสร้างความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้วยกันเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น และอาจไม่สามารถได้รับความไว้วางใจจากประชาชนไปอีกนาน

สำหรับความท้าทายต่อการสร้างความร่วมมือ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลของสังคมให้ดีขึ้น ภายใต้สถานการณ์หลังโควิด-19 ที่อาศัยความรู้สึกตระหนักร่วมกันของสังคมต่อปัญหาคอร์รัปชัน จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1) ความท้าทายของการพัฒนาเทคโนโลยี

ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทำให้ข้อมูลข่าวสารมีความรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ และสามารถเข้าถึงได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นโอกาสหนึ่งที่จะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการพัฒนาเครื่องมือหรือสร้างองค์ความรู้ร่วมกันของสังคมในการสร้างธรรมาภิบาลที่มีคุณภาพ อันจะนำไปสู่การต่อต้านคอร์รัปชันที่ได้ผลจริง นอกจากนี้ การพัฒนาที่สูงขึ้นไม่ได้เกิดเพียงแค่ตัวเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ประชาชนทุกกลุ่มในสังคมก็ถูกยกระดับความรู้ทางด้านดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีให้สูงขึ้นด้วย เท่ากับว่าทั้งเครื่องมือและความสามารถในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงทัศนคติที่ต้องการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและต่อต้านการคอร์รัปชันสูงขึ้นทั้งหมด จึงเป็นโอกาสในการสร้างธรรมาภิบาลเพื่อยกระดับการต่อต้านการคอร์รัปชันของสังคมได้เป็นอย่างดี

2) การเพิ่มขึ้นของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

การพัฒนาของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีโอกาสเห็นประชาชนในภาคส่วนอื่น ๆ ทั้งในประเทศตนเองและต่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่มีอยู่มาเป็นเวลานานได้ถูกมองเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความตระหนักต่อปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แน่นอนว่าธรรมาภิบาลที่ด้อยคุณภาพและปัญหาคอร์รัปชันเป็นส่วนหนึ่งที่คอยปกปักรักษาความไม่เท่าเทียมกันในสังคมให้ดำรงอยู่ และยังเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมเลวร้ายลงเรื่อย ๆ ปัจจุบัน ความตระหนักร่วมกันนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเต็มใจต่อการร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วนในการสร้างธรรมาภิบาลที่มีคุณภาพ และต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันที่มีมาอย่างยาวนาน ให้ประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้

3) แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นของประชาธิปไตย

เมื่อความตระหนักต่อความไม่เท่าเทียมกันในสังคมสูงขึ้น ก็ย่อมนำมาสู่การแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหา แนวทางหนึ่งที่เป็นที่ยอมรับของพลเมืองโลก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ก็คือ การสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งนั่นหมายถึง การให้คุณค่าของระบอบประชาธิปไตย แนวทางของประชาธิปไตย คือ การให้สิทธิที่เท่าเทียมกัน อันจะนำมาสู่ระบบการจัดสรรทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบนโยบาย กฎหมาย หรือโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของคนส่วนใหญ่ในสังคม แนวทางนี้สอดคล้องกับการยกระดับธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชันในอนาคต เพราะการทับซ้อนของผลประโยชน์ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะสูงขึ้นอันเนื่องจากความซับซ้อน ผันผวน และรวดเร็วของโลกยุคใหม่ นโยบาย กฎหมาย หรือโครงสร้างพื้นฐานจึงจำเป็นต้องถูกยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในสังคมและต้องพร้อมเปลี่ยนแปลงเสมอได้เมื่อคนเหล่านั้นต้องการ นั่นคือ การสนับสนุนแนวทางของประชาธิปไตยจะสนับสนุนการยกระดับธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชันไปในตัว

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสสำคัญของภาครัฐในการพลิกวิกฤตของธรรมาภิบาลที่ด้อยคุณภาพและปัญหาคอร์รัปชันที่มีมายาวนาน ให้เป็นโอกาสในการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการยกระดับธรรมาภิบาลให้สูงขึ้น และสร้างการต่อต้านคอร์รัปชันให้เป็นรูปธรรมจริง และนี่คือความท้าทายที่สำคัญมากของสังคมไทยในปัจจุบัน

คอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
ดร ธานี ชัยวัฒน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เนเน่' ลงพื้นที่สุราษฎร์ฯ ปลุกการเมืองต้องกลับมาใสสะอาด

'เนเน่ รัดเกล้า' ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี เปิดเวทีทิศทางประเทศไทย ย้ำการเมืองต้องกลับมาใสสะอาด รับฟังเสียงเยาวชน–ให้กำลังใจผู้สมัคร โค้งสุดท้ายเลือกตั้งสุราษฎร์ธานี

'พล.อ.รังษี' ลั่น ปชช.ผิดหวังนักการเมือง ชี้คอร์รัปชันคือต้นตอปัญหา ชูนโยบายประหารเรียบ

'พล.อ.รังษี หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ' ยกนิด้าโพล ประชาชนกว่า 75 % ผิดหวังต่อนักการเมืองในการแก้ปัญหาประเทศ ชี้การคอร์รัปชันคือต้นตอของปัญหา ชูนโยบายประหารเรียบไม่มีการลดโทษ

'ดร.โจ' ซัด 'ก้าวไกล' กำลังนำพาคะแนนนิยมสนองตอบเจตนาคิดคดกับแผ่นดิน เตือนจะซ้ำรอย 'ทักษิณ'

'ดร.โจ' ซัด 'ก้าวไกล' กำลังนำพาเสียงประชาชนไปในทางตรงข้ามกับเจตนาที่สังคมมอบให้ สนองตอบเจตนาอันคิดคดกับแผ่นดิน ชี้ปัญหาคอร์รัปชันไทยหนักมากแต่ไม่มีแผนจัดการ กลับเตรียมถอนรากถอนโคน ม.112-งบฯสถาบัน โชว์อเมริกา เตือนจะซ้ำรอย'ทักษิณ'ที่ไม่มีแผ่นดินอยู่

'อดีตบิ๊กข่าวกรอง' ข้องใจ ขรก.-นักการเมืองโกงกินจะยำเกรงหรือ ติดคุกจริงไม่กี่ปี ก็ได้รับการขออภัยโทษ

'นันทิวัฒน์-อดีตรองผอ.ข่าวกรอง' ข้องใจโกงกินจะหมดจากไทยได้ยังไง พอติดคุกจริง กลับติดกันเพียงไม่กี่ปี ก็ได้รับการขออภัยโทษลดโทษ ข้าราชการและนักการเมืองโกงกินจะยำเกรงหรือ