ศึกษาพุทธศาสนา .. จากประวัติศาสตร์!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. พุทธศาสนาของเรา เดินทางมายาวนานถึงปัจจุบันมากกว่า ๒,๖๐๐ ปี

บนเส้นทางอายุที่แสดงผ่านระยะเวลา.. ในแต่ละช่วง.. แต่ละตอนนั้น ย่อมปรากฏร่องรอยเรื่องราวต่างๆ ที่ควรพิจารณาศึกษาอย่างยิ่ง เพื่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของความเป็นพระพุทธศาสนา ที่สะท้อนความเป็นจริงออกมาจากแต่ละห้วงเวลา.. แต่ละสมัย.. ที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์.. อันแบ่งแยกในเบื้องต้นได้เป็น ๒ ห้วงระยะเวลา ได้แก่

๑.สมัยพุทธกาล

๒.หลังพุทธกาล

สมัยพุทธกาล.. มีเรื่องราวอันน่าศึกษามากมาย ดังปรากฏอยู่ในบันทึก ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า ผู้ตั้งพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถศึกษาพุทธประวัติได้จากบทบาทและการดำเนินชีวิตของพระองค์ ที่ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจน ผ่านพระธรรมคำสั่งสอน ทั้งที่เป็นพระวินัยและพระธรรม.. อันประมวลไว้ได้ถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

แต่หลังสมัยพุทธกาล เรื่องราวต่างๆ ของพุทธศาสนา กลับเกิดจากบทบาทของพุทธบริษัทที่ทำหน้าที่สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะภิกษุสงฆ์สาวกซึ่งสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม สังคมประเทศชาติ ในแต่ละพื้นที่.. ซึ่งแต่ละห้วงสมัย มีการบันทึกบ้าง ลืมบันทึกบ้าง.. บันทึกสูญหายไปแล้วบ้าง จึงออกจะยุ่งยากต่อการติดตามศึกษา ในร่องรอยเรื่องราวของความเป็นจริงในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาหลังพุทธกาล.. ที่ต้องแบ่งออกเป็นหลายช่วงระยะเวลา.. เช่น ตอนต้น, ตอนกลางและตอนปลาย... ซึ่งปรากฏประวัติพุทธศาสนาในชมพูทวีป แผ่นดินเกิดพระพุทธศาสนา ที่ต่อมาได้ถึงวาระสูญสิ้นไปในพุทธศักราช ๑๗๐๐ เศษ...

การผันแปร ความเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนาหลังพุทธกาลในเส้นทางการสืบอายุพระพุทธศาสนา จึงหลีกหนีไม่พ้น แม้ว่าจะได้มีการจัดประมวลคำสั่งสอนไว้เป็นหมวดหมู่แล้วก็ตาม ด้วยการสังคายนาของคณะสงฆ์ในแต่ละห้วงสมัย ดังปรากฏการสังคายนาในครั้งที่ ๑-๒-๓ และ ๔.. ในชมพูทวีป.. โดยเฉพาะในครั้งที่ ๔ ที่กระทำสังคายนาในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๖.. ตรงกับยุคสมัยอาณาจักรกุษาณะ ที่มีพระเจ้ากนิษกมหาราชเป็นจอมกษัตริย์ ซึ่งทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง แม้ว่าในการสังคายนาครั้งที่ ๔ จะไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์อีกฝ่าย ที่เรียกตนเองว่า พุทธเถรวาท หรือสถวีระ ซึ่งสมัยนั้น คณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนามีมากกว่า ๑๘ นิกาย.. แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับในเชิงประวัติพุทธศาสนาว่า การสังคายนาครั้งที่ ๔ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับเปลี่ยนของคณะสงฆ์ เพื่อการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไป.. อันน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

ความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ภายหลังพุทธกาล จึงมีความสำคัญต่อการศึกษาของนักวิชาการ .. นักประวัติศาสตร์ทางศาสนา และผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่ต้องการศึกษาเรื่องราวของพระพุทธศาสนาในเชิงพุทธประวัติเป็นอย่างยิ่ง

ด้วยการไม่ศึกษาความเป็นจริง.. เพื่อรู้ในความเป็นจริงของประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ที่ถูกปลูกฝังชี้นำมา นับเป็นเรื่องที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง.. ที่จะนำไปสู่การสร้างอคติธรรม..ให้มีขึ้น .. ในหมู่ชาวพุทธและนักการศาสนา จึงไม่ควรอย่างยิ่ง..ต่อการปฏิเสธในความเป็นจริงที่ปรากฏมีอยู่ในแต่ละห้วงสมัย.. ไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏมีอยู่จริงนั้น.. จะเป็นเรื่องที่มีสาระ.. หรือไม่มีสาระ.. สื่อสารความเป็นมาของพระพุทธศาสนาถูกต้องหรือไม่ก็ตาม...

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า.. การศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในสมัยหลังพุทธกาลอย่างจริงจัง จึงเป็นเรื่องที่ควรอย่างยิ่งต่อนักการศาสนา พุทธศาสนิกชนทุกคน.. ดังที่มีการแบ่งพุทธประวัติหลังสมัยพุทธกาลเป็น ๔ ช่วงระยะเวลา ดังนี้...

ยุคที่ ๑ พุทธศาสนาดั้งเดิมแปรรูป.. สืบตั้งแต่พุทธศักราชที่ ๑๐๐–พุทธศักราชที่ ๔๐๐..

ยุคที่ ๒ ยุคเริ่มต้นความเป็นพุทธศาสนามหายาน ระหว่างพุทธศักราชที่ ๔๐๐–พุทธศักราชที่ ๗๐๐

ยุคที่ ๓ยุครุ่งเรืองของพุทธศาสนามหายาน ระหว่างพุทธศักราชที่ ๗๐๐–พุทธศักราชที่ ๑๒๐๐..

ยุคที่ ๔ยุคสมัยเสื่อมสิ้นพุทธศาสนาในชมพูทวีป.. หลังพุทธศักราชที่ ๑๒๐๐–พุทธศักราชที่ ๑๗๐๐

ซึ่งจากการศึกษาพบว่า... ผลแห่งการเปลี่ยนแปลงของพุทธศาสนาทั้ง ๔ ครั้งระยะเวลา หรือ ๔ ยุคสมัย ก่อนที่จะสูญสิ้นไปจากชมพูทวีป มีลักษณะการส่งสืบต่อกันมาอย่างน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นพุทธศาสนานิกายใดๆ... จากประเทศใดๆ.. ที่ได้รับอิทธิพลมาจากความสัมพันธ์ขององค์กรพุทธศาสนาผ่านสังคมการเมือง-การปกครองของมหาชน ในแต่ละประเทศเขตแดนที่รับพระพุทธศาสนาไว้เป็นศาสนาของสังคมประเทศชาตินั้นๆ.. ในแต่ละห้วงสมัย...

ดังที่มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยสมณทูต ๙ สาย ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั้งในและนอกชมพูทวีป ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ทรงขยายการปกครองไปทั่วชมพูทวีป โดยมีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่มคธชนบท.. ที่มีนครปาฏลีบุตรเป็นเมืองหลวง (ปัจจุบันคือ นครปัฏนะ (Patna)/รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย)..

โดยยุคพระเจ้าอโศกมหาราช เกิดในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๓ ประมาณ พ.ศ.๓๐๐ ซึ่งพระองค์ทรงส่งเสริมพุทธศาสนานิกายเถรวาท.. ที่เชื่อว่าเป็นพุทธดั้งเดิม เป็นศาสนาประจำราชอาณาจักร มีการสร้างวัดวาอารามต่างๆ มากมาย.. การสร้างพระสถูปเจดีย์ทรงสาญจี ๘๔,๐๐๐ องค์ ไปทั่วชมพูทวีป ดังปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยดังกล่าวมีประเพณีการบวชในพระพุทธศาสนาของผู้ชายในชมพูทวีป.. เป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้ศาสนาอื่น ๆ อ่อนแอลง... โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์ ดังเกิดปรากฏการณ์แห่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนากันมากมาย.. และถึงขั้นมีการปลอมปนเป็นพระภิกษุจากนักบวชนอกศาสนา ทั้งนี้ เพื่อความอยู่รอดของศาสนาและบุคคลในศาสนาเหล่านั้น

