
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องอาศัยแหล่งเงินทุน สามเสาหลักของตลาดการเงินไทยประกอบด้วย ระบบธนาคารพาณิชย์ ตลาดหลักทรัพย์ และตลาดตราสารหนี้ ซึ่ง ณ วันที่ 19 กันยายน 2568 มูลค่าคงค้างในระบบธนาคาร ตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ คือ 18.4, 15.6, และ 17.7 ล้านล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ GDP ของประเทศไทยซึ่งมีขนาด 18.6 ล้านล้านบาทในปี 2567 แหล่งเงินทุนทั้งสามมีขนาดเท่ากับ ร้อยละ 99, 84, และ 95 ของ GDP นับเป็นเสาหลักที่มีขนาดที่สามารถรองรับการดำเนินการทางเศรษฐกิจของภาครัฐและเอกชนได้อย่างสมดุลพอสมควร คล้ายสามขาของเก้าอี้ที่ช่วยกันรับน้ำหนักของเศรษฐกิจไทยให้ภาคธุรกิจและภาครัฐได้เลือกใช้เป็นแหล่งระดมทุนตามความเหมาะสมกับลักษณะความต้องการใข้เงินด้วยต้นทุนทางการเงินที่สมเหตุสมผล
หลายท่านอาจแปลกใจว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยมีขนาดใหญ่กว่าตลาดหลักทรัพย์ แต่ที่จริงไม่ใช่เรื่องแปลก ประเทศที่มีตลาดทุนที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ก็มีตลาดตราสารหนี้ที่ใหญ่มาก ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือ การระดมทุนด้วยหุ้นสามัญนั้นทำได้โดยบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่ผู้ที่ระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้นั้นมีทั้งภาครัฐและเอกชน โดยตราสารหนี้ที่ภาครัฐออกเรียกพันธบัตร และที่ภาคเอกชนออกเรียกเป็นหุ้นกู้ ถ้าเราแยกตราสารหนี้ตามประเภทผู้ออก เราจะพบว่า พันธบัตรที่ออกโดยกระทรวงการคลังมีมูลค่าคงค้าง 9.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 53 ของตลาดตราสารหนี้ไทย ถัดมาคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีมูลค่าคงค้าง 2.5 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14 ส่วนหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนมีขนาด 4.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 26 ของตลาดตราสารหนี้
หากพิจารณาอัตราการเติบโตของแหล่งเงินทุนทั้งสาม เราจะพบว่าตลาดการเงินไทยในอดีตพึ่งพาระบบธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก โดย ณ สิ้นปี 2541 หลังปีวิกฤติต้มยำกุ้ง ตลาดทั้งสามมีขนาดรวมกัน 7.6 ล้านล้านบาท โดยขนาดของระบบธนาคารพาณิชย์เท่ากับ 5.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 116 ของ GDP โดยที่ตลาดทุนยังเล็กมาก ตลาดหลักทรัพย์มีขนาด 1.3 ล้านล้านบาท และตลาดตราสารหนี้มีขนาดเพียง 9.4 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 27 และ 20 ของ GDP เท่านั้น
ถ้าเราโฟกัสที่ตลาดตราสารหนี้ จะพบว่าทั้งกระทรวงการคลังและบริษัทเอกชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการใช้ตลาดตราสารหนี้ในการระดมทุนในสามสิบปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ และหากเรามองไปข้างหน้า คงไม่ยากที่จะคาดการณ์ว่า ตลาดตราสารหนี้จะยังคงเติบโตต่อไป จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันภาครัฐมากมายในโลกอาศัยการออกพันธบัตรเพื่อรองรับการดำเนินนโยบายการคลังที่ขาดดุล และการประยุกต์ใช้หุ้นกู้เสริมการกู้เงินจากธนาคารเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในโครงสร้างเงินทุน หรือ financial flexibility และความสอดคล้องกับโครงการลงทุนขององค์กร
พัฒนาการด้านการระดมทุนในตราสารหนี้เกิดขึ้นคู่ขนานกับพัฒนาการในฝั่งของผู้ลงทุน จากการศึกษาโครงสร้างผู้ลงทุนแบ่งตามกลุ่มผู้ออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ โดยในกลุ่มตราสารหนี้ภาครัฐที่ออกโดยรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ลงทุนที่เป็นแฟนคลับจะเป็นกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน เช่น ธนาคารพาณิชย์ กองทุนเพื่อการออมต่างๆ กองทุนรวม บริษัทประกันและนักลงทุนต่างชาติ ส่วนหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชนจะมีผู้ลงทุนบุคคลที่รวมถึงผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นแฟนคลับหลัก รองลงมาจึงเป็นผู้ลงทุนสถาบันกลุ่มต่างๆ
การที่ตลาดตราสารหนี้จะเป็นเสาหลักที่แข็งแรงต้องมาจากฐานรากที่มั่นคง กล่าวคือ การมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตและการมีองค์ความรู้เรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เพียงพอ
การมีระบบนิเวศที่เอื้อและสนับสนุนการเติบโตของตลาดตราสารหนี้จะหมายถึงความครบครันของกฎหมายรองรับ ซึ่งตลาดตราสารหนี้จำเป็นต้องมีการปรับแก้ในบางเรื่องเพื่อให้ระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏว่ามีผู้ออกหุ้นกู้หลายรายประสบปัญหาในการชำระหนี้ และในบางกรณี
ผู้ออกหุ้นกู้ได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือกระบวนการล้มละลาย อันส่งผลกระทบต่อสิทธิและประโยชน์ของผู้ลงทุนในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดบางประการส่งผลให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ไม่อาจดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการและกระบวนการล้มละลาย ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.ได้ตระหนักถึงข้อจำกัดดังกล่าวและเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย จึงได้เสนอให้ตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อกำหนดให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้มีสิทธิในการดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ทั้งปวงครอบคลุมไปถึงการดำเนินการในกระบวนการฟื้นฟูกิจการและล้มละลายด้วย ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2568 ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ก็ได้รับทราบถึงข้อจำกัดทางกฎหมายในประเด็นดังกล่าว และอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาแนวทางในการปรับปรุงพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับการปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อันจะทำให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในขั้นตอนของกระบวนการฟื้นฟูกิจการและล้มละลายได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนยิ่งขึ้น และมีโอกาสนำไปสู่การเติมเต็มเครื่องมือการลงทุนในตลาด เช่น High-yield bond fund และ Distressed bond fund
เป็นต้น
ด้านองค์ความรู้ หากเปรียบเป็นต้นไม้ การมีรากแก้วที่ดีย่อมช่วยให้ต้นไม้แข็งแรง โครงการ Bond academy ที่จัดโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) อย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปีตั้งแต่ปี 2556 เป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยเตรียมเยาวชนให้พร้อมเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ทั้งในบทบาทของการเป็นบุคคลากรและผู้ลงทุนที่มีคุณภาพ โดยโครงการ Bond academy จะเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจกลไกการทำงานในตลาดตราสารหนี้ให้แก่นิสิตนักศึกษา พร้อมการแนะนำเส้นทางสายอาชีพในตลาดตราสารหนี้เพื่อจุุดประกายให้นิสิตนักศึกษาที่สนใจได้เตรียมตัวเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ ทั้งนี้ ปี 2568 มีกำหนดจัดโครงการ Bond Academy 2 ครั้ง โดยในครั้งที่ 1 ได้จัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ณ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมงานกว่า 200 คน สำหรับโครงการ Bond Academy ครั้งที่ 2 จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 ณ คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่
https://ba.thaibma.or.th/register/EN/Register/Register.aspx?id=2616b80c-db91-f011-a331-f971d5768ba6
สำหรับข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับตราสารหนี้ไทย ท่านสามารถหาได้จาก website ThaiBMA และ FaceBook ของเรา และอีกเครื่องมือที่ให้ความรู้ คือ MeBond แอปพลิเคชันบนมือถือที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ลงทุนตราสารหนี้ที่ ThaiBMA พัฒนาขึ้นในปี 2563 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุน โดย MeBond จะช่วยบันทึกตราสารหนี้ที่นักลงทุนถือครองไว้ในที่เดียวกัน ช่วยให้นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลการลงทุนของตนเองและข้อมูลอื่นในตลาดตราสารหนี้ให้เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว มีข้อมูลครบถ้วนในแหล่งเดียว
ดร. สมจินต์ ศรไพศาลกรรมกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ
กรุงเทพธุรกิจ
พุธที่ 24 กันยายน 2568

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
7 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเลื่อน! ให้ข้อมูลปมสแกมเมอร์ กมธ.ปปง.
'ปธ.กมธ. ปปง.' เผย 7 บริษัทเอกชนยื่นขอเลื่อนให้ข้อมูล คาดไม่เกิน 15 วัน เพราะเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะที่ ก.ล.ต.-ปปง. ร่วมขยายเส้นทางการเงินต่อ
ตลาดหลักทรัพย์คึกคักร่วมงาน “สานพลังเอกชนเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก” BOI หนุนภาคธุรกิจพัฒนาชุมชนลดความเหลื่อมล้ำ-สร้างความเข้มแข็ง
ตลาดหลักทรัพย์ / BOI-ก.ล.ต.-ภาคธุรกิจ-พอช. ร่วมจัดงาน “สานพลังเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมจากฐานรากสู่ความยั่งยืน” (Multilateral Collaboration for Sustainability)

