‘หนูไม่ใช่หมู’ ชัยชนะถล่มทลายและทิศทางอำนาจใหม่ของนายกฯ อนุทิน

การเปิดใจสัมภาษณ์สด ของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ในรายการกรรมกรข่าว ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เมื่อเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 69 หลังทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ

หลายคนฟัง มีความเห็นตรงกันว่า บทบาทและตัวตน ของนายอนุทิน ไม่ใช่หมูตามที่หลายคนดูแคลน ความนิ่ง และสุขุม  ตอบคำถามของพิธีกร ได้อย่าง ลุ่มลึก ตรงเป้า เข้าประเด็น

สามารถที่จะนำข้อเท็จจริงมาชี้แจง โดยไม่หลงทิศ หรือตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ  ต่อคำถามชี้นำของพิธีกร นี่คือที่มา ของบทวิเคราะห์ชิ้นนี้

ในโลกของยุทธศาสตร์การเมือง การวางตัวเป็น "เบี้ย" ที่ดูไร้พิษสงมักเป็นกลยุทธ์การอำพรางชั้นยอด วาทกรรม "หนูนะไม่ใช่หมู" ของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หาใช่เพียงคำพังเพยที่ใช้โต้ตอบทางการเมือง

แต่มันคือการประกาศความสำเร็จของการใช้ ตัวตนและภาพลักษณ์ ที่เรียบง่ายเพื่อเป็นเปลือกนอก สำหรับการขยับตัวที่ทรงพลังและคล่องตัวสูง ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2569 ที่กวาดที่นั่งไปได้ถึง 193-194 ที่นั่ง คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าความนิ่ง คือเครื่องมือในการสยบความเคลื่อนไหว และคุมจังหวะอำนาจทั้งกระดานภายหลังการปิดหีบ โดยสามารถถอดรหัสเสาหลักทางยุทธศาสตร์ได้ 3 ประการ:

• ความนิ่งเชิงอำนาจ การเลือกที่จะ "รอให้ทุกอย่างนิ่ง" คือการบีบให้ขั้วอำนาจอื่นต้องเป็นฝ่ายเดินเข้าหาภูมิใจไทยในฐานะศูนย์กลางที่แท้จริง

• การบริหารแรงกดดันด้วยความเป็นพหูสูต ความสามารถในการเปลี่ยน "คำด่า" ให้เป็น "ข้อมูล" เพื่อใช้ในการปรับจูนยุทธศาสตร์ แทนการโต้ตอบด้วยอารมณ์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการรักษาอำนาจในระยะยาว

• การประเมินคู่แข่งแบบ สัจจะนิยม การมองคู่แข่งทั้งพรรคประชาชนและเพื่อไทยไว้สูงเสมอ เพื่อสร้างแผนรองรับที่รัดกุมและไม่เปิดช่องโหว่จากการประมาท

ชัยชนะเหนือแลนด์สไลด์ เมื่อ "เครื่องยนต์ชาตินิยม" บดขยี้คำทำนายของกูรู

ผลลัพธ์ของที่นั่ง ส.ส. 194 ที่นั่ง (เขต 175 และบัญชีรายชื่อ 19) คือความพ่ายแพ้ทางความคิดของบรรดากูรูและทีมยุทธศาสตร์สายวิชาการที่ประเมิน "กระแสรักชาติ" ต่ำเกินไป ในขณะที่คนเหล่านั้นมองว่าเป็น "ตลาดวาย" แต่นายอนุทินกลับใช้สัญชาตญาณ ที่ตนเองได้สัมผัสจริงจากการลงพื้นที่ ขณะที่ประชาชนเน้นเรื่องปากท้องและการอัดฉีดเม็ดเงินทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อถามถึงปัญหาอธิปไตย ประชาชนจำนวนมากกลับบอกว่าต้องจัดการให้เด็ดขาด "อย่าเปิดด่าน อย่ายอมเขมร" ข้อมูลดิบจากการสัมผัสพื้นที่จริงเหล่านี้ ลามไปถึงจังหวัดที่ไม่มีพรมแดนติดเพื่อนบ้าน ทั่วประเทศ

ชัยชนะนี้พิสูจน์ว่าในยามวิกฤตอธิปไตย ประชาชนมองหา "ความเชื่อมั่น" มากกว่า "วาทกรรม" การลงพื้นที่คลุกคลีกับทหารชายแดนและการประกาศไม่เสียดินแดนแม้แต่นิ้วเดียว คือสิ่งที่ทำให้ภูมิใจไทยก้าวข้ามเป้าหมายเดิมที่ 130-140 ที่นั่ง สู่สถานะผู้คุมเกมการเมืองไทยอย่างเบ็ดเสร็จ

"สัญญาบุรุษ" และการจัดระเบียบอำนาจแบบ "Cluster Management"

ในบริบทการเมืองใหม่ นายอนุทินเลือกที่จะฉีกตำราการทำ MOU ที่เป็นลายลักษณ์อักษรทิ้ง แล้วหันมาใช้ "สัญญาบุรุษ" (Gentleman's Agreement) เพื่อรักษาอำนาจต่อรองสูงสุด โดยมีเหตุผลเชิงกลยุทธ์ 4 ข้อ:

1. การไม่ยอมลดราคาอำนาจ: การทำ MOU คือการผูกมัดเงื่อนไขที่อาจกลายเป็นการ "ลดราคา" ของตนเองก่อนการเจรจาเริ่ม

2. ความยืดหยุ่นไร้เส้นแดง: การใช้สัจจะช่วยให้พรรคไม่มีศัตรูถาวร และพร้อมจะขยับขั้วตามจังหวะอำนาจที่ได้เปรียบ

3. การพิสูจน์วุฒิภาวะ: เป็นการสื่อสารว่าผู้นำระดับนี้ "คำพูดสำคัญกว่ากระดาษ"

4. ป้องกันความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง: เลี่ยงการสร้างพันธะทางสังคมที่อาจกลายเป็นกับดักหากสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ ยังมีการนำโมเดล "คลัสเตอร์" (Cluster Management) มาใช้เพื่อทำลายระบบ "กักขังงบประมาณ" ที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลผสม โดยเน้นภารกิจเป็นที่ตั้ง เช่น การรวมงานของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้ามาบริหารในทิศทางเดียวกันเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง โดยมีปรัชญาสำคัญคือ "นายกฯ คือผู้เซ็นคนสุดท้าย" เพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่ออกมา คือความสำเร็จของรัฐบาลในฐานะเอกภาพ ไม่ใช่การแข่งกันเอาหน้าของพรรคการเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับ "ย่างสามขุม": วุฒิภาวะทางการเมือง vs ความเพ้อฝัน

ในการจัดการประเด็นที่เปราะบางที่สุด นายอนุทินเลือกใช้ชั้นเชิงมวยแบบ "ย่างสามขุม" ซึ่งเป็นแนวทางของ "ความจริงเชิงอำนาจ" ที่มองว่าการเรียกร้องให้วุฒิสภาตัดอำนาจตนเองโดยตรงคือ "เรื่องที่ไม่มีในโลก" และเป็นเพียงการ "ผลักภูเขา" ของผู้ที่ไร้ประสบการณ์

"เส้นแดง ของภูมิใจไทยคือ ห้ามแตะต้องหมวด 1 หมวด 2 และมาตรา 112 โดยเด็ดขาด หากมีการล่วงล้ำเส้นนี้ แม้แต่น้อย... ก็ไม่จำเป็นต้องคุยกันต่อ"

กลยุทธ์ "ย่างสามขุม" มุ่งเน้นไปที่:

1. การทำในจุดที่ไม่เจ็บตัว: เลือกแก้มาตราที่มีจุดร่วมเชิงประชาธิปไตยและลบกลิ่นอายรัฐประหารออกไปก่อน

2. การเคารพธรรมชาติของอำนาจ: ยอมรับความจริงว่าต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 การเจรจาเพื่อปรับสัดส่วนจึงฉลาดกว่าการหักหาญ

3. ความยั่งยืนเหนือวาทกรรม: การก้าวไปทีละก้าวอย่างมั่นคง เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ที่ใช้ได้จริง ไม่ถูกตีตกในชั้นสภา

สมการอำนาจใหม่ การขยับหมาก "3 ชั้น" และพรรคแกนนำอันดับหนึ่ง

คำขอบคุณต่อพรรคประชาชนที่ว่า "ไม่มีเขาวันนั้น ก็ไม่มีเราวันนี้" คือการวางหมากที่แยบยลที่สุดในกระดานนี้ โดยมีการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ 3 ชั้น:

• ชั้นที่ 1: สร้างความชอบธรรม ในการร่วมงานกับทุกฝ่ายหากจำเป็นในอนาคต

• ชั้นที่ 2: การส่งสัญญาณ "เตือน" ถึงพรรคเพื่อไทยว่า ภูมิใจไทยมี "ไพ่สำรอง" อยู่ในมือ และจะไม่ยอมถูกบีบคั้นในฐานะแกนนำรัฐบาล

• ชั้นที่ 3: การรักษาฐานเสียงอนุรักษนิยมผ่านภาพลักษณ์ผู้คุมเกมที่ "มีมารยาทแต่ทรงอำนาจ"

โครงสร้างอำนาจใหม่ในรัฐสภา เมื่อภูมิใจไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล

1. พรรคภูมิใจไทย (193-194 ที่นั่ง): แกนนำรัฐบาลอันดับหนึ่ง ผู้คุมจังหวะอำนาจเด็ดขาด

2. พรรคประชาชน (118 ที่นั่ง): ฝ่ายค้านที่มีศักดิ์ศรีและเป็นตัวแปรสำคัญในเชิงอุดมการณ์

3. พรรคเพื่อไทย (74-76 ที่นั่ง): ถูกลดระดับลงเป็น "พรรคขนาดกลาง" ที่ต้องยอมรับสถานะใหม่ในความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

4. พรรคกล้าธรรม (58-60 ที่นั่ง): ฐานอำนาจเสริมที่แข็งแกร่ง ที่หนุนเสริมขั้วภูมิใจไทย

ด้วยสูตรรัฐบาลที่แข็งแกร่งถึง 331-336 เสียง ทำให้อำนาจการบริหารงานในครั้งนี้มีความชอบธรรมสูงสุดจากการเลือกตั้งโดยตรง และไม่มีความจำเป็นต้องลดราวาศอกให้กับความต้องการที่ไม่สมเหตุผลของพรรคร่วม

พันธสัญญา 1 ปี "ไม่รักดี ไม่ต้องไล่"

หัวใจสำคัญของ "วิถีหนู" ในปัจจุบันคือวุฒิภาวะของผู้นำที่ยึดผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง นายกฯ อนุทินได้วางเงื่อนเวลา 1 ปี เป็นเงื่อนไขในการพิสูจน์ความสามารถ พร้อมวาทกรรมที่หนักแน่นว่า "ไม่รักดี ไม่ต้องไล่" ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงคำมั่นสัญญา แต่คือการสร้าง "ช่องทางระบายความกดดันเชิงกลยุทธ์" เพื่อสื่อสารว่ารัฐบาลนี้จะบริหารด้วยผลสัมฤทธิ์

ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นที่พุ่งทะยานถึง +44.95 จุด ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้ง เนื่องจากนักลงทุนมองเห็น "ความนิ่ง" และ "ความต่อเนื่อง" ของนโยบายชาตินิยม และการเป็นนักปฏิบัตินิยม

ในท้ายที่สุด ภารกิจของผู้นำท่านนี้คือการเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้เลือก โดยมุ่งเป้าไปที่การรักษาอธิปไตยและการบริหารจัดการประเทศในระดับที่โลกต้องยอมรับว่า "หนูตัวนี้... ไม่ใช่อาหารของใครอีกต่อไป"

เขียนโดย อมร อมรรัตนานนท์.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่ปิดกั้นเพื่อไทย! 'อนุทิน' หยอก 'จุลพันธ์' น่ารัก สวมเสื้อสีน้ำเงินแถลงข่าว เจอกันก็เรียกพี่หนูเหมือนเดิม

"อนุทิน" ร้องโอ้ว หลังเห็นภาพ "จุลพันธ์" สวมเสื้อยืดน้ำเงินสูทฟ้าแถลงข่าว บอก "ไม่หนิมไม่หนูแล้ว" ชม หนิมน่ารัก เชื่อเจอกันเรียกพี่หนูเหมือนเดิม ชี้ ช่วงหาเสียงเป็นเรื่องธรรมดา มีกระทบกระทั่งโจมตี ยังอุบดึงร่วมรัฐบาล

'อนุทิน' สั่งครม. เตรียมพร้อมยกเลิก 'MOU 44'

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประกาศว่าจะยกเลิกเอ็มโอยู 44 ว่า วันเดียวกันนี้ (10 ก.พ.) จะสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเพื่อประกาศยกเลิ

'จตุพร' ฟันธง! 'อนุทิน' ไม่เอาเพื่อไทยร่วมรัฐบาล

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยคาดว่า พรรคภูมิใจไทยจะจับมือกับพรรคกล้าธรรม เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แล้วเลือกดึงพรรคเล็กพรรคน้อยหรือทาบทามพรรคประชาธิปัตย์มาเสริมเสถียรภาพรัฐบาลผสม

แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!

กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง