
ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการพัฒนาอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
—————————————-
ทุกปี ประเทศไทยใช้งบประมาณมหาศาลในการทำวิจัยผ่านมหาวิทยาลัยของรัฐและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตัวเลขจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สกสว.) ชี้ให้เห็นว่างบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี แต่คำถามที่สังคมไทยยังตอบได้ไม่ชัดเจนคือ “งานวิจัยเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน และสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้มากแค่ไหน” ความจริงที่ต้องพูดถึงกันตรง ๆ คือ งานวิจัยจำนวนมากยังคงหยุดอยู่แค่บนชั้นวางในห้องสมุดหรือตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีผู้อ่านเพียงไม่กี่คน และไม่เคยนำออกมาสู่โลกของการสร้างธุรกิจ สร้างงาน หรือสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องการนำเสนอเพื่อให้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยกลายเป็นหัวจักรสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ยกระดับ GDP และสร้างเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
โลกเขาทำกันอย่างไร?
ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่ควรทำ ขอให้ลองมองดูตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกก่อน
- สหรัฐอเมริกามี Bayh-Dole Act ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ซึ่งเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรจากงานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาล และสามารถออกใบอนุญาตให้ภาคเอกชนนำไปพัฒนาต่อได้ ผลลัพธ์คือมหาวิทยาลัยอย่าง MIT, Stanford และ UC Berkeley กลายเป็น **ศูนย์กลางการบ่มเพาะธุรกิจ** ที่ให้กำเนิดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Google, Hewlett-Packard หรือ Genentech
- อิสราเอล ประเทศที่มีประชากรเพียง 9 ล้านคน แต่มีจำนวนบริษัท startup ต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก สิ่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคือการที่รัฐบาลสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และ Venture Capital เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น ผ่านกองทุนอย่าง Yozma Program ที่เป็นต้นแบบให้หลายประเทศทั่วโลก
- เกาหลีใต้ ประเทศที่ใช้เวลาไม่ถึง 50 ปี ในการแปลงประเทศจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมกลายเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ด้วยการลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ผ่านความร่วมมือของรัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน จนทำให้ Samsung, Hyundai และ LG กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก
ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ “งานวิจัยไม่ได้จบอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย”
ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย
ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีนักวิจัยที่มีความสามารถสูง มีงานวิจัยด้านเกษตรกรรม ชีวเวชศาสตร์ วัสดุศาสตร์ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ ที่สะสมมาเป็นทศวรรษ แต่ปัญหาสำคัญที่ทำให้งานวิจัยไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มี 3 ประการหลักด้วยกัน
ประการแรก ช่องว่างระหว่างโลกวิชาการและโลกธุรกิจ นักวิจัยไทยถูกฝึกมาให้ตีพิมพ์ผลงาน ไม่ใช่ถูกฝึกมาให้สร้างธุรกิจ ระบบประเมินผลและเลื่อนตำแหน่งในมหาวิทยาลัยวัดความสำเร็จด้วยจำนวนบทความในวารสาร ไม่ใช่ด้วยจำนวนสิทธิบัตรหรือบริษัทที่ spin-off ออกมา ทำให้นักวิจัยไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะนำงานวิจัยออกมาสู่เชิงพาณิชย์
ประการที่สอง ขาดระบบหรือคนกลางเชื่อมงานวิจัยกับธุรกิจ (Knowledge Broker) ภาคเอกชนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่างานวิจัยที่ตนต้องการมีอยู่ที่ไหน และมหาวิทยาลัยก็ไม่รู้ว่าภาคเอกชนต้องการอะไร ขาดกลไกการจับคู่ (matchmaking) ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ความต้องการและทรัพยากรไม่พบกัน
ประการที่สาม ขาดเงินทุนในระยะเสี่ยงที่สุด งานวิจัยที่ออกจากห้องแล็บจำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์แนวคิด (proof of concept) ก่อนที่ภาคเอกชนจะกล้าลงทุน ช่วงนี้เรียกว่า “Valley of Death” เพราะนักวิจัยไม่มีเงิน และนักลงทุนก็ยังไม่เห็นโอกาสที่ชัดเจนพอ ทำให้งานวิจัยที่มีศักยภาพจำนวนมากต้องหยุดดำเนินการในช่วงนี้
ข้อเสนอเชิงนโยบาย “ห้าเสาหลักสู่เศรษฐกิจใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม”
ผมขอนำเสนอกรอบนโยบายที่เป็นรูปธรรม 5 เสาหลัก ที่ทางกระทรวง อว. สามารถนำไปผลักดัน และจะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบนวัตกรรมไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
เสาที่ 1 ปฏิรูประบบแรงจูงใจในมหาวิทยาลัย
ถ้าต้องการให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยหันมาสนใจการนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ ต้องเปลี่ยนระบบวัดผลและให้รางวัล ให้กระทรวง อว. ออกนโยบายที่ชัดเจนว่า สิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และ spin-off companies จะถูกนับเป็นผลงานวิชาการในการประเมินตำแหน่งและการขอทุน เทียบเคียงได้กับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ นอกจากนี้ ควรแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยสามารถถือหุ้นในบริษัท spin-off ได้อย่างโปร่งใสและถูกกฎหมาย โดยไม่ขัดกับกฎข้าราชการ เพราะปัจจุบันยังมีความคลุมเครือในเรื่องนี้มาก ซึ่งทำให้นักวิจัยที่มีความสามารถไม่กล้าก้าวออกมา
เสาที่ 2 สร้างสำนักงานถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน (Technology Transfer Office — TTO)
มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งมี TTO แต่หลายแห่งยังขาดทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่เพียงพอ กระทรวง อว. ควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของ TTO ในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนและสร้างเครือข่าย TTO แห่งชาติที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดย TTO ที่ดีต้องทำหน้าที่เป็น ระบบหรือคนกลางเชื่อมงานวิจัยกับธุรกิจ (Knowledge Broker) ที่รู้จักโลกธุรกิจ เข้าใจการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถเจรจาสัญญาการออกใบอนุญาตกับภาคเอกชนได้อย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่หน่วยงานที่ดูแลเอกสารสิทธิบัตรเท่านั้น
เสาที่ 3 สร้างกลไกเชื่อมมหาวิทยาลัย-ภาคเอกชน-VC อย่างเป็นระบบ
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ประเทศไทยต้องการ “สะพาน” ที่เชื่อมสามฝ่ายเข้าหากัน ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรจัดให้มี Research Showcase ประจำปีในระดับชาติ ที่นักวิจัยมีโอกาสนำเสนองานวิจัยที่พร้อมเชิงพาณิชย์ต่อนักลงทุนและภาคเอกชนโดยตรง พร้อมกับสร้าง Open Innovation Platform ดิจิทัลที่รวบรวมฐานข้อมูลงานวิจัยและสิทธิบัตรของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนค้นหาและเข้าถึงได้ง่าย
สำหรับภาคเอกชน กระทรวง อว. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ควรออกมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับบริษัทเอกชนที่ลงทุนใน R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัย เช่น การหักค่าใช้จ่ายด้าน R&D ได้ 200-300% ตามแบบอย่างที่หลายประเทศทำสำเร็จแล้ว สิ่งนี้จะทำให้ภาคเอกชนมีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการเดินเข้าหามหาวิทยาลัยมากขึ้น
สำหรับ Venture Capital (VC) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการปิด Valley of Death ควรจัดตั้ง กองทุน Deep Tech VC แห่งชาติที่รัฐบาลร่วมลงทุนกับ VC เอกชนในสัดส่วน 50:50 โดยเน้นลงทุนใน startup ที่มีต้นกำเนิดจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัย กองทุนประเภทนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงิน VC จากต่างประเทศเข้ามาในระบบนิเวศของไทยด้วย เพราะนักลงทุนระดับโลกมักต้องการลงทุนควบคู่ไปกับภาครัฐในตลาดที่ยังใหม่สำหรับพวกเขา
เสาที่ 4 บ่มเพาะผู้ประกอบการจากรั้วมหาวิทยาลัย
ปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยคือ นักวิจัยที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์มักไม่มีทักษะด้านธุรกิจ และนักธุรกิจที่เก่งมักไม่เข้าใจเทคโนโลยี กระทรวง อว. ควรสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยสร้าง “ผู้ประกอบการเทคโนโลยี” รุ่นใหม่ที่มีทักษะทั้งสองด้านซึ่งทำได้ผ่านการสนับสนุนให้ทุกมหาวิทยาลัยมี Incubator และ Accelerator ที่มีคุณภาพ โดยเชื่อมโยงกับเครือข่าย startup ecosystem ของภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการจัดโครงการแลกเปลี่ยนที่ให้นักวิจัยไปใช้เวลา 6-12 เดือนในภาคเอกชนหรือ startup เพื่อเรียนรู้โลกธุรกิจจากประสบการณ์จริง และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจมาเป็น “Entrepreneur in Residence” ในมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยนักวิจัยพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ
เสาที่ 5 กำหนดเป้าหมายอุตสาหกรรมอนาคตที่ชัดเจน
ความพยายามทั้งหมดจะมีพลังมากขึ้น ถ้ามีทิศทางที่ชัดเจน กระทรวง อว. ควรทำงานร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อกำหนด 5-10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ประเทศไทยมีฐานความสามารถด้านการวิจัยและมีโอกาสทางการตลาดที่แข็งแกร่ง โดยอุตสาหกรรมที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย เช่น เกษตรกรรมแม่นยำ และ FoodTech ที่ต่อยอดจากจุดแข็งด้านการเกษตร, ชีวเภสัชกรรมและ MedTech ที่ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ, พลังงานหมุนเวียนและ Clean Technology ที่สอดคล้องกับทิศทางของโลก และ ปัญญาประดิษฐ์และ Digital Economy ที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาทุนมนุษย์ด้านนี้อยู่ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้สามารถจัดสรรทุนวิจัย ดึงดูดนักลงทุน และสร้างระบบนิเวศที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ทำไม อว. จึงสำคัญที่สุดในการสร้าง New Economy”
บางคนอาจตั้งคำถามว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมหรือไม่ คำตอบคือ ทุกกระทรวงล้วนมีบทบาท แต่ กระทรวง อว. คือต้นน้ำของทั้งระบบ เพราะนวัตกรรมทุกชิ้นที่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้ ล้วนเริ่มต้นจากความรู้และการวิจัยทั้งสิ้น ไม่มีประเทศใดในโลกที่สร้างเศรษฐกิจบนนวัตกรรมได้โดยไม่มีระบบอุดมศึกษาและการวิจัยที่แข็งแกร่ง กระทรวง อว. จึงเป็นเหมือนโรงงานผลิตเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เมื่อกระทรวง อว. สามารถเชื่อมงานวิจัยเข้ากับภาคเอกชนและ VC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่จะตามมาคือการเกิดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีใหม่ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการผลิตในรูปแบบเดิมหลายเท่าตัว และที่สำคัญคือกำไรจะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไม่ใช่ไหลออกไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ นี่คือความแตกต่างระหว่าง เศรษฐกิจที่ไทยเป็นเจ้าของ กับ เศรษฐกิจที่ไทยเป็นแค่ผู้จ้างงาน
ตัวเลขที่ควรทำให้เราตื่นตัว
ตามรายงานของธนาคารโลก ประเทศที่มีสัดส่วนการลงทุนด้าน R&D ต่อ GDP สูงกว่า 3% มักมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่แข็งแกร่งกว่าประเทศที่ลงทุนน้อยกว่านั้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในระดับประมาณ 1.3-1.5% ของ GDP ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ที่ราว 5% และอิสราเอลอยู่ที่กว่า 6% แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขการลงทุนรวม คือ คุณภาพและประสิทธิผล ของการลงทุนนั้น ถ้าเราสามารถเพิ่มอัตราการแปลงงานวิจัยเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์จากระดับต่ำในปัจจุบัน ขึ้นมาใกล้เคียงกับมาตรฐานนานาชาติ ผลตอบแทนต่อการลงทุนด้านวิจัยของประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และส่งผลโดยตรงต่อ GDP ในระยะกลางและยาว
กระทรวง อว. อยู่ในฐานะที่ดีที่สุดในการเป็นกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการดูแลทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และกองทุนสนับสนุนการวิจัย กระทรวงของท่านมีเครื่องมือครบครันมากกว่ากระทรวงอื่นใด ห้าข้อเสนอที่กล่าวถึงในบทความนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก แต่เป็นการนำ Best Practice ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริงมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเราต้องคิดสูตรใหม่ แต่คือเราต้องมีเจตจำนงทางการเมือง (political will) ที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
ถ้าเราเริ่มวันนี้ อีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจได้เห็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ เติบโตจากห้องแล็บวิจัยในมหาวิทยาลัยไทย ไปแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ และนั่นจะเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่กระทรวง อว. จะสามารถฝากไว้ให้กับประเทศได้
ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนงานวิจัยจาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “การลงทุน” และเปลี่ยนห้องแล็บวิจัยให้กลายเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทย
ผู้เขียน พงษ์สุทธิ พื้นแสน
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
**บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันใดๆ**

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
การสนับสนุน SME ด้วยระบบ Alternative Credit Scoring for SME
การเติบโตของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างมากจนกลายเป็น Growth Engine ที่มีส่วนสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2564 มูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME คิดเป็นร้อยละ 35.0 ต่อมูลค่า GDP