การเข้ามาบวชเพื่อความอยู่รอด.. เพื่อมุ่งแสวงหาวัตถุปัจจัยเพื่อการดำรงชีวิต จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ของพุทธศาสนาในยุคนั้น.. ด้วยมีการนำเอาทิฏฐิ.. คำสอน ความเชื่อ ตามศาสนาเดิมของตนเข้ามา..... ทำให้เกิดภาวะความปลอมปนในพระธรรมคำสั่งสอน.. ที่ประชาชนยากจะเข้าใจว่า อะไรคือพุทธศาสนาที่แท้จริง....

ปัญหาดังกล่าว.. จึงนำไปสู่การสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช จึงทำให้.. พระพุทธศาสนารอดพ้นจากการถูกทำลายไปอีกครั้ง ด้วยการบิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า.. บันทึกไว้ในร่องรอยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในครั้งนั้นว่า.. มีการคัดแยกพระที่ปลอมปนเข้ามา.. ออกไปมากกว่า ๖ หมื่นคน หรือราวๆ ร่วมแสนคนก็ว่าได้.. นับว่าไม่น้อยเลยกับจำนวนบุคคลที่ปลอมปนเข้ามาทำลายพระพุทธศาสนา ไม่ว่าด้วยเจตนาใดๆ ก็ตาม...

แม้ว่าพระพุทธศาสนา.. จะผ่านพ้นปัญหามาได้ตลอดในแต่ละยุค แต่ละสมัย ก็มิใช่หมายความว่า.. พระพุทธศาสนาจะปราศจากปัญหา.. ด้วยหลากหลายปัญหาที่แปรรูปมาจากในอดีตยังมิได้สูญหายไปไหน แต่กลับสอดฝังอยู่ในพระพุทธศาสนาที่ยังคงดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน.. ดังปรากฏชัดเจนในยุคสมัยที่ ๒ เมื่อเกิดการปรากฏตัวของภิกษุ ๒ รูปที่มีบทบาทสำคัญต่อคณะสงฆ์ ได้แก่ พระอัศวโฆษ และ พระนาคารชุน... ซึ่งพระนาคารชุนเกิดขึ้นภายหลังพระอัศวโฆษประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ

สำหรับพระอัศวโฆษรูปนี้น่าติดตามศึกษาในบทบาทเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเกิดมาในยุคสมัยอาณาจักรกุษาณะแผ่อำนาจการปกครองไปทั่วชมพูทวีป โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่แคว้นคันธาระ.. มีนครปุรุษปุระเป็นเมืองหลวง ซึ่งในสมัยกษัตริย์พระนามว่า พระเจ้ากุษาณมหาราช พระพุทธศาสนาได้รุ่งเรืองอย่างยิ่งอีกครั้ง.. ที่เรียกขานตามหลักฐานประวัติศาสตร์พุทธศาสนาว่า.. เป็นยุคพุทธศาสนาฝ่ายเหนือรุ่งเรือง ซึ่งตรงกับยุคสมัยที่ ๒ หลังพุทธกาล

ในพุทธประวัติสมัยดังกล่าว พระอัศวโฆษ.. มีบทบาทเป็นอย่างสูงทั้งต่อศาสนจักรและอาณาจักรในยุคนั้น.. ด้วยได้รับการยกย่องว่า เป็นพระนักเทศน์ฝีปากเอก.. เป็นนักปราชญ์.. เป็นกวีเอกแห่งยุค มีชาติกำเนิดในสกุลพราหมณ์ ซึ่งต่อมาละทิ้งสกุลมาบวชเป็นสงฆ์ในพระพุทธศาสนานิกายสรวาสติวาทิน.. เป็นนิกายทางฝ่ายพุทธเถรวาทที่มีการปรับเปลี่ยนแตกต่างไปบ้างจากพุทธดั้งเดิม...

ด้วยความเป็นนักประพันธ์ มีวาทะอันคมคาย ชวนฟัง จึงได้แต่งเรื่องราวพุทธประวัติขึ้นมาเล่มใหม่ ให้สอดคล้องกับสมัยสังคมแห่งยุคนั้น จึงนับเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ชวนให้สังคมนิยมติดตามด้วยความเลื่อมใสศรัทธา จากนิทานที่สนุก ตื่นเต้นเร้าใจ.. ดังปรากฏหลักฐานจากบทประพันธ์ที่มีชื่อเรื่อง “พุทธจริต” ที่ถูกแต่งขึ้นด้วย ภาษาสันสกฤต .. และอีกหลายเรื่องราว.. ที่แทรกด้วยความรู้สึกนึกคิดของตนเอง.. เป็นทำนองนิยายรักแบบทางโลกที่สอดแทรกคติธรรม.. ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพุทธศาสนาดั้งเดิมเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่น การเขียนนิทานเล่าเรื่อง พระนันทเถระพุทธอนุชา.. ว่า “เมื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาขอร้องว่า อย่าเพิ่งละสังขารเข้านิพพาน ขอให้อยู่ช่วยบำเพ็ญศีลของพระโพธิสัตว์ เพื่อเทศนาสั่งสอนมหาชน จนกว่าจะเป็นสุขทั่วโลก”... ซึ่งพระนันทพุทธอนุชาตอบรับคำด้วยความเต็มใจ อันเป็นที่มาของต้นเค้าเรื่องของพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่ถือเอา พระโพธิสัตว์ เป็นบุคคลสำคัญของพุทธศาสนานิกายดังกล่าว.. ที่ต่อมาเรียกว่า พุทธศาสนามหายาน นิกายโพธิสัตว์ยาน ... และแตกตัวออกไปเป็นนิกายต่างๆ .. จนเข้าสู่วาระสุดท้ายแห่งพุทธศาสนามหายานในชมพูทวีป เมื่อไปรับ นิกายมนตรายานของศาสนาฮินดู เข้ามา จนไม่หลงเหลือความเป็นพุทธศาสนาดั้งเดิม.. ดังปรากฏในยุคสมัยที่ ๔ ภายหลังพุทธศักราช ๑๒๐๐ เป็นต้นไป....

อนึ่ง.. เรื่องราวเหล่านี้ที่ยกมากล่าวโดยย่นย่อมีปรากฏในประวัติพุทธศาสนาหลังพุทธกาลที่ชาวพุทธควรศึกษา... เพื่อกลับมาทบทวนถึงพุทธศาสนาในปัจจุบันที่เรานับถืออยู่.. เพื่อความเข้าใจตรงตามความเป็นจริง..ว่า... “พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าแท้จริงนั้น.. มีลักษณะธรรมเป็นอย่างไร.... อะไรคือพระธรรมวินัยดั้งเดิมในพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...”.

 

เจริญพร

[email protected]

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“กระแสหลงเชื่อ .. ในภาวะหลงผิด” กรณี.. ตนบุญผู้วิเศษภาคเหนือ!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏเรื่องราวฉาวโฉ่ กรณีนักทำนายทายทักที่อ้างมีสื่อวิเศษ สามารถติดต่อโลกจิตวิญญาณในมิติภพภูมิต่างๆ.. เพื่อนำข่าวสารมาบอกกล่าวให้กับคนในโลกมนุษย์ได้ โดยสามารถเข้าไปเปิดดู บัญชีวิบากกรรมของแต่ละคน ที่กระทำไว้ในอดีตชาติ เพื่อนำไปสู่ การแก้กรรม .. ตามลัทธิความเชื่อโลกอัตตสัญญา ที่ถือว่า วิญญาณเที่ยงแท้.. อันเป็น มิจฉาทิฏฐิ เข้าขั้น จิตหลงผิด (Delusional Disorder) อย่างรุนแรง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล