พรรคชนะเลือกตั้งกลายเป็นเผด็จการ! อนุสรณ์ส่วนต่อขยายของธนาธร

เป็นภาพที่น่าสนใจ เมื่อนักวิชาการระดับด็อกเตอร์ถอดเสื้อคลุมในห้องเรียน แล้วสวมเสื้อสีส้มลงสนามการเมืองเต็มตัว จนได้รับเลือกตั้งเป็น สส.กทม. พรรคประชาชน ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

บทบาทของอนุสรณ์ ธรรมใจ ในฐานะนักวิชาการเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมมานาน แต่การปรากฏตัวผ่านรายการสื่อออนไลน์ล่าสุด กลับทำให้เกิดคำถามว่าสิ่งที่กำลังสื่อสารอยู่นั้นมาจาก “บรรทัดฐานทางวิชาการ” หรือ “เป้าหมายทางการเมือง”

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่อนุสรณ์พูด แต่คือสถานะของผู้พูดเอง เพราะวันนี้ไม่ได้ยืนอยู่ในฐานะนักวิชาการที่วิเคราะห์การเมืองจากภายนอกอีกต่อไป หากแต่เป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว

เมื่อสถานะเปลี่ยน คำพูดก็ย่อมถูกตีความในฐานะคำพูดทางการเมือง

อนุสรณ์อธิบายว่ากลุ่มอำนาจจากยุค คสช. ไม่ได้หายไปจากการเมืองไทย แต่เพียงปรับตัวเข้าสู่ระบบเลือกตั้งผ่านพรรคการเมืองต่างๆ และในมุมมองของเขา พรรคภูมิใจไทยจึงถูกมองว่ามันคือส่วนต่อขยายจากระบอบ คสช.

การอธิบายเช่นนี้เท่ากับมองว่าการเมืองไทยยังถูกกำหนดโดยโครงสร้างอำนาจเดิม และผลการเลือกตั้งยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบการเมืองแบบเก่า

แต่เมื่อคำอธิบายนี้ถูกนำมาใช้กับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า การวิเคราะห์โครงสร้างกำลังกลายเป็นการลดความหมายของการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่

ในขณะที่อนุสรณ์อธิบายว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นส่วนต่อขยายจากระบอบ คสช. ก็มีคำถามย้อนกลับเช่นกันว่าโครงสร้างของพรรคประชาชนเอง ซึ่งมีศูนย์กลางทางความคิดอยู่ที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” จะถูกมองว่าเป็น “ส่วนต่อขยายของธนาธร” ในทางการเมืองด้วยหรือไม่

โครงสร้างภายในของพรรคประชาชนที่ถูกวิจารณ์เรื่องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กลุ่มแกนนำเพียงไม่กี่คน คือระบบที่อนุสรณ์กำลังทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตามที่ผู้นำทางความคิดของพรรคกำหนดไว้

ในทางการเมือง มีเสียงวิจารณ์ไม่น้อยที่เปรียบเทียบโครงสร้างลักษณะนี้กับระบบ “โปลิตบูโร” ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจจากศูนย์กลางของกลุ่มแกนนำวงแคบ มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้สมาชิกทั้งพรรคมีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง

หากการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ถูกตราหน้าว่าเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ล้าหลัง แล้วการเมืองที่ต้องเดินตามพิมพ์เขียวจากศูนย์กลาง จะเรียกว่าประชาธิปไตยที่กระจายอำนาจได้อย่างไร

หาก “ระบอบเนวิน” คือการเมืองที่ยึดโยงกับวิถีชีวิตรากหญ้า “ระบอบธนาธร” ก็คือการเมืองที่พยายามจัดระเบียบความคิดประชาชนให้เดินตามสิ่งที่กลุ่มตนมองว่าก้าวหน้า โดยไม่สนความต้องการที่สะท้อนผ่านผลเลือกตั้ง

อนุสรณ์ยังกล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชันและความเสื่อมถอยของความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ ศาล หรือระบบยุติธรรม ซึ่งเขามองว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคม

เขาระบุว่า ในสภาพสังคมที่การทุจริตเกิดขึ้นในหลายระดับ คนที่ไม่ทุจริตอาจกลายเป็น “คนผิดปกติ” ในสายตาของสังคม และหากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป ความไม่ถูกต้องอาจค่อยๆ กลายเป็นบรรทัดฐาน

อนุสรณ์ยังเตือนว่า หากปัญหาเหล่านี้สะสมต่อไป ประเทศอาจเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และอาจเดินไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อคำอธิบายเช่นนี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับการเมืองและผลการเลือกตั้ง คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า การวิเคราะห์โครงสร้างของสังคมกำลังกลายเป็นการลดความหมายของการตัดสินใจของประชาชนหรือไม่

เพราะในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งคือพื้นที่ที่ประชาชนใช้ดุลยพินิจของตนเองในการตัดสินใจ และผลที่ออกมาจากคูหาเลือกตั้งก็คือสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ

เกียรติของ สส. ควรเริ่มจากการเคารพความแตกต่างของคะแนนเสียง ไม่ใช่ใช้พื้นที่สื่อออนไลน์แปะป้ายให้เพื่อนร่วมชาติว่าเป็นส่วนต่อขยายของระบอบใดระบอบหนึ่ง เพียงเพื่อดิสเครดิตคู่แข่งทางการเมือง

“อนุสรณ์ ธรรมใจ” ในฐานะนักการเมืองเต็มตัว อาจลืมไปว่าประชาธิปไตยไม่ได้มีหน้าที่ทำให้พรรคประชาชนชนะตลอดเวลา แต่มีหน้าที่รองรับความต้องการที่หลากหลายของประชาชนทุกกลุ่ม

หากพรรคประชาชนยังคงอธิบายผลการเลือกตั้งผ่านกรอบของโครงสร้างอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ หรือการเมืองแบบเดิมเพียงด้านเดียว ก็อาจทำให้การตัดสินใจของประชาชนถูกมองผ่านกรอบทฤษฎี มากกว่าจะมองผ่านดุลยพินิจของประชาชนเอง

ระบอบการเมืองที่ผ่านคูหาเลือกตั้งย่อมมีความชอบธรรมในตัวเอง การที่ประชาชนเลือกพรรคอันดับหนึ่ง คือเครื่องยืนยันว่าพวกเขาพึงพอใจกับสิ่งที่จับต้องได้ มากกว่าสิ่งที่ถูกอธิบายผ่านทฤษฎีทางการเมือง

การอาสาเข้ามาแก้ไขประเทศเป็นเรื่องที่ดี แต่หากการวิเคราะห์การเมืองยังตั้งต้นจากกรอบที่มองว่าผลการเลือกตั้งถูกกำหนดโดยโครงสร้างมากกว่าการตัดสินใจของประชาชน ก็ย่อมหลีกไม่พ้นที่จะนำไปสู่คำถามต่อบทบาทของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

เพราะนับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 จนถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้ว 94 ปี ที่อำนาจอธิปไตยถูกประกาศว่าเป็นของประชาชน

หากเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ยังไม่เพียงพอให้เชื่อมั่นในดุลยพินิจของประชาชน คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าประชาชนพร้อมหรือไม่ แต่อาจต้องถามกลับว่า หรือแท้จริงแล้วนักการเมืองต่างหากที่ยังไม่พร้อมยอมรับเสียงของประชาชน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.ณัฏฐ์' ชี้ กกต.ส่งศาล รธน.ตีความอำนาจ ไม่ใช่ 'รัฐประหารซ่อนรูป'

สืบเนื่องจาก กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดในการใช้อำนาจขององค์กรอิสระเป็นที่สุดหรือไม่ โดยมีข้อพิ

'นิกร' บอก กมธ.ต้องสลายขั้วเป็นคณะตรวจสอบไม่ใช่อาวุธทางการเมือง!

'นิกร' ปัดแก้ข้อบังคับสภาฯ หวังปิดกั้นฝ่ายค้าน แจงเสนอแก้หลายเรื่อง ชี้ กมธ.เป็นคณะตรวจสอบ ไม่ใช่อาวุธทางการเมือง ต้องสลาย 'ฝ่ายค้าน-รัฐบาล' ซัด ปธ.กมธ.จะทำตามใจไม่ได้

'พริษฐ์' สวน 'โสภณ' บอกไม่ต้องท้าหากพบทำหน้าที่มิชอบยื่นฟันแน่!

'พริษฐ์' โต้ 'ประธานสภา' ลั่นไม่ต้องท้า ยื่น ป.ป.ช. บอกฝ่ายค้านตรวจสอบอยู่ตลอด หากพบทำหน้าที่มิชอบ ย้ำ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ออกมา เตรียมทำหนังสือท้วง-เข้าหารือเป็นทางการ

'พริษฐ์' ยันไร้แผนยื่นอภิปรายทั่วไปตาม ม.152

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านวันนี้ พรรคฝ่ายค้านเราเห็นตรงกันว่า