ต้องเลือกแบบตัดขาว-ตัดดำ ประชาธิปัตย์ คือขั้วที่ปลอดภัย

คนที่เสนอให้เลือกเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้คนตาบอด สีเทากับสีดำไปด้วย เพราะให้กอดๆ กันไปเถอะยังไงก็ยังดีกว่าอีกข้างหนึ่ง ทำให้ละเลยข้อเท็จจริงทางการเมืองที่มันจะมีผลมากกว่าที่คิด..ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง สุดท้ายที่มีอยู่จริงคือ เลือกแบบตัดขาว-ตัดดำ เลือกตั้งครั้งนี้แข่งกันระหว่างการเมืองสุจริตกับการเมืองที่มีเทาเป็นเงาทะมึนอยู่ข้างหลัง เราถึงบอกเลือกประชาธิปัตย์ให้มากพอ เพื่อให้เป็นขั้วที่ปลอดภัย เพราะประชาธิปัตย์เราไม่เอาเทา ไม่เอาโกง ไม่เอาความขัดแย้ง

เหลือเวลาอีกสองสัปดาห์จะถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ทำให้ขณะนี้การหาเสียงดำเนินไปอย่างเข้มข้น

รายการ "เลือกตั้ง 69 เดิมพันเปลี่ยนอนาคต-ไทยโพสต์" สัมภาษณ์พิเศษ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งรับผิดชอบงานเรื่องการทำยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้" เพื่อพูดคุยถึงเรื่องยุทธศาสตร์การหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ตลอดจนการวิเคราะห์สถานการณ์การเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้ 

"สาทิตย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป." ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เหนื่อยกว่าปกติ เพราะพรรคเพิ่งมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่เมื่อ 18 ตุลาคม 2568 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.ได้ไม่ถึงสองเดือน นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 สำหรับนายอภิสิทธิ์เป็นความหวังหนึ่งของพรรค ปชป.มานานแล้ว สิ่งที่น่าดีใจคือประชาชนที่เคยรักพรรค ปชป. ซึ่งในอดีตพรรค ปชป.เคยได้คะแนนพรรคหรือคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ถึง 12 ล้านเสียง เมื่อนายอภิสิทธิ์กลับมา เสียงที่ได้ยินและดีใจมากก็คือ การที่ประชาชนบอกว่านายอภิสิทธิ์กลับมาแล้ว ประชาธิปัตย์กลับมาแล้ว ทำให้เห็นภาพเวลานายอภิสิทธิ์ไปหาเสียงก็มีคนเข้ามาโอบกอดดีใจ

เมื่อถามว่า แต่ที่เห็นภาพคนตอบรับนายอภิสิทธิ์เวลาลงพื้นที่ ส่วนใหญ่ยังเป็นคนวัยเบบี้บูมเมอร์ ตรงนี้เป็นโจทย์ของพรรค ปชป.หรือไม่ เพราะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา รวมถึงในครั้งนี้ก็มีคนกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งมากพอสมควร ทางพรรคมีการปรับตัวอย่างไร "สาทิตย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป." ให้คำตอบว่า เป็นโจทย์ใหญ่ของพรรค ปชป.ในการจะเข้าไปให้ถึงคนรุ่นอย่าง Gen Z เพราะพรรค ปชป.ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 ถึงตอนนี้ก็เกือบ 80 ปี และนายอภิสิทธิ์ก็เข้าสู่การเมืองตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2535 กับเด็ก Gen Z ก็ทำให้อาจห่างกันบ้างกับพรรค แต่การสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียของพรรคที่เรียกว่า Digital Campaign เพื่อให้สื่อสารได้ถึงคนทุกกลุ่มก็ถือว่าดี เห็นได้จากที่พรรคจัดงานระดมทุน ที่โรงละครเคแบงก์ สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ พอจัดงานเสร็จนายอภิสิทธิ์ก็ชวนผู้สมัคร กทม.ของพรรค ปชป. ที่ส่วนใหญ่เป็นพวกนิวเจนไปเดินแถวสยาม ก็ได้รับความสนใจ

ผ่ายุทธศาสตร์หาเสียงพรรคสีฟ้า ขยับรุ On Ground -Digital Campaign

"สาทิตย์" ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับประชาชนทุกกลุ่ม พรรคพยายามทำข้อมูลการสื่อสารให้ถึงทุกกลุ่ม ส่วนกลุ่ม Gen Z การเลือกตั้งครั้งนี้เราได้จากกลุ่มผู้สมัคร สส.หน้าใหม่ ที่ผู้สมัคร สส.ของพรรคบางคนก็อายุเพิ่งถึงเกณฑ์สมัคร สส.คือ 25 ปี เราทำให้คนรุ่น Gen Z เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์คือพรรคที่เป็นสถาบันทางการเมือง ที่มีแนวคิด แนวทางและนโยบายที่ตอบสนองกับคนทุกกลุ่มในประเทศ

ผมในฐานะที่รับผิดชอบการทำยุทธศาสตร์การเลือกตั้งก็ทำสองส่วน ส่วนแรกคือ On Ground เช่นการทำเวทีปราศรัย  ทำป้ายหาเสียง และอีกส่วนคือ Digital Campaign เราให้ความสำคัญมากเพราะไปถึงประชาชนทุกกลุ่ม โดยเนื้อหาในการสื่อสารก็จะมีความแตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม แต่ที่สำคัญคือตัวผู้สมัคร ที่พรรคเน้นให้ทุกคนต้องทำการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มในเขตเลือกตั้ง ที่แสดงให้เห็นว่าประชาธิปัตย์ก็มีการปรับเปลี่ยน เพราะบางคนอาจมองว่าประชาธิปัตย์ตั้งพรรคมา 80 ปีแก่ไปหรือไม่ ซึ่งการที่พรรคอยู่มาได้ 80 ปี คือการที่พรรคมีคนทุกรุ่นที่เดินเข้ามาด้วยแนวคิดอุดมการณ์ การอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปในทิศทางที่ดี

และครั้งนี้แนวนโยบายของพรรคก็ชัดเจน เช่นการประกาศแนวทางเรื่อง "ประเทศไทยไม่ทน" หลังมีการรับฟังเสียงประชาชนว่าไม่ทนกับเรื่องอะไร เราก็บอกว่าทนแบบนี้ก็เหมือนกับการทนหายใจ ปชป.เลยจะทำให้ "ไทยหายจน" พร้อมกับชู 27 นโยบาย มีการเปิดแผนปฏิบัติการ 90 วันแรก

"สาทิตย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป." กล่าวลงรายละเอียดเรื่องนโยบายพรรคว่า จากการสำรวจพบว่าเรื่องที่ประชาชนไม่ทน โดยเรื่องที่มาอันดับหนึ่งคือเรื่อง "โกง" ทั้งนักโกงเมือง ข้าราชการทั้งหลาย โดยเฉพาะ "ทุนเทา" ที่กระทบกับทุกคน และคนรู้สึกว่าการเมืองเต็มไปด้วยเรื่องของทุนเทา เรื่องสแกมเมอร์ เรื่องผู้มีชื่อเสียงในวงการการเมืองที่มีตำแหน่งไปพัวพันกับคนที่มีส่วนกับเรื่องสแกมเมอร์ นอกนั้นก็เป็นเรื่องการศึกษา ปัญหาปากท้อง สวัสดิการของรัฐ ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนมีการกำหนดเป็นนโยบายของพรรค ปชป.ที่รับผิดชอบโดยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค

เรานำปัญหาที่ประชาชนสะท้อนว่ากระทบกับเขามากที่สุดมาเป็นตัวตั้ง และนำข้อมูลทางวิชาการที่เรามี แนวทางของพรรคและประสบการณ์ เพราะคนของพรรคประชาธิปัตย์ มีประสบการณ์ในการทำงานมาแล้ว เราไม่ใช่คนใหม่ในทางการเมือง โดยพรรคได้นำข้อมูลมาประมวลทำเป็นนโยบายไทยหายจน ที่จะมี 27 นโยบายที่ครอบคลุม ทั้งเรื่องเช่นการเมืองสุจริต การกำจัดการทุจริตคอร์รัปชัน-สวัสดิการของประชาชนตั้งแต่แรกเกิดจนเสียชีวิต-ภาคเกษตร-ภาคอุตสาหกรรม-Digital Economy เป็นต้น   

ถามถึงการหาเสียงครั้งนี้มีการพูดถึงปัญหาทุนเทากันมาก มองว่าเป็นเพราะอะไร "สาทิตย์ รองหัวหน้าพรรคปชป." ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่ปี 2562 ที่เรื่องทุนเทาเริ่มเข้ามา มันได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น ส่วนปัญหาสแกมเมอร์ก็มีการตั้งฐานกันอยู่รอบๆ ประเทศไทย แล้วใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฟอกเงิน และที่เรามีข้อมูลก็คือทำผ่านตลาดทุนไทยด้วยซ้ำ ทำให้มีคนไทยโดนหลอก โดนพวกคอลเซ็นเตอร์รบกวน พอปี 2566 ก็เริ่มมีการพูดเรื่องซื้อเสียง โดยนำทุนเทามาซื้อเสียงแล้วเข้าไปมีอำนาจ แล้วผู้มีอำนาจก็ไปพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ขบวนการสีเทา จนมีเรื่องของรูปถ่าย มีการเซ็น MOU ที่ รมว.ดีอี นายไชยชนก ชิดชอบ สั่งให้ยกเลิก แม้แต่แคนดิเดตนายกฯ ของบางพรรคการเมืองก็มีข้อมูลว่าไปพัวพัน

สิ่งที่เกิดขึ้นคนเลยรู้สึกกลัวว่า หากวันหนึ่งทุนสีเทาเข้าไปคุมอำนาจรัฐได้อะไรจะเกิดขึ้น ประชาชนจะอยู่อย่างไร ประชาธิปัตย์เราชูการเมืองสุจริต สิ่งหนึ่งที่เราจะไม่ทนคือเรื่องทุนเทา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก่อนยุบสภา เราไม่ได้อยู่ในฝ่ายรัฐบาล แต่นายกรณ์กับทีมงานก็ไปแกะรอยบริษัทที่เข้าไปพัวพันกับสแกมเมอร์ แล้วมาฟอกเงินในตลาดทุนบ้านเรา พรรคส่งข้อมูลให้สำนักงาน ปปง.และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และพรรคก็ยังไม่หยุดจะเดินต่อ

เราจึงต้องสู้กับทุนเทาที่ก็มีนโยบายหลายเรื่อง แต่ที่สำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เราก็มีนโยบายทำ “แอปพลิเคชันส่องรัฐ" อย่างสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ทำโครงการไทยเข้มแข็ง มีการเปิดเผยข้อมูลหมดว่างบประมาณแต่ละส่วนของไทยเข้มแข็ง บริษัทไหนประมูลงานไปได้และได้ไปด้วยราคาเท่าใด ขั้นตอนการก่อสร้างอยู่ขั้นตอนไหน หลังจากนั้นก็ไม่มีใครทำ ซึ่งเราเห็นว่านโยบายให้เปิดเผยข้อมูลของรัฐหากเราเข้าไปเป็นรัฐบาล จะทำให้ต่อไปนี้ทุกนโยบายของรัฐต้องทำแบบเดียวกัน คือการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส มีการตรวจสอบ ประชาชนเข้าถึงได้ และเพื่อให้คนมั่นใจเรื่องการเมืองสุจริต

“หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีแนวคิดจะให้คนของพรรค หากเป็นรัฐบาล ตามกฎหมายให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน แต่ของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องเปิดเผยถึงความเกี่ยวพันกับธุรกิจว่าแต่ละคนเกี่ยวพันกับธุรกิจอะไรบ้าง เราให้เปิดหมด และมีการประกาศนโยบายไว้อีกด้วยว่า หากพรรคเป็นรัฐบาล ใครก็ตามที่มีอำนาจในระบบราชการ ที่พันกับทุนเทาเตรียมตัวถูกย้ายได้เลย”

ถามต่อไปว่า แต่ก็มีการพูดกันถึงประเด็นนี้ ว่าทุกพรรคการเมืองต่างก็มีทุนเทากันหมด "สาทิตย์" กล่าวว่า อย่าไปหลงกลคำพูดเหล่านี้ คนที่พูดแบบนี้คือพวกเทา ผมว่ามันต้องตัดขาวตัดดำก่อน นายอภิสิทธิ์ถึงประกาศว่า พรรคการเมืองที่เขาจะไม่ร่วมทำงานด้วยเขามีเหตุผลชัดเจน และวันรุ่งขึ้นพรรคประชาชนก็ประกาศออกมาด้วย อันนี้คือการแยกตัดขาวตัดดำ ส่วนพรรคอื่นจะมีเทาด้วยหรือไม่ ให้ดูการหาเสียงเลือกตั้งนับจากวันนี้ไป สื่อก็บอกว่ากรุงเทพฯ ซื้อเสียง 7,500 บาท ภาคอื่นเช่นภาคใต้ 5,000 บาท เพราะเท่าที่ผมรู้ภาคใต้แพงกว่า ที่บางคนบอกว่ามีทุกพรรค เป็นข้อกล่าวหาแต่มันไม่จริง มันต้องพิสูจน์ว่าพรรคการเมืองไหนกล้าประกาศเรื่องการเมืองสุจริต แล้วประกาศจัดการกับคนที่เป็นเทาชัดเจน  พรรคนั้นก็จับตาดูไว้ ประชาธิปัตย์ก็เป็นพรรคหนึ่ง

กระตุก กกต.สกัดซื้อเสียงระบาดหนัก

"รองหัวหน้าพรรค ปชป." ระบุว่าข่าวการเตรียมตัวซื้อเสียง จากวันนี้ไปเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะที่ภาคใต้กับภาคอื่นที่ผมทราบมา เขาเริ่มจดชื่อกันแล้ว วิธีการคือหากต้องการชนะเลือกตั้ง จะต้องได้กี่คะแนนเสียง ถ้าต้องการ 50,000 เสียง ตามหลักของเขาคือ ก็จะต้องซื้อเสียงให้เกินไว้ก่อน จากนั้นก็จะหาคนมาทำงานทำงานแบบยี่ปั๊วะ เช่นให้รับผิดชอบไปหามา 100 เสียง แล้ว 100 เสียงก็จะแตกออกเป็นย่อยๆ เช่น 5 คน โดยห้าคนก็จะรับผิดชอบกันคนละยี่สิบเสียง เพื่อให้เกิดความชัวร์ เพราะหากให้รับผิดชอบหนึ่งร้อยเสียง ไม่รู้ว่ารับไปแล้ว (เงิน) จะกาให้หรือไม่กาให้ จากนั้นคนที่รับผิดชอบ 20 เสียง ก็ไปเอาชื่อมา 20 คนแล้วเอาชื่อไปส่งให้คนที่เป็นหัวเรือใหญ่ ที่คนทำจะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์  คีย์ชื่อเข้าไปเลยว่าแต่ละคนที่ส่งชื่อมาให้มีชื่อซ้ำกันหรือไม่  พอคีย์แล้วชื่อไม่ซ้ำกัน ถึงเวลาจ่ายเงิน

การจ่ายเงินจ่ายกันสองแบบ แบบแรก จ่ายไปเลยก่อนเลือกตั้ง 1-2 วัน แล้วถึงวันเลือกตั้ง คนที่คุม 20 เสียง ก็จะพาคน 20 คนดังกล่าวที่รับผิดชอบไปลงคะแนนเสียง แบบที่สอง จ่ายครึ่งหนึ่งก่อน แล้ววันเลือกตั้ง คนที่รับไปก็เข้าคูหาแล้วใช้มือถือถ่ายรูป ที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่คนที่ทำเขามั่นใจว่ากรรมการคุมหน่วยเลือกตั้งเป็นคนของเขาหมด อันนี้เกิดขึ้นแล้ว เรียกว่าซื้อกรรมการยกหน่วย สิ่งหนึ่งที่สื่อไม่ตามคือ  กรรมการคุมหน่วยเลือกตั้งหลายแห่งชื่อจะซ้ำกันในการเลือกตั้งแต่ละครั้งเป็นคนเดิมหมด เสร็จแล้ว พอเริ่มนับคะแนน ซึ่งนับกันที่หน่วย มันก็เช็กกันได้ เช่นหมู่บ้านนี้ซื้อไว้ 120 เสียงแล้วดูที่คูหาตอนนับคะแนนว่าคะแนนมาเท่าใด คนที่กาบัตรก็กลัว หากเป็นยุคการเลือกตั้งปี 2548 ให้นับคะแนนที่เดียว คนก็ไม่กลัว เพราะมันเยอะ ไม่รู้ว่าหน่วยไหนเป็นหน่วยไหน

"ขณะนี้ขบวนการเงินเทามันเริ่มระบาดไปทุกที่แล้ว ครั้งที่แล้วขนเงินกันครึกโครมมาก มีประเภทแบบคล้ายๆ กับจะเป็นคนมีสีด้วย ไปคุมเวลาขนเงินกัน"

...การเลือกตั้งครั้งนี้ผมขอตั้งข้อสังเกตุถึง กกต.ว่า ไม่เคยมีการออกมาพูดเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเลย เรื่องเงินเทาน่ากลัวมาก ตอนนี้เมฆหมอกสีเทากำลังปกคลุมประเทศ ยิ่งกว่าฝุ่น PM2.5 ซึ่งพอเข้าไปแล้ว ถามว่าถอนทุนหรือไม่ ก็ถอนทุนโดยการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจากงบประมาณยังน้อยเกินไป แต่กระบวนการเทา หากเข้าไปมีอำนาจรัฐ เขาก็ต้องเปิดโอกาสให้เทา เข้ามาทำประโยชน์ได้เพิ่มขึ้น ประชาธิปัตย์ถึงบอกการเมืองต้องสุจริต ต้องไม่ทนทุนเทา

เลือกแบบยุทธศาสตร์ไม่มีอยู่จริง ต้องเลือกแบบตัดขาวตัดดำ

"สาทิตย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ในการเลือกตั้งบางทีคนอาจไม่ตัดสินใจเลือกบนนโยบาย แต่จะตัดสินบนเหตุผลพื้นฐานทางการเมือง ตอนนี้มีคนเสนอการเลือกเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีการพูดว่าหากกลัวว่าพรรคการเมืองหนึ่งจะเข้าไปเป็นรัฐบาล ต้องไม่ลงคะแนนให้พรรคตรงกลาง แต่ต้องไปเทเสียงให้บางพรรค ผมจะบอกว่ายุทธศาสตร์ไม่มีอยู่จริง ยุทธศาสตร์นี้คือการกัน "สีฟ้า" คือ หากไม่ชอบสีนี้ ให้เทเสียงไปที่อีกสีหนึ่ง 

ตอนเลือกตั้งปี 2566 สู้กันเกือบตาย ฝั่งหนึ่งบอกว่าสืบทอดอำนาจ ฝั่งหนึ่งบอกว่าระบอบทักษิณ ฝั่งหนึ่งบอกว่าเลือกตั้งให้ทิ้งฟ้าไป ไปทิ้งให้อีกพรรคหนึ่ง สุดท้ายไปจับมือกันเฉย (ตั้งรัฐบาล) มีดีลลับ

ครั้งนี้ผมคิดว่า ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากหลังเลือกตั้งแบบเด็ดขาด แต่ถ้าเลือกประชาธิปัตย์ให้มากพอ เราจะเป็นขั้วที่ปลอดภัย เพราะหากเราจะร่วมรัฐบาลกับขั้วไหน ต้องไม่เทา ต้องไม่โกง ต้องไม่สร้างความขัดแย้ง

 ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พูดเรื่องมาตรา 112 และไม่ให้ครอบครัวมามีอำนาจครอบงำพรรคการเมือง ถ้าเป็นแบบนั้นประชาธิปัตย์จะเป็นขั้วที่เช็กว่าสิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นใครที่ชูประเด็นเรื่องเลือกเชิงยุทธศาสตร์ มันไม่มีอยู่จริง แต่ต้องตัดสินใจเลือกพรรคที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด ทั้่งความน่าเชื่อถือเรื่องการเมืองสุจริต ประสบการณ์การทำงาน นโยบายที่ดี หากเป็นแบบนี้ก็จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นได้ อินฟลูเอนเซอร์บางคนไปไกลกว่านั้น พูดเหมือนกับว่าเลือกเชิงยุทธศาสตร์ให้ไปเทให้ข้างหนึ่ง ก็มีคนแย้งว่าไม่กลัวเทาหรือ

  คนที่ไปเสนอให้เลือกเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้คนตาบอด สีเทากับสีดำไปด้วย เพราะให้กอดๆ กันไปเถอะยังไงก็ยังดีกว่าอีกข้างหนึ่ง ซึ่งทำให้ละเลยข้อเท็จจริงทางการเมืองที่มันจะมีผลมากกว่าที่คิด มันก็จะย้อนไปกับการที่ทุกพรรคประกาศไม่เอาทุนเทาไม่เอาการโกง เพระเราตาบอดไม่เห็นเทากับดำมานานแล้ว

“ยุทธศาสตร์เลือกตั้งสุดท้ายที่มีอยู่จริงคือ เลือกแบบตัดขาว-ตัดดำ เลือกตั้งครั้งนี้แข่งกันระหว่างการเมืองสุจริตกับการเมืองที่มีเทาเป็นเงาทะมึนอยู่ข้างหลัง เราถึงบอกเลือกประชาธิปัตย์ให้มากพอ เพื่อให้เป็นขั้วที่ปลอดภัย เพราะประชาธิปัตย์เราไม่เอาเทา ไม่เอาโกง ไม่เอาความขัดแย้ง”

ถามถึงว่า โจทย์ยากที่สุดของประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร "สาทิตย์-รองหัวหน้าพรรค ปชป." กล่าวว่า การสู้กับทุนเทา และการสู้กับข้อมูลที่บิดเบือน สู้กับไอโอที่พยายามบอกว่าประชาธิปัตย์ดี รัก แต่ครั้งนี้จำเป็นต้องทิ้งไป เพราะต้องไปเลือกอีกพรรคหนึ่ง ที่มันไม่มีอยู่จริง ถ้ารักจริงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จริงต้องเลือก ถ้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากพอ นี้คือขั้วที่ปลอดภัย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ส้ม พัชรินทร์ -กทม. ภูมิใจไทย พูดแล้วทำ นโยบายตอบโจทย์ประชาชน

สนามเลือกตั้ง"กรุงเทพมหานคร"ในการเลือกตั้งครั้งนี้ "พรรคภูมิใจไทย"ภายใต้การนำของ"อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย"

‘มาร์ค’ ปลื้มกระแส ปชป.กทม.-ตะวันออก ดีเกินคาด ชี้เพื่อไทยสุ่มแจกเงินไม่ยั่งยืน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่หาเสียงโค้งสุดท้ายย่านสาทร–ตลาดกิตติ เผยเสียงตอบรับในกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกดีกว่าที่ประเมิน พร้อมตั้งคำถามต่อนโยบาย “รวยทุกวั

🔴 LIVE ‘ดร.เอนก’ ขีดเส้นใต้ โจทย์ยากนายกฯใหม่ เป็นมากกว่ารัฐบุรุษ!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

‘ดร.เอนก’ ขีดเส้นใต้ โจทย์ยากนายกฯใหม่ เป็นมากกว่ารัฐบุรุษ!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ.2569