
ต้องยอมรับว่า ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีของการ “เร่งเครื่อง” แต่คือจังหวะของการ “ตั้งหลักใหม่” ของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งการเมืองในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การลงทุนจึงไม่ได้เดินหน้าแบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โหมด “ปรับฐาน” เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น
เศรษฐกิจไทยต้องปรับฐานใหม่
ภาพรวมการลงทุนของไทยในปี 2569 นี้จึงถือเป็นช่วงเวลาของการ “ปรับฐานสู่เศรษฐกิจใหม่” ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยการเมืองในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยหน่วยงานหลักๆ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และ ศูนย์วิจัยธนาคารชั้นนำ มีการวิเคราะห์แนวโน้มที่น่าสนใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 1.อุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ที่ถือเป็นพระเอก ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมองตรงกันว่า “เทคโนโลยีขั้นสูง” คือหัวใจสำคัญของการดึงเงินลงทุน
ไม่ว่าจะเป็น Data Center และ Cloud Services ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาแรงที่สุดจากการสนับสนุนของบีโอไอ เพื่อผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วน ที่ยังคงเป็นแม่เหล็กหลักในการดึง FDI (เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไทย และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ ที่หลายบริษัทเริ่มลงทุนในระบบอัตโนมัติเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity)
2.เทรนด์การลงทุน “สีเขียว” (Green Investment) โดยสอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ของไทย ไม่ว่าจะเป็น พลังงานสะอาด ทั้งการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์), พลังงานลม และขยะเป็นพลังงาน (Waste-to-Energy) ที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) ซึ่งเป็นการนำผลิตผลทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นเคมีภัณฑ์หรือพลาสติกชีวภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งเดิมของไทยที่ได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยี
และ 3.มุมมองจากตลาดทุนและภาคธนาคาร (Financial Outlook) ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์ Selective Buy ที่สถาบันการเงินแนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ทนทานต่อเศรษฐกิจชะลอตัว (Defensive Stocks) เช่น กลุ่มค้าปลีกสินค้าจำเป็น, การแพทย์และสุขภาพ (Wellness) และกลุ่มปันผลสูง ขณะที่ ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยสภาพัฒน์และศูนย์วิจัยกสิกรไทยเตือนเรื่องความล่าช้าของงบประมาณภาครัฐปี 2570 และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อาจกดดันกำลังซื้อในประเทศ ทำให้การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างอาจยังไม่หวือหวานัก
สงครามกำลังเปลี่ยนผ่านการลงทุน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึงมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจทั่วโลกในหลายมิติ โดยเฉพาะ “ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้น” ทั้งจากราคาพลังงานและค่าขนส่งโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึง “ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ” ที่เริ่มส่งสัญญาณขาดแคลนและราคาพุ่งสูง โดยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงวิกฤต แต่กำลังกลายเป็น “โอกาสสำคัญของประเทศไทย” ในการยกระดับบทบาทเป็นฐานการผลิตที่มีความมั่นคงและปลอดภัยในระเบียบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
“ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง กำลังทำให้บริษัทข้ามชาติทั่วโลกเร่งปรับกลยุทธ์การลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้น แต่จะฝังตัวอยู่ในระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ไปอีกระยะยาว ทำให้บริษัททั่วโลกต้องมองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และสามารถรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจได้ ดังนั้นประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการก้าวขึ้นเป็น Safe and Secure Production Base หรือฐานการผลิตที่ปลอดภัยของโลก โดยสิ่งสำคัญคือ เราต้องหาตำแหน่งของประเทศที่โลกขาดเราไม่ได้” นายนฤตม์ กล่าว
4 จุดแข็งไทยชูสู่ความมั่นคงระดับโลก
บีโอไอได้ประเมินว่า ไทยมีศักยภาพที่จะเป็น “จิกซอว์สำคัญของเศรษฐกิจโลก” ผ่านจุดแข็งหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่หลากหลาย สามารถเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก “เราต้องเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) ที่ไม่ใช่แค่ส่งออกวัตถุดิบ แต่ต้องเป็นฐานการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานสูงที่สุดในภูมิภาค เพื่อให้โลกมั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร ไทยจะมีอาหารหล่อเลี้ยงเสมอ”
2.ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมยุคใหม่ “เป้าหมายคือ การมุ่งสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) เรากำลังทำเรื่อง Direct PPA เพื่อให้บริษัทข้ามชาติสามารถซื้อไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนระดับโลกใช้ตัดสินใจเลือกฐานการผลิตในปัจจุบัน”
3.ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Security) ประเทศไทยเป็นฐานผลิตสำคัญของโลก เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตประมาณ 70-80% ของโลก, แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่ไทยเป็น อันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน “ไทยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และต้นน้ำอย่าง PCB โดยเราจะวางตัวเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ห่วงโซ่การผลิตโลกขาดไม่ได้ แม้ในยามที่มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เกิดขึ้น”
และ 4.ความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ไทยมีจุดแข็งด้าน Wellness และ Medical Hub ที่ถือเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาค “เราชูจุดแข็งเรื่อง Wellness และระบบสาธารณสุขที่ดีเยี่ยม เพื่อให้นักลงทุนและบุคลากรเก่งๆ จากทั่วโลก (Talents) รู้สึกปลอดภัยและอยากเข้ามาใช้ชีวิตในไทย ผ่านมาตรการสนับสนุนอย่าง LTR Visa และการดูแลด้านความปลอดภัยในการอยู่อาศัย”
ต้องยอมรับว่าในยุคที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนไม่ได้มองแค่ “กำไร” หรือ “ค่าแรงถูก” อีกต่อไป แต่มองหา “ความมั่นคง” ในมิติต่างๆ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ได้ครบถ้วนที่สุดในอาเซียน
เตรียมเสนอวาระชงรัฐบาลชุดใหม่
นายนฤตม์ เปิดเผยว่า บีโอไอกำลังเตรียมเสนอวาระสำคัญต่อรัฐบาลและคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อรักษาโมเมนตัมการดึงดูดการลงทุน โดยมีประเด็นเร่งด่วนหลายด้าน อาทิ 1.เดินหน้ามาตรการ EV ต่อเนื่อง โดยบีโอไอเตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (บอร์ด EV) ชุดใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การสร้างความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุน EV ทุก Segment, มาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการส่งเสริม Localization หรือการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อปกป้องและเสริมความแข็งแกร่งของฐานการผลิตเดิม
“ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน” นายนฤตม์ กล่าว
2.ยุทธศาสตร์ Semiconductor ฉบับสมบูรณ์ เพื่อเริ่มดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบ โดยมุ่งสร้าง Ecosystem ครบวงจร ในระยะใกล้จะมีบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม เช่น Analog Devices เตรียมเปิดศูนย์ออกแบบ (Design Center) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยภายในปลายเดือนนี้ รวมถึง Infineon Technologies ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงงานและคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3
และ 3.ดันพลังงานสะอาด รองรับ Data Center โดยเตรียมเสนอหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) ต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรองรับการลงทุน Data Center และอุตสาหกรรม AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งเป้ารองรับกำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่บีโอไอกำลังเร่งผลักดัน คือ การแก้ไขข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะปัญหาที่ดินในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เริ่มมีจำนวนจำกัดและราคาสูง, ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก Data Center และ AI
“ความต้องการพลังงานของอุตสาหกรรมดิจิทัลเพิ่มขึ้นในลักษณะ Exponential จึงจำเป็นต้องปรับแผนระบบไฟฟ้าให้รองรับการลงทุนในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว
นโยบายดึงบุคลากรทักษะสูงทั่วโลก
นายนฤตม์ กล่าวว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือ การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยบีโอไอกำลังพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบหลายด้าน เช่น การปลดล็อกการรายงานตัว 90 วัน สำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับสูง และการพิจารณาเปลี่ยนจาก Work Permit เป็น Work Visa เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานในประเทศไทย ในด้านการพัฒนาบุคลากร บีโอไอตั้งเป้าผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor จำนวน 80,000 คนภายใน 5 ปี โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ปัจจุบันมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ Upskill เกือบ 200,000 คน จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 100,000 คน” นายนฤตม์ กล่าว
Thailand FastPass ปลดล็อกอุปสรรคการลงทุน
ในการประชุม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อน การลงทุน โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนผ่านระบบ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และการจัดหาพื้นที่ลงทุน ซึ่งเป็นระบบเร่งรัดการอนุมัติ/อนุญาตเพื่ออำนวยความสะดวกและเร่งรัดการลงทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
โดยโครงการที่ได้รับคัดเลือกให้รับบัตร Thailand FastPass ในเฟสแรก 16 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท ทั้งหมดได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว โดยมี 7 โครงการได้มายื่นขอออกบัตรส่งเสริมเรียบร้อยแล้ว และมี 4 โครงการที่ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานพันธมิตรแล้ว ในส่วนที่เหลือบีโอไอกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับ ความคืบหน้าของการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มี 35 โครงการ มูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนได้แล้ว และมี 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนเริ่มลงทุนชัดเจนในปี 2569-2570 ขณะที่อีก 13 โครงการ มูลค่าประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ยังมีประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ทั้งเรื่องไฟฟ้า ที่ดิน และใบอนุญาตต่างๆ โดยคาดว่าหากแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้จะทำให้เกิดการลงทุนจริงของโครงการในกลุ่มนี้อีกประมาณ 3.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570
ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางและมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการลงทุน 2 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด และ การจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน ดังนี้ ด้านไฟฟ้าและพลังงานสะอาด: บอร์ดบีโอไอเห็นความจำเป็นในการเร่งเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงการ Data Center ซึ่งปัจจุบันมี Data Center ได้รับการส่งเสริมแล้ว 55 โครงการ มีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 4.5 กิกะวัตต์ และจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป
ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) บูรณาการความร่วมมือกับบีโอไอ การไฟฟ้าต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้สามารถรองรับการลงทุนได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของความมั่นคง ความเพียงพอของไฟฟ้า พื้นที่ และการเข้าถึงพลังงานสะอาด ทั้งนี้บอร์ดบีโอไอยังกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องได้รับหนังสือยืนยันการจ่ายไฟจาก กกพ. ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนสามารถดำเนินการต่อไปได้
ขณะที่ ด้านการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน โดยบอร์ดบีโอไอรับทราบความคืบหน้าการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาได้เร่งดำเนินการใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การทบทวนผังเมืองเพื่อเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมในอนาคต 2.การจัดทำแนวทางปฏิบัติการขุดและถมดิน เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมพื้นที่ได้เร็วขึ้น โดยปัจจุบัน กนอ.จัดทำร่างแนวทางแล้วเสร็จและคาดว่าจะออกประกาศในเดือน เม.ย.2569 และ 3.การเร่งรัดการขอเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติในนิคมอุตสาหกรรม
โดยมีการเร่งรัด 25 โครงการที่อยู่ระหว่างขออนุญาต และกำหนด 4 โครงการเป้าหมายสำคัญเพื่อผลักดันให้ใช้พื้นที่ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติให้เสนอคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินสาธารณสมบัติให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อดีตรมว.การคลัง' แนะนโยบาย 'เตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ' ที่ 'รัฐบาลใหม่' ควรต้องทำ
สมหมาย ภาษี ขอให้รัฐบาลใหม่และเสนาบดีใหม่พิจารณานโนบายเตะผ่าหมากด้านเศรษฐกิจ บอกแม้ไม่เกิดสงครามก็ควรทำเพื่อให้หายป่วย

