The Blazing Furnace: ปฏิบัติการเตาเผาคอร์รัปชันของเวียดนาม

เวลาพูดถึงเศรษฐกิจเวียดนาม ปัญหาคอร์รัปชันมักเป็นสิ่งที่หลายคนหยิบยกขึ้นมากล่าวถึง

แต่สถานการณ์คอร์รัปชันในเวียดนามได้เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index หรือ CPI) ที่จัดทำโดยสถาบัน Transparency International ที่ถึงแม้ว่าระดับการคอร์รัปชันยังคงสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่แนวโน้มโดยรวมได้ลดลง และดีกว่าประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2019 แล้ว โดยในปี 2024 ดัชนีของเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 88 จาก 180 ประเทศ ซึ่งดีกว่าประเทศไทยที่อยู่ที่อันดับ 107

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีภาพลักษณ์เรื่องคอร์รัปชันของเวียดนามมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก็คือการเอาจริงเอาจังของเหงวียน ฝู จ่อง (Nguyễn Phú Trọng) อดีตผู้นำเวียดนามที่มุ่งหน้าปราบปรามคอร์รัปชันแบบถึงลูกถึงคน

เหงวียน ฝู จ่อง เป็นผู้นำสายอนุรักษ์นิยมที่เชื่อว่าคอร์รัปชันเป็นสิ่งเลวร้ายที่กัดกร่อนพรรคคอมมิวนิสต์และจะต้องกำจัดออกไปก่อนที่พรรคจะล่มสลาย เมื่อเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในปี 2011 ศรัทธาของผู้คนต่อพรรคกำลังตกต่ำ โดยเฉพาะการทุจริตอื้อฉาวของรัฐวิสาหกิจอย่าง Vinashin และ Vinalines ที่เป็นบริษัทต่อเรือและบริษัทเดินเรือแห่งชาติของเวียดนาม เหงวียน ฝู จ่อง จึงเริ่มปฏิรูปกลไกในการต่อต้านคอร์รัปชันของเวียดนาม เริ่มจากการโอนหน่วยงานปราบคอร์รัปชันจากรัฐบาลไปอยู่ใต้กรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์หรือ Politburo ซึ่งเขาเป็นเลขาธิการพรรคคนแรกที่เข้ามาดูแลเรื่องนี้เอง

ในปี 2016 เหงวียน ฝู จ่อง ได้ยกระดับการปราบปรามคอร์รัปชันขึ้นไปอีกหลังจากที่เขาได้รับเลือกให้เป็นเลขาธิการพรรคต่อเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งมีหมุดหมายสำคัญคือการประกาศเจตนารมณ์ของเขาในปีต่อมากลางที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการกลางเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน (Central Steering Committee for Anti-Corruption) ถึงความมุ่งมั่นในการปราบคอร์รัปชันให้ไม่เหลือซาก เขาเรียกแคมเปญนี้ว่า โด๊ต หล่อ (đốt lò) หรือ “Blazing Furnace” ซึ่งก็คือเตาไฟที่จะแผดเผาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้น

เหงวียน ฝู จ่อง ไม่ได้พูดอย่างเดียวแต่เขาได้ลงมือปราบคอร์รัปชันแบบถึงลูกถึงคน ไม่เว้นแม้แต่สมาชิกระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ในอดีตไม่มีใครกล้าแตะต้อง นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมาจนถึงปี 2024 ที่ เหงวียน ฝู จ่องถึงแก่อสัญกรรม สมาชิกพรรคกว่า 139,000 คนถูกลงโทษทางวินัย รวมถึงคณะกรรมการกลาง 40 คน และนายพลทหารและตำรวจ 50 คน ยิ่งไปกว่านั้น สมาชิก 7 คนของกรมการเมืองที่ถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานาธิบดี 2 คน และรองนายกรัฐมนตรี 2 คน ต้องพ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีอีก 2 คนและรองผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามถูกพิพากษาจำคุก

หลังจากเหงวียน ฝู จ่องถึงแก่อสัญกรรม โต เลิม (Tô Lâm) เลขาธิการพรรคคนปัจจุบันที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งต่อก็เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (Ministry of Public Security) มาก่อน ซึ่งกระทรวงนี้เป็นกลไกสำคัญในการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น โต เลิมได้ย้ำว่าการปราบปรามคอรัปชั่นยังเป็นนโยบายหลักของเวียดนาม และเขาจะเดินหน้าปราบคอรัปชันต่อไป

พูดง่ายๆ ว่าการรณรงค์ปราบคอร์รัปชันภายใต้แคมเปญ Blazing Furnace ที่เหงวียน ฝู จ่องเริ่มจุดไฟขึ้นได้กลายเป็นประเด็นหลักที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเลยทีเดียว

ผลที่ตามมาก็คือ การทุจริตคอร์รัปชันที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผลการสำรวจรายปีของ The Vietnam Provincial Competitiveness Index ในปี 2022 พบว่า 43% ของธุรกิจบอกว่าการจ่ายสินบนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งตัวเลขนี้ลดลงจาก 66% จากการสำรวจในปี 2016 ในขณะที่ 3.8% ของธุรกิจบอกว่าพวกเขาจ่ายสินบนมากกว่าร้อยละ 10 ของยอดขายทั้งปี ลดลงจาก 9.1% ของธุรกิจที่สำรวจในปี 2016 ซึ่งผลการสำรวจนี้สอดคล้องกับดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันของเวียดนามที่มีแนวโน้มดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการทุจริตคอร์รัปชันที่ลดลงอย่างรวดเร็วน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว แต่สำหรับผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระยะสั้นนั้นค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ได้สวยงามไปทั้งหมด เพราะการปราบคอร์รัปชันแบบถึงลูกถึงคนนี้ทำให้กลไกการทำงานของภาครัฐเป็นอัมพาต กระบวนการขอใบอนุญาตต่างๆ หยุดชะงัก เจ้าหน้าที่ที่เคยทุจริตในอดีต เคยได้รับสินบนตอบแทนจากการทำงานอย่างรวดเร็ว ได้เปลี่ยนไปทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม เพราะขาดแรงจูงใจจากสินบนที่ไม่ได้รับแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เคยปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต เมื่อมีการเข้มงวดเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันก็เลยลังเลที่จะอนุมัติคำขอต่างๆ ของทั้งจากธุรกิจเอกชนและจากหน่วยงานภาครัฐเอง ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐ เพราะกลัวว่าอาจจะทำผิดและโดนสอบสวนไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น การปราบปรามคอร์รัปชันยังทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากลาออกจากการทำงานในภาครัฐที่ให้เงินเดือนต่ำกว่าภาคเอกชนมาก และยิ่งเจ้าหน้าที่ลาออก หน่วยงานยิ่งขาดบุคลากร กระบวนการต่างๆ จึงยิ่งช้าลงไปอีก ซึ่งรัฐบาลเวียดนามก็ตระหนักถึงปัญหานี้ พยายามปรับโครงสร้างภาครัฐและขึ้นเงินเดือน โดยมีเป้าหมายให้เจ้าหน้าที่ “ไม่สามารถ ไม่ต้องการ ไม่กล้า และไม่จำเป็นต้อง” ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ความพยายามนี้ไม่ง่ายในทางปฏิบัติและต้องใช้เวลา

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวียดนามแสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สำคัญในการปราบปราบการทุจริตคอร์รัปชันอย่างน้อย 2 ปัจจัย 

ปัจจัยแรกคือความมุ่งมั่นในการลงโทษผู้กระทำผิดไม่ว่าบุคคลนั้นจะดำรงตำแหน่งสูงเพียงใดก็ตามในรัฐบาล ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้ทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐและสาธารณชนทราบถึงต้นทุนในการทุจริตที่สูง และเป็นการป้องปรามการคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ปัจจัยที่สองคือ การปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันด้วย มิฉะนั้นการปราบคอร์รัปชันอาจกระทบกลไกการทำงานของภาครัฐ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้

ประสบการณ์จากเวียดนามยังสะท้อนว่าการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริง หากผู้นำประเทศมีเจตนารมณ์และความมุ่งมั่น

บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
วันพุธที่ 7 มกราคม 2569
ดร กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

AMATAVทุ่ม5,740ล้านผุด‘อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ’เวียดนาม

อมตะ วี เอ็น ปักหมุดยุทธศาสตร์ ‘เวียดนามเหนือ’ทุ่ม 5,740 ล้านบาท ผุด ‘อมตะ ซิตี้ ฟู้เถาะ’ รับกระแส กลุ่ม Tech-อิเล็กทรอนิกส์ ย้ายฐานการผลิตตั้งเป้าปั้นนิคมสีเขียวสอดรับเป้าหมาย Net Zero

'ช้างศึก'ได้แค่เหรียญเงิน ฟอร์มดี45นาทีแรกนำเวียดนาม2-0 ก่อนแผ่วโดนตีเสมอและแพ้ช่วงต่อเวลา2-3

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 เวลา 19.30 น. ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน การแข่งขันฟุตบอลชาย ในมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 รอบชิงชนะเลิศ ทีมชาติไทย พบกับ เวียดนาม

'โค้ชวัง'เผยดีที่ชิงกับเวียดนาม ทีมชั้นนำของอาเซียน ตั้งเป้าเหรียญทองเท่านั้น

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 10.30 น. ณ ห้องแถลงข่าว สนาม ราชมังคลากีฬาสถาน ฝ่ายจัดซีเกมส์ จัดงานแถลงข่าวก่อนการแข่งขันฟุตบอลชาย ซีเกมส์ รอบชิงชนะเลิศ คู่ระหว่าง ทีมชาติไทย กับ ทีมชาติเวียดนาม การแถลงข่าวครั้งนี้ ฟุตบอลชายทีมชาติไทย นำโดย ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล หัวหน้าผู้ฝึกสอน พร้อมด้วย ชนภัช บัวพันธ์