
การจับขั้วรัฐบาลและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีออกมาอย่างไรให้อยู่ได้นานและไม่ดูยี้ อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งการที่ พรรคภูมิใจไทยประกาศว่า ครม.ชุดใหม่จะมีทั้ง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็น รมต.ทั้งหมด ซึ่งก็พอจะเชิดหน้าชูตาได้ แต่เราต้องมองด้วยว่าแล้วคนจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะมาร่วมรัฐบาล เช่นคนจากพรรคกล้าธรรม จากเพื่อไทย จะเอาคนแบบไหนมาเป็นรัฐมนตรีที่ไม่ทำให้คนรู้สึกว่า โอ้โห มีแค่ 3ชื่อดังกล่าวมาโรยหน้า
ความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" หลังผ่านการเลือกตั้งมาร่วมสองสัปดาห์ จุดที่แวดวงการเมืองจับตามองมากที่สุดก็คือ อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย จะดึงพรรค "กล้าธรรม" ที่มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแกนนำพรรค เข้าร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ ซึ่งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ แม้จะมีการประชุม สส.พรรคกล้าธรรม เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมาก็ตาม แต่ก็ยังไม่มีอะไรลงตัว ทำให้ต้องติดตามกันต่อไป
มุมมองนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ต่อการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ก็มีทัศนะที่น่าสนใจ โดย "รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" กล่าวถึงการตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า มีสิ่งที่เรียกว่า การจับขั้วรัฐบาลและจัดตั้ง ครม.ออกมาอย่างไรให้อยู่ได้นานและไม่ดูยี้ อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งการที่พรรคภูมิใจไทย ประกาศว่า ครม.ชุดใหม่จะมีทั้ง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็น รมต.ทั้งหมด ซึ่งก็พอจะเชิดหน้าชูตาได้ แต่เราต้องมองด้วยว่าแล้วคนจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะมาร่วมรัฐบาล เช่นคนจากพรรคกล้าธรรม จากเพื่อไทย จะเอาคนแบบไหนมาเป็นรัฐมนตรีที่ไม่ทำให้คนรู้สึกว่า โอ้โหมีแค่ 3 ชื่อดังกล่าวมาโรยหน้า แต่คนอื่นๆ ที่เหลือก็แบบ ดังนั้นเรื่องภาพลักษณ์ของ ครม.ต้องคิดให้หนัก
เรื่องที่สอง ผมคิดว่ารัฐบาลอนุทิน 2 ไม่มีช่วงเวลาที่เรียกว่าฮันนีมูนพีเรียด เพราะเป็นนายกฯ คนเดิม รัฐบาลอย่างเดิม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ ความเชื่อของคนต่อการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องของปากท้อง คือทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าเขามีกินมีใช้มากขึ้น อย่างการที่ คุณเอกนิติกลับมาเป็น รมว.คลังอีกครั้ง การทำงานก็จะได้เปรียบเพราะพอเข้าไปแล้วสามารถผลักดัน โครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสองกลับมาอีกครั้งได้เลย ดังนั้นเมื่่อนับหนึ่งการทำงานของรัฐบาลใหม่ สิ่งที่จะทำให้คนอยู่ดีกินดี คนรู้สึกว่าปากท้องอิ่ม รัฐบาลต้องรีบเข็นออกมา แล้วต้องทำให้เกิด มันต้องเกิดให้ได้ จะเป็นลักษณะความเชื่อว่าจะเกิดไม่ได้แล้ว มันต้องเห็นผลจริงๆ
สำหรับเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทิน 2 ก็อยู่ที่ปัจจัย ทั้งเรื่องจำนวนเสียง สส.ยังไงขั้นต่ำก็ต้อง 280 เสียง เพื่อให้การทำงานในสภาราบรื่นทำงานได้ง่าย แต่ว่าเสถียรภาพส่วนใหญ่เราจะมองกันว่าพรรคจะแตกกันเมื่อไหร่ โดยการที่พรรคจะแตกกันจะเกิดจากปัจจัยคือ มีการปรับ ครม.หรือมีการแลกโควตากัน แลกกระทรวงกัน สิ่งที่นายอนุทินอาจจะต้องดู ก็คือดูตอนสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นนายกฯ ที่ก็มีการปรับ ครม. แต่เป็นการปรับ ครม.ในพรรคร่วมรัฐบาลที่ปรับกันเองภายในพรรค ไม่มีการขอแลกตำแหน่ง ซึ่งแตกต่างจากสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ที่เพื่อไทยขอโควตากระทรวงมหาดไทยคืน จนทำให้ภูมิใจไทยต้องออกมาจากรัฐบาล
"เสถียรภาพของรัฐบาลจะอยู่กันนาน ถ้าการปรับครม.เป็นเรื่องของการปรับ ครม.แบบภายในพรรค คือปรับแบบของใครของมัน ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับโควตาพรรคร่วมรัฐบาลที่แบ่งกันตั้งแต่แรก ถ้าเป็นแบบนี้จะทำให้รัฐบาลรัฐนาวาอนุทินอยู่ได้นาน หากใช้กลยุทธ์ดังกล่าวเหมือนสมัยพลเอกประยุทธ์"
"รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ นักวิชาการรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์" กล่าวว่า เรื่องการจัดขั้วตั้งรัฐบาลจะมีหลักอยู่สองอย่างหลักๆ คือ หนึ่ง-เรื่องของจำนวน สส.แต่ละพรรคที่จะโยงถึงเรื่องโควตาเก้าอี้รัฐมนตรี ซึ่งการจับมือกันของหลายพรรคการเมืองจนได้เสียง สส.ในสภาเยอะ แน่นอนว่าทำให้เป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะกับการทำงานในสภา เรื่องของการออกกฎหมาย งานฝ่ายนิติบัญญัติเกิดความสะดวก แต่ว่าการที่มีการจับมือกันของหลายพรรคการเมือง มีเสียง สส.ในรัฐบาลเยอะ มันก็จะมีผลต่อการจัดสรรแบ่งโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีตามมาว่าจะแบ่งกันอย่างไร เพราะหากจะออกมาในสูตรภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลร่วมกับกล้าธรรม แล้วบวกกับพรรคขนาดเล็กหลายพรรค การตั้งรัฐบาลแบบนี้ก็จะเสี่ยงในเรื่องการทำงานในรัฐสภา การทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะหากเสียงรัฐบาลยังน้อยแล้ว สส.ไปเป็นรัฐมนตรี จนไปร่วมประชุมสภาไม่ค่อยได้ ซึ่งการประชุมสภาของไทย การจัดการเรื่ององค์ประชุมมันเป็นเรื่องของพรรครัฐบาล หากเกิดสภาล่ม เกิดการตีรวนการนับองค์ประชุม ซึ่งหากสภาล่มบ่อยก็จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่ดี
การที่ภูมิใจไทยดึงเพื่อไทยเข้ามา เพื่อให้อย่างน้อยการทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลในรัฐสภามีความมั่นคงมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีในการจัดตั้งรัฐบาลด้วย ว่าแต่ละพรรคจะต่อรองกันได้อย่างไร
โดยแม้ที่ผ่านมาอาจจะมีข่าวออกมาว่า การที่ภูมิใจไทยจะไม่ดึงกล้าธรรมร่วมรัฐบาลเพราะไม่พอใจในเรื่องการแข่งขันตอนเลือกตั้ง เพราะไม่มีการหลบให้กับภูมิใจไทยในหลายพื้นที่นั้น แต่ผมมองว่าการเลือกตั้งจบไปแล้ว ตอนนี้มันต้องมองอนาคตว่าจะอยู่อย่างไร แล้วคำถามที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ ต้องดูว่าประชาธิปัตย์จะจับกับภูมิใจไทย-เพื่อไทยหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าต้องดูเรื่องของการเข้ากันได้ด้วย ทั้งในเรื่องของจำนวนและการเข้ากัน ผมคิดว่าการเข้ากันได้อย่างน้อยต้องไม่ลืมว่า ร.อ.ธรรมนัส ที่ออกมาจากพลังประชารัฐ ออกมาจากการที่เคยอยู่กับรัฐบาลเพื่อไทย มาจับขั้วกับภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลก่อนยุบสภา มันก็เหมือนกับว่าเขาแอบจับมือกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง เพียงแต่ว่ากล้าธรรมก็ต้องออกแรงในการต่อรองตำแหน่งมาก เพราะกล้าธรรมได้เสียงน้อยกว่าเพื่อไทย แต่พรรคกล้าธรรมก็คงคิดว่าพรรคเขาสำคัญกับภูมิใจไทยเท่าๆ กัน
มองบ้านใหญ่และหุ้นส่วนทางการเมือง กับผลเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69
เมื่อสนทนากับนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่สอนเรื่อง การเมืองการปกครอง-การเลือกตั้ง เราเลยถามความเห็น "รศ. ดร.อรรถสิทธิ์" เพื่อให้วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยเริ่มจากภาพใหญ่ของการเลือกตั้ง โดยเขาให้ทัศนะว่า ประเด็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่หลายคนจับตากันก็คือ วัฒนธรรมการเมืองแบบบ้านใหญ่ในการเมืองไทย มันจะไปต่อหรือมันจะหยุดแค่นี้ เพราะว่าก่อนหน้านี้มันก็เหมือนว่าการเมืองแบบบ้านใหญ่อาจจะดูลดความสำคัญลง แต่พอผลการเลือกตั้งออกมาคิดว่ามันเป็นการกลับมาอีกครั้งหนึ่งของการเมืองแบบบ้านใหญ่ การเมืองแบบบ้านใหญ่มันยังไม่สิ้นสุด
เพราะว่าในที่สุดแล้วการเมืองบ้านใหญ่ มันไม่ได้หมายถึงแค่คนนามสกุลหรือคนตระกูลอะไรเฉยๆ อีกแล้ว มันไม่ใช่ว่าถ้าเป็นคนนามสกุลนี้ลงเลือกตั้งแล้ว ยังไงก็จะได้รับเลือกให้เป็น สส.ต่อๆ กันไป มันไม่ใช่แค่นั้น แต่มันเป็นเรื่องของบ้านใหญ่ หมายความว่าการจัดโครงสร้างทางการเมืองของจังหวัด มีความเป็นระบบระเบียบและมีความเป็นสถาบันมากขึ้น หมายความว่ามันมีแบบการเมืองในทุกระดับที่อยู่ในจังหวัดทั้งระดับชาติและท้องถิ่น เป็นปึกแผ่นเดียวกัน มีการวัดว่าเป็นโครงข่ายเครือข่ายที่เข้มแข็งและชัดเจน
"ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่า การเมืองบ้านใหญ่ไม่ได้สิ้นสุด แต่มันกลับยิ่งดูเข้มแข็งมากขึ้น"
แต่ขณะเดียวกันต้องบอกว่า ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้เรามองการเมืองเป็นสองแบบ แบบที่หนึ่งคือ การเมืองบ้านใหญ่เป็นเรื่องของระบบอุปถัมภ์ เป็นตัวแทนเป็นความเป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ และแบบที่สอง การเมืองแบบแนวคิดอุดมการณ์และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มันจะไปยังไงต่อ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการเมืองสองแบบที่จะต้องปรับตัว ปรับปรุง และดูต่อไปว่าการเมืองทั้งสองแบบจะเป็นอย่างไรหลังผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบนี้ ตรงนี้ผมกำลังบอกว่าการเมืองบ้านใหญ่กลับมาเกิดได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้บอกว่าการเมืองที่ชูอุดมการณ์มันจะหายไป เพียงแต่ว่ามันอาจจะต้องมากลับมาคิดว่าจะไปยังไงต่อ เมื่อผลการเลือกตั้งที่ออกมามันก็ยังได้เท่าเดิม ไม่ได้มากกว่าเดิม แล้วถ้าจะไปต่อจากเดิมจะไปยังไงดี" นักวิชาการรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้นี้ระบุ
"รศ. ดร.อรรถสิทธิ์" กล่าวต่อไปว่า วันนี้เรื่องของการเป็นหุ้นส่วนทางการเมือง (Political Partnership) มันได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรม มันเหมือนสมัยหนึ่งที่เพื่อไทยก็เคยเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองกับภูมิใจไทย ในลักษณะที่ว่ามันจะมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง แล้วก็มีอีกพรรคการเมืองหนึ่งจับมือกันแบบหลวมๆ แต่ว่าพอสองพรรคการเมืองมีความเป็นหุ้นส่วนกัน มันทำให้การเมืองทั้งสองฝ่ายมันเข้มแข็งด้วยกันทั้งคู่ จุดนี้เป็นส่วนที่อยากจะเน้นว่าถ้าเกิดพรรคการเมืองสองพรรค หากมีความเป็นหุ้นส่วนทางการเมืองจับคู่กันเมื่อใด มันก็จะมีความเข้มแข็งกับสองพรรคนั้นไปเรื่อยๆ
อนาคตภูมิใจไทย หลังชนะเลือกตั้ง
รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวถึงทิศทางอนาคตของพรรคภูมิใจไทยที่ชนะการเลือกตั้งต่อจากนี้ โดยกล่าวถึงชัยชนะของภูมิใจไทยก่อนว่า เกิดจากการจัดการและการจัดวางทรัพยากรทางการเมืองที่มีความเป็นระบบมากขึ้น คือจุดหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของความสามารถของระบบบ้านใหญ่ เพียงแต่ว่าวันนี้ระบบบ้านใหญ่มันไม่ใช่แค่เป็นเรื่องของคนนามสกุลอะไร แต่คือการจัดวางโครงสร้าง การจัดวางโครงข่ายทางการเมืองในจังหวัดได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างบางจังหวัด พรรคการเมืองบางพรรคไปจัดการให้คนที่ตัวเองสนับสนุนชนะการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น เช่นระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือ อบจ. และแค่ อบจ.ยังไม่พอ ยังลงไปสนับสนุนถึงระดับเทศบาล-อบต.
การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นถึงโครงข่ายของการคุมเสียงทางการเมือง มันมีการโครงข่ายแบบลงไปในแต่ละระดับลงไปเรื่อยๆ ในบางจังหวัดเราจะเห็นว่า โครงข่ายของนายก อบจ.หรือเครือญาติของนายก อบจ. จะเห็นได้ว่าคะแนนขึ้นมาสูง แต่พอไปดูในเขตเลือกตั้งอื่นที่เขาลงสมัคร สส.พรรคเดียวกัน แต่คนนั้นไม่ได้อยู่ในเครือข่ายดังกล่าว ก็จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จ หรือได้คะแนนน้อยกว่าคนที่มีเครือข่ายท้องถิ่นระดับจังหวัด
จุดที่สอง ในชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากกระแสชาตินิยม ภาพลักษณ์ของความรู้สึกซึ่งมีชาวบ้านประชาชนพูดว่า พรรคภูมิใจไทยหรือนายกฯอนุทินเอาอยู่ ซึ่งคำว่า "เอาอยู่" ในเรื่องของชายแดนเนี่ย มันทำให้คนที่ไม่ใช่แค่ประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน แต่มันทำให้คนอื่นๆ ที่มีความรู้สึกว่ารักชาติ-ชาตินิยม รู้สึกไม่ลังเลถึงลังเลน้อยลง จากเดิมที่อาจมองภูมิใจไทยว่าเป็นพรรคนักการเมือง แต่เมื่อมีการใช้เรื่องของชาตินิยมเข้ามา ก็ทำให้เกิดแรงหนุนที่ช่วยผลักดันให้พรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ก็คือการเลือกตั้งรอบนี้พรรคภูมิใจไทยทำการบ้านเรื่องของคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้เป็นอย่างดี โดยเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ประมาณ 1 ล้านคะแนน แต่การเลือกตั้งรอบนี้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์พุ่งขึ้นมา 5 ล้านกว่าคะแนน ส่วนหนึ่งก็เพราะมีการไปบริหารจัดการ จากสมัยก่อนภูมิใจไทยเน้นเรื่องของ สส.เขต คือตัวคนลง สส.เขต ก็ให้ชนะในเขตก็พอ ส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ก็มีการเปลี่ยนโจทย์ใหม่เป็นว่าคนที่ลงพรรคภูมิใจไทย รวมถึงคนบ้านใหญ่ ว่าคุณไม่สามารถจะเอาแค่ตัวคุณเองชนะเขตเท่านั้น แต่ต้องเอาเสียงปาร์ตี้ลิสต์เข้ามาด้วย จึงไม่แปลกใจว่าคะแนนภูมิใจไทยจาก 1 ล้านกลายเป็น 5 ล้านคะแนน

นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยชูเทคโนแครตขึ้นมาในการหาเสียง ก็ทำให้เกิดความมั่นใจกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เคยมองว่าพรรคนี้เป็นพรรคของนักการเมือง แต่การเลือกตั้งรอบนี้ ทางพรรคก็หาเสียงว่า เป็นพรรคที่มีคนทำงานที่สำคัญอย่างที่หาเสียงว่า 73 วันที่เข้ามาบริหารประเทศ จนถึงช่วงวันเลือกตั้งได้ทำอะไรไปหลายอย่าง ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคถูกจริตชนชั้นกลางมากขึ้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพรรคภูธรหรือพรรคภูมิภาคต่อไป
"รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ นักวิชาการรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์" กล่าววิเคราะห์ถึง พรรคเพื่อไทย ที่จำนวน สส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์หายไปจำนวนมาก จนกลายเป็นพรรคอันดับสามว่า สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยได้จำนวน สส.ลดน้อยลง เป็นเพราะปัจจัยต่างๆ เช่น การจัดโครงสร้างทางการเมืองของพรรคอื่น อย่างเช่นพรรคกล้าธรรม หรือพรรคภูมิใจไทยทำได้ดีกว่า เห็นได้จากเช่นการที่พรรคกล้าธรรม เข้าไปเจาะจังหวัดเชียงใหม่ ได้ สส.เขตหลายคน แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่าการจัดโครงสร้างทางการเมือง-เครือข่ายทางการเมืองของแต่ละจังหวัดที่พรรคกล้าธรรม หรือพรรคภูมิใจไทยทำ เขาทำได้ดีกว่า อย่างภาคเหนือ สส.หลายสมัยอย่างนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต สส.แพร่หลายสมัย หรือ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่านหลายสมัย (สอบตกทั้งสองคน) เราก็คิดว่าเขาเป็นคีย์แมนของพรรคเพื่อไทย การจัดโครงสร้างทางการเมืองในพื้นที่มันน่าจะดีพอ ไม่น่าจะถูกเจาะได้
ปัจจัยที่สอง ต้องยอมรับช่วงที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยถูกมองว่าได้ทิ้งจุดยืนสำคัญของพรรค เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแบบข้ามขั้วหลังการเลือกตั้งปี 2566 ทำให้คนรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยเสียจุดยืน และที่สำคัญคือพอมาบริหารประเทศหลายอย่างไม่ได้ทำตามสัญญาที่เคยหาเสียงไว้เช่นการแจกเงินหนึ่งหมื่นบาท รวมถึงเรื่องการจัดการกับปัญหาชายแดนเนี่ยก็ทำไม่ได้ดีมากนัก เกิดเรื่องคลิปเสียงอังเคิลขึ้นมา รวมถึงปัญหาที่เกิดจากการจัดการทางการเมืองภายในพรรค และของตัวผู้สมัคร สส.ของพรรคผสมกับเรื่องการบริหารงานสมัยเป็นรัฐบาล ทำให้คนรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ใช่โจทย์ของวันนี้ ซึ่งจริงๆ การที่พรรคได้ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาน่าจะช่วยได้ เพียงแต่ว่าโครงสร้างภายในพรรคเพื่อไทยมันไม่สอดรับกับการมาของ ดร.ยศชนัน
นอกจากนี้ "ดร.อรรถสิทธิ์" ยังวิเคราะห์ถึง พรรคประชาชน ด้วยว่า การที่พรรคประชาชนได้ สส.ประมาณ 118 เสียง จริงๆ ก็ไม่ได้ถือว่าหลุดเป้า เพราะก็ยังได้ประมาณนี้คือเกือบ 120 เสียง เพียงแต่ว่าที่มันหายไป ก็เพราะพรรคอย่างภูมิใจไทย หรือพรรคการเมืองอื่นทำการบ้านในเรื่องของปาร์ตี้ เพราะอย่าลืมว่าตอนเลือกตั้งปี 2566 สมัยเป็นพรรคก้าวไกล พรรคได้คะแนนรวมทั้งหมดทั่วประเทศจากระบบเขตประมาณ 10 ล้านเสียงจากคะแนนเขต และได้ 14 ล้านเสียงจากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ แสดงว่า 4 ล้านเสียงที่หายไปจากเลือกตั้งรอบนี้ เป็นของพรรคอื่นที่เอามาปาร์ตี้ลิสต์ให้ แต่เมื่อวันนี้พรรคอื่นเขาเข้ามาโฟกัสเรื่องปาร์ตี้ลิสต์มากขึ้น การที่พรรคประชาชนคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์หายไปจึงไม่แปลกใจ แต่ที่สำคัญในการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่าประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งลดลง เหลือเพียงแค่ประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ คนหายไป 5 ล้านเสียง ที่มันคือเสียงของทุกพรรค การลดลงดังกล่าว อาจจะเป็นเรื่องของอาการเบื่อการเมืองของคนก็ได้ เพราะรู้สึกว่าเลือกไปมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร
สำหรับ "พรรคกล้าธรรม" ที่เป็นพรรคซึ่งเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก และได้ สส.ร่วมๆ 58 เสียงนั้น ก็ยอมรับว่าค่อนข้างแปลกใจว่าทำได้ดีมาก แต่ขณะเดียวกันเมื่อเราไปเจาะดูในเรื่องการจัดการเครือข่ายทางการเมืองของแต่ละจังหวัด มันสะท้อนว่าทำการบ้านได้ดี ที่สำคัญผลงานในช่วงเป็นรัฐบาลที่ดูแลหน่วยงาน เช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาใช้ทั้งเรื่องของนโยบายและเครือข่ายทางการเมืองที่มันประสานไปกันได้ มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากแล้วในการที่พรรคกล้าธรรม จะทำให้คนหันมาเลือกคนของพรรคกล้าธรรม อย่างบางจังหวัดหากไปย้อนดูตอนเลือกตั้งท้องถิ่น เช่นนายก อบจ. ก็พบว่าพรรคกล้าธรรมไปสนับสนุนคนของตัวเองจนได้เป็นนายก อบจ. เช่นหนองบัวลำภู ที่ไปจัดการเครือข่ายทางการเมืองตั้งแต่ท้องถิ่นระดับบนจนถึงท้องถิ่นระดับล่าง เมื่อมาประสานกับนโยบายการเมืองมันก็เลยไปได้
"รศ. ดร.อรรถสิทธิ์" กล่าวอีกว่า สำหรับ "พรรคประชาธิปัตย์" การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มันทำให้เกิดความตื่นเต้นกับพรรค ปชป. โดยหากถามว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าประสบความสำเร็จ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ได้เพิ่มขึ้น ส่วนการที่ สส.เขตไม่ได้เยอะก็ต้องไปดูรายละเอียด เช่นพื้นที่กรุงเทพฯ ก็จะพบว่าส่วนใหญ่ผู้สมัครระบบเขตเป็นคนหน้าใหม่เกือบทั้งนั้น เวลาในการลงพื้นที่หาเสียงยังไม่เพียงพอ ผมคิดว่าปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีข้อที่ต้องพิจารณามากพอ ว่าผู้สมัครมาจากพรรคการเมืองใด ต้องยอมรับว่านักการเมืองระบบเขตต้องสัมผัสพื้นที่ แต่ที่ผู้สมัครของพรรค ปชป.หลายคนเพิ่งมาลงสมัครครั้งแรก ก็ทำให้ยังลงสัมผัสพื้นที่เลือกตั้งของตัวเองไม่พอ หรือแม้กระทั่งภาคใต้ก็เหมือนกัน ตอนแรกคนก็มองว่าพรรค ปชป.จะมาแรง แต่พอคนที่ย้ายออกจากพรรคไปอยู่พรรคการเมืองอื่น คนคิดว่าอาจจะไม่ชนะ แต่สุดท้ายก็ชนะเลือกตั้ง เป็นเพราะเขาคุมพื้นที่อยู่ อีกทั้งนายอภิสิทธิ์ก็เพิ่งกลับไปเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.ก่อนเลือกตั้งได้ไม่นาน ที่อาจจะยังจัดทัพได้ไม่ดี แต่การที่พรรค ปชป.ได้ สส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้นมาหลายคนก็ถือว่าประสบความสำเร็จ แต่หลังจากนี้ก็ต้องใช้เวลาต่อไป
พรรคเล็กตั้งใหม่ จะมีให้เห็นทุกการเลือกตั้ง
เมื่อถามถึงอนาคตของพรรคขนาดเล็กหลายพรรค ที่เป็นพรรคตั้งใหม่และหลายพรรคไม่ประสบความสำเร็จ เช่น พรรคไทยก้าวใหม่ ของ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคโอกาสใหม่ ของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีต รมว.พาณิชย์ หรือพรรครักชาติ ของนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต รมว.ดีอีเอส แต่ก็มีบางพรรคก็แจ้งเกิดได้ เช่น พรรคเศรษฐกิจที่ได้ สส.มาสามคน "รศ. ดร.อรรถสิทธิ์" วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า ต้องบอกแบบนี้ว่าด้วยระบบเลือกตั้งที่เราใช้ มันเอื้อให้พรรคเล็กมีโอกาสได้เสียงอยู่ เพียงแต่ว่าพรรคเล็กจะใช้อะไรเป็นจุดขายในการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคเศรษฐกิจของพลเอกรังษี วางกลยุทธ์ในการหาเสียงได้เป็นอย่างดี หาเสียงแค่ไม่กี่เดือนก็ได้ สส.มา 3 คน ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ จะเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับอย่างนี้ว่า ท้ายที่สุดแล้วพรรคเล็กมีโอกาสเกิดจากการเลือกตั้ง อาจจะได้รับเสียงจากการเลือกตั้ง แต่คุณอาจจะไม่มีอิทธิพล หรือไม่รู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญในฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร
ดังนั้นผมคิดว่าพรรคขนาดเล็กจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เพราะคนที่ทำก็จะคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสจะได้ สส. แต่โอกาสจะได้เข้าไปอยู่ในฝ่ายบริหารอาจจะมีไม่มาก แต่พรรคเล็กจะไม่หายไป เพราะด้วยระบบการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ และธรรมชาติของพรรคการเมือง ผสมกับการเมืองแบบไทย ทำให้พรรคขนาดเล็กก็จะเวียนว่ายตายเกิด แต่ถามว่าจะอยู่จนเป็นความเป็นสถาบันทางพรรคการเมืองหรือไม่ เราก็จะเห็นว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากสำหรับพรรคขนาดเล็ก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กฤตย์อิชย์ เลือดใหม่พรรคสีฟ้า ผู้เอาชนะบ้านใหญ่ จังหวัดตรัง ประชาธิปัตย์ กลับมาแล้ว
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา หนึ่งในนักการเมือง ที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับแวดวงการเมืองโดยเฉพาะการเมืองในภาคใต้ ก็คือผลการเลือกตั้งส.ส.ตรัง เขต 4 ที่ "กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์
จากสูตรตั้งรัฐบาล 300 เสียง…สู่สูตรล้มรัฐบาลในอนาคต?
การเมืองไทยมีคำพูดอยู่ประโยคหนึ่งที่ได้ยินกันมาหลายยุคหลายสมัย “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” วันนี้จับมือกัน พรุ่งนี้อาจยืนคนละฟาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจังหวะและผลประโยชน์ที่ลงตัวหรือไม่ลงตัว หลายสูตรที่เคยถูกม
🔴 LIVE ‘วันวิชิต’ อ่านไพ่ โอกาสทอง พลังอนุรักษ์ปักธง ‘ส้ม’ ฟุบ ‘แดง’ หมอบ | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
‘วันวิชิต’ อ่านไพ่ โอกาสทอง พลังอนุรักษ์ปักธง ‘ส้ม’ ฟุบ ‘แดง’ หมอบ อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : : วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569
ถึงบางอ้อ! ดร.กิตติธัช เฉลยเหตุ 'พรรคส้ม' จี้นับคะแนนใหม่ในหน่วยที่ตัวเองชนะขาดอยู่แล้ว
ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กว่าสิ่งที่น่าสงสัยมาก คือ ทำไมพรรคประชาชนถึงเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่(เฉพาะคะแนนเลือกตั้งนอกเขต)ในหน่วยเลือกตั้งที่ตัวเอง "ชนะขาด" อยู่แล้ว?
งัดตำราดีดปากกูรู บวรศักดิ์ชี้ไม่มีประเทศไหนให้เลือกตั้งโมฆะเพราะบาร์โค้ด
"บวรศักดิ์" งัดตำรา สอน รธน.มา 40 ปี สวน "กูรู กม." ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ด
ขนลุก! ยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน. เอาผิดกกต.ทำบาร์โค้ด ขู่ติดคุก-ชดใช้ 8 พันล้าน
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจ

