
ไชยันต์ ไชยพร
“ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า ‘เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา’” และ “ทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหารว่า ‘วันใหม่ของชาติ’”
ณัฐพล ใจจริง
ในบทความ “รัฐประหาร 2490” ในฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าที่เรียบเรียงโดย ณัฐพล ใจจริง [1] มีข้อความตอนหนี่งว่า “การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ตกจากอำนาจไปและเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีอำนาจของกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ตลอดจนเป็นจุดการเริ่มต้นของการเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้กับพระมหากษัตริย์อย่างสำคัญภายหลังการปฏิวัติ 2475” และในการยืนยันข้อความดังกล่าวนี้ ณัฐพลได้เขียนว่า “ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า “เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา”[24]” และ “กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหารว่า ‘วันใหม่ของชาติ’ [34]”
เชิงอรรถที่ 24 และ 34 ที่ณัฐพลอ้างในการเขียนถึงปฏิกิริยาที่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรมีต่อรัฐประหาร 2490 มาจากหนังสือเล่มเดียวกัน คือ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, เจ็ดรอบอายุกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, (พระนคร : พระจันทร์, 2512 ), โดยเชิงอรรถที่ 24 มาจากหน้า 115 และเชิงอรรถที่ 34 มาจากหน้า 118
ในหน้า 115 ของหนังสือ เจ็ดรอบอายุกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ขึ้นหัวข้อไว้ว่า “๕. เมืองไทยเปลี่ยนฉาก” และย่อหน้าต่อไปขึ้นด้วยข้อความว่า “ก. แสงเงินแสงทอง” และข้อความทั้งหมดภายใต้หัวข้อ “๕. เมืองไทยเปลี่ยนฉาก ก. แสงเงินแสงทอง” มีดังนี้
“กฎแห่งธรรมชาติมีอยู่ว่า เมื่อราตรีกาลได้ปกคลุมโลกไว้มิดชิดพักหนึ่งแล้ว ท้องฟ้าก็จะค่อย ๆ สว่างขึ้นด้วยรัศมีสีทองเรื่อ ๆ ซึ่งคนที่ตื่นเช้าได้เห็นจะอดชมว่างามว่าเชิดชูใจนั้นไม่ได้ แต่ภายในไม่กี่นาทีสี่ท้องฟ้าอันงดงามนั้นก็ค่อย ๆ จางลงโดยลำดับ จนหมดไป บัดนี้จึ่งจะมีแสงสุริยาทิตย์โผล่ขึ้นมาในท้องฟ้า ทำให้โลกมีชีวิตกะปรี้กะเปร่าขึ้น เป็นกำหนดสำหรับคนที่ทำงานเลี้ยงชีพได้เริ่มออกปฏิบัติอาชีพ
อาการแห่งธรรมชาติระยะนี้ทำให้มนุษย์มีใจเบิกบานคิดอะไรคิดออก ถ้าเราสนใจอ่านกวีนิพนธ์ เราจะสังเกตได้ว่า ไม่ว่านิพนธ์ภาษาใดในโลก เราจะพบถ้อยคำต้อนรับปัจจุสมัยคือระยะนี้ของวัน บางแห่งก็ยกเอาความงามแห่งสตรีมาเปรียบเทียบ แต่บางแห่งก็ยกย่องชมเชยธรรมชาติอันนี้โดยไม่ยกอื่นใดมา ในภาษาไทยเรา ผู้อยู่ใกล้ธรรมชาติและรู้จักค่าแห่งความงามตามธรรมชาติมากนั้น เรามีกวีโวหารอยู่มากที่กล่าวถึงความงามแห่งธรรมชาติทั้งที่ยกเอาอื่น ๆ มาเปรียบเทียบ ทั้งที่กล่าวถึงธรรมชาติเอง ๆ โดยมิต้องเอาอื่นมาเปรียบเทียบ ดั่งเช่นพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ที่กล่าวถึงพระรามตื่นบรรทมในตอนที่เรียกว่า ‘นางลอย’ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอัครมหากวีทรงไว้ว่า

ในเมืองไทยเรา ความมืดมิดแห่งราตรีกาลก็ได้ปกคลุมมาเป็นเวลาตั้งสิบปี ตอนนี้กำลังจะมีแสงเงินแสงทองขึ้น ราษฎรส่วนมากไม่ว่าในกรุงหรือหัวเมืองพากันยินดีและเบิกบานเมื่อได้ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวของเราจะทรงถือเอาโอกาสที่โลกได้สงบศึกเสด็จจากประเทศสวิสส์ที่ทรงเล่าเรียนอยู่นั้นเข้ามาเยี่ยมบ้านเมืองและราษฎรของท่าน ท่านเป็นอย่างไร มีพระรูปโฉมอย่างไร มีพระนิสัยอย่างไร เราส่วนมากไม่มีใครรู้ แต่สังเกตว่าราษฎรส่วนมากดีใจอยู่ดีที่จะได้เห็นท่านและต้อนรับการทรงเยี่ยมเยือนของท่าน
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้ามาพร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาและพระราชชนนี ในที่นี้จะขอข้ามความรู้สึกของพ่อและพวกเราในสกุลเราเพราะเป็นส่วนน้อยที่ได้รู้จักท่านมาแต่ยังทรงพระเยาว์ จะขอพูดถึงแต่คนหมู่มากซึ่งไม่เคยเห็นหรือติดต่อกับท่าน เขาเหล่านั้นก็ดีใจและชื่นชมยิ่งนัก ซ้ำทั้งสามพระองค์ได้วางพระองค์ปราศจากเห่อเหิมทรงคบกับพลเมืองทั่วหน้าด้วยน้ำพระหฤทัยกันเอง ไทยเราจึ่งยิ่งรักใคร่เจ้านายของเราขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่านพยายามเสด็จเยี่ยมราษฎรเท่าที่มีเวลาจะทรงทำได้ มิได้ทรงเป็นห่วงว่าจะทรงลำบากเหน็ดเหนื่อยหรือเกรงกลัวภยันