
สสส. ผนึกท้องถิ่น ชู 9 อำเภอต้นแบบ “ชุมชนล้อมรักษ์” จ.เชียงใหม่ “ล็อก 1 ปี” ป้องกัน – บำบัด ดูแลผู้ป่วยยาเสพติดต่อเนื่อง ตัดวงจรหวนคืนกลับมาเสพซ้ำ ล้างความรุนแรงมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวยั่งยืน
29 มี.ค.2569 – ที่โรงแรมเดอะแกรนด์ ชัยพฤกษ์ เชียงใหม่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (มสวร) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้บำบัด เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย ยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในชุมชนและการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพชุมชน และอดีตผู้ผ่านการบำบัดเพื่อดูแลผู้ใช้ยาเสพติดอย่างมีส่วนร่วมในชุมชน โดยมีตัวแทน 9 อำเภอต้นแบบ ประกอบด้วย อ.ชัยปราการ, อ.สารภี, อ.แม่แตง, อ.จอมทอง, อ.เภอพร้าว, อ.ดอยสะเก็ด, อ.สันป่าตอง, อ.ฮอด และ อ. ฝาง เข้าร่วม
นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผอ.สำนักงานสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งเสริมศักยภาพงานป้องกันและบำบัดผู้ใช้สารเสพติด โดยให้ความสำคัญกับ “การดูแลต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี” เพื่อป้องกันการเสพซ้ำ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญเพราะสมองยังอยู่ในภาวะติดยา หากกลับไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมหรือไม่มีอาชีพ ก็มีโอกาสกลับไปใช้ซ้ำสูง สสส. จึงทำงานร่วมกับจังหวัดต่าง ๆ ผ่านโครงการนำร่อง 10 จังหวัด โดยเชียงใหม่เป็นพื้นที่สำคัญ มีถึง 9 อำเภอเข้าร่วม และได้รับความร่วมมือจากผู้นำทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ว่าฯ รองผู้ว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ปปส. ภาค 5 จนถึงนายอำเภอและปลัดอำเภอ
นางสาวรุ่งอรุณ ระบุว่า หัวใจของการทำงาน คือ การใช้ “ชุมชนเป็นฐาน” โดยมีอาสาสมัครในพื้นที่ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อสม. หรือชาวบ้านทั่วไป ที่อยากให้หมู่บ้านปลอดภัยมาช่วยกันดูแลผู้ใช้สารเสพติด คนเหล่านี้ไม่ได้อยากพลาดซ้ำ หากมีคนให้โอกาสและพาเข้าสู่สิ่งแวดล้อมที่ดี ก็จะลดโอกาสเกิดเหตุรุนแรงจากยาเสพติด และทำให้ชุมชนปลอดภัยขึ้น ซึ่งสังคมไทยทำได้ หากทุกฝ่ายจับมือกันโดย ใช้นวัตกรรม 2 ส่วน ได้แก่ สติบำบัด เพื่อยกระดับคุณภาพการบำบัดรักษา และ แอปพลิเคชันติดตามผู้ใช้สารเสพติด ที่ให้อาสาสมัครติดตามใกล้ชิดและรายงานผล ช่วยให้การดูแลต่อเนื่องครบ 1 ปี
“ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดราว 2 ล้านคน ส่วนที่ชุมชนช่วยดูแลได้อยู่ในกลุ่มสีเขียวและเหลือง ซึ่งต้องอาศัยการร่วมมือของสาธารณสุข ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สสส. จึงเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้คุย วางเป้าหมายร่วมกัน เพื่อให้ระบบทำงานสอดประสานและลดจำนวนผู้ใช้สารเสพติดได้จริง” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว
นายชัยณรงค์ นันตาสาย ปลัดจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จ.เชียงใหม่ กล่าวถึงปัญหายาเสพติด จ.เชียงใหม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “การลักลอบนำเข้า” จากประเทศเพื่อนบ้านผ่านช่องทางธรรมชาติใน 5 อำเภอชายแดน ซึ่งมีการสกัดกั้น ตรวจจับ และยึดของกลางได้เป็นประจำ ทั้งจากทหาร ตชด. ตำรวจและฝ่ายปกครองที่ตั้งด่าน จุดตรวจและจุดสกัดอย่างต่อเนื่องยึดยาได้หลายล้านเม็ด รวมถึงไอซ์ด้วย ส่วนที่สองคือ “การแพร่ระบาดในพื้นที่ชุมชน” ซึ่งใน จ. เชียงใหม่ถือว่าเบาบาง เพราะมีทำงานเชิงรุกในหมู่บ้านและชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อตรวจหาผู้เกี่ยวข้องหรือผู้เสี่ยงในพื้นที่ แม้จะเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ภาคกลาง แต่เราก็พยายามสกัดกั้นตลอด ส่วนด้านการบำบัดที่ผ่านมา ทำงานต่อเนื่อง 1 ปี มีผู้เข้าบำบัดประมาณเกือบ 10,000 คน ครอบคลุม 25 อำเภอ โดย 9 อำเภอที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้เป็นอำเภอต้นแบบที่ทำงานมา 3 – 4 ปี และประสบความสำเร็จ
“จ.เชียงใหม่ของเราได้รับการคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่องและพื้นที่ต้นแบบ ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ โดยเรามุ่งเน้นกระบวนการ CBTx หรือ ชุมชนล้อมรักษ์ ซึ่งมีจุดเด่นคือ การเปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วยเราใช้กลไกของ พชอ. ขับเคลื่อนเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการบำบัดใกล้บ้าน ลดการตีตรา และเน้นการบำบัดฟื้นฟูทางการแพทย์ควบคู่ไปกับการดูแลทางสังคม การความยั่งยืนผ่านภาคีเครือข่าย โดยตั้งเป้าให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถกลับคืนสู่สังคมได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 โดยอาศัยความเข้มแข็งของชุมชนในการติดตามดูแลและส่งเสริมอาชีพ เพื่อสร้างเชียงใหม่เมืองปลอดภัยรองรับการท่องเที่ยวระดับโลก” นายชัยณรงค์ กล่าว
ด้าน พลตำรวจตรีจิตร์พิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 กล่าวว่า การทำงานของตำรวจภูธรภาค 5 แบ่งเป็น 2 มิติ คือ การสกัดกั้นการลำเลียงไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ตอนใน และ การลดการแพร่ระบาดในเขตเมือง แต่ปัญหาใหญ่ คือ ราคายาเสพติด ในช่วงปลายปี 2568 มีข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ส. ระบุว่า ราคาในฝั่งโรงงานเพียง 1- 2 บาทต่อเม็ด ทำให้ลักลอบเข้ามาได้ง่าย เมื่อเข้าสู่ชุมชน ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีนจะไปติดที่สมอง ผู้เข้าบำบัดจึงต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ที่ดูแลก็ต้องมีความหนักแน่นและให้เวลาอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานด้านการปราบปรามควบคู่กันไป แต่สิ่งสำคัญอีกมิติคือ “การทำงานเชิงรุกในชุมชน” โดยตำรวจที่ลงพื้นที่จะทำหน้าที่เป็นวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งการแก้ปัญหาในชุมชนต้องใช้เวลา ความเชื่อถือ และความไว้วางใจ เขาย้ำว่าคนที่ทำงานนี้ต้องได้รับเครดิต เพราะเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่องจริง ๆ
ด้าน อดีตผู้ใช้สารเสพติดและเคยผ่านการบำบัด เล่าว่า ก่อนหน้านี้สุขภาพย่ำแย่จากการใช้ “ผงขาว” และ “เฮโรอีน” ตัดสินใจเข้าบำบัดเมทาโดนแบบสมัครใจ กับโครงการ เขาใช้เวลาราว 3 ปีกว่าจะเลิกได้ แม้ต้องเผชิญอาการอยากยาและความทรมานเป็นช่วง ๆ โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันสำคัญ เขาบอกว่าหลังเลิกยา ชีวิตดีขึ้นทั้งงาน สุขภาพ และความสัมพันธ์ วันนี้จึงกลับมาช่วยชุมชน ให้กำลังใจผู้ที่ต้องการเลิกยา พร้อมย้ำว่า ทุกคนเลิกได้ ถ้ามีคนข้าง ๆ คอยสนับสนุน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปชน.' ส่งคนชิง 'นายกอบจ.นนบุรี' อุบชื่อ โวแคนดิเดตที่ดีสุด
'ณัฐพงษ์' ยัน ปชน .ส่งผู้สมัครชิง 'นายก อบจ.นนทบุรี' อุบชื่อ หลังทาบทามแล้ว อยู่ระหว่างเจ้าตัวตอบตกลง ยันไม่ใช่คนเดิม มั่นใจเป็นแคนดิเดตที่ดีที่สุด ขอโอกาสคนนนท์เข้าไปบริหารท้องถิ่น
สามีคลั่งยาบ้า! บุกแทงเมียเจ็บหนัก หลังหาเงินซื้อเบียร์ไม่ได้
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี รับแจ้งเหตุว่ามีหญิงถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ จึงประสานสายตรวจเขตและอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ไปตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ
โรงเรียนดังในเชียงใหม่ประสานตำรวจเพิ่มมาตรการดูแลเข้มหลังมีแชทหลุดขู่ยิงกัน หวั่นพฤติกรรมเลียนแบบ
เพจของโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม โรงเรียนเอกชนชื่อดังในเชียงใหม่เผยข้อมูลที่ฝ่ายกิจการนักเรียน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจ
เปิดโอกาสชีวิตใหม่ ผนึกชุมชน-ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่องตัดวงจรติดยา
จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่ สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
'ทรงศักดิ์' ประชุมร่างแผน สสส. ปี 70 เน้นขยายงานสร้างเสริมสุขภาพรายจังหวัด หนุนขับเคลื่อนใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เล็งวัดผลได้ภายใน 1 ปี
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนการดำเนินงานประจำปี 2570 โดยมีกรรมการกองทุนฯ กรรมการบริหารแผน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมกำหนดทิศทางการพิจารณาร่างแผนฯ ประจำปี 2570
สนองนโยบาย 'ฝ่ายปกครองภูเก็ต' ตั้งจุดตรวจเข้ม คุมอาวุธปืน–ยาเสพติด
อธิบดีกรมการปกครอง สั่งยกระดับความปลอดภัย ฝ่ายปกครองภูเก็ต ตั้งจุดตรวจเข้ม คุมอาวุธปืน–ยาเสพติด ป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่

