โตโยต้า และ กรมการขนส่งทางบก ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ผลักดันสังคมไทยสู่สังคมแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดย นายสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระหว่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กับ กรมการขนส่งทางบก โดยมี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบกร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ ณ ห้องประชุมมาตุลี อาคาร 10 ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก จตุจักรตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ที่โตโยต้าได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทฯ ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์และส่งเสริมเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางต่อเนื่องกว่า 35 ปี ภายใต้โครงการโตโยต้า ถนนสีขาว อาทิ การจัดทำคู่มือและจัดอบรมหลักสูตรขับขี่ปลอดภัย การสร้างจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยแก่เด็กและเยาวชน การดำเนินโครงการ Toyota Campus Challenge เพื่อให้นักศึกษาระดับอุดมศึกษาได้จัดทำแผนประกวดโครงงานและดำเนินกิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัยของตน ตลอดจนการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการปรับปรุงจุดเสี่ยงบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับประชาชนในทุกช่วงวัย รวมถึงการเพิ่มทักษะในการขับขี่ที่ถูกต้อง เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุอันจะนำไปสู่การ “สร้างสังคมคนขับรถดี” ผ่านการปรับปรุง 3 ปัจจัยสำคัญที่มีผลกับการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน อันได้แก่ คน รถ ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของปัจจัยด้านคน ซึ่งข้อมูลจากศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทยระบุว่า มากกว่าร้อยละ 40 ของการเกิดอุบัติเหตุ มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดของ “ผู้ขับรถยนต์” โดยเกิดจากการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด (Perception Failure) และความผิดพลาดในการตัดสินใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ฉุกเฉิน (Decision Failure) รวมถึงความผิดพลาดในการควบคุมรถ (Reaction-Failure)

ดังนั้น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทักษะ และช่วยลดความผิดพลาดจากการคาดการณ์อุบัติเหตุของผู้ขับขี่ โตโยต้า จึงได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก พัฒนาหลักสูตรอบรมการขับรถยนต์อย่างปลอดภัย ด้วยการจัดทำ “วีดิทัศน์การคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception Training)” โดยนำเนื้อหาที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่สามารถเข้าใจได้ง่ายสำหรับประชาชน ซึ่งในหลักสูตรการอบรมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ ได้ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าเนื้อหาที่ถูกพัฒนาขึ้นจะสามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์ได้จริง อันได้แก่ ทักษะด้านการรับรู้ความเสี่ยง (Risk Perception) และทักษะการคาดการณ์อุบัติเหตุ (Hazard Perception) ของผู้ขับรถยนต์ที่มีต่อสถานการณ์การจราจรต่างๆ โดยวีดิทัศน์ดังกล่าวจะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรอบรมภาคทฤษฎี สำหรับการออกใบอนุญาตขับรถยนต์ใหม่ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถยนต์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่ทุกคน ได้รับความรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ลดจำนวนผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งความปลอดภัย “Safe Mobility Society” ต่อไปในอนาคต


โดย นรินทร โชติภิรมย์กุล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

ประกาศผลแชมป์ประจำปี! รายการ “TOYOTA GAZOO Racing Thailand 2025”

นายสมุทร ตังคชวนะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดรถยนต์นั่ง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายสุทธิพงศ์ สมิตชาติ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน

'โตโยต้า คาร์ท แอดวานซ์ เทรนนิ่ง' ปั้นนักขับโกคาร์ทรุ่นใหม่ 'ปังปอนด์-เจมส์'ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ

ทูดับเบิลยูคาร์ทติ้ง ได้ร่วมกับ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด , บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดโครงการฝึกอบรมรถคาร์ทเยาวชน “ทรูวิชั่นส์ - โตโยต้า จูเนียร์โกคาร์ท แอดวานซ์ เทรนนิ่ง 2026”

โตโยต้า จัดกิจกรรม “ทอล์ก กะ เธอส์ 1.5 รวมพลังเปลี่ยนอนาคต…ก่อนโลกร้อนเกินแก้”

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เดินหน้าขับเคลื่อนพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “ทอล์ก กะ เธอส์ 1.5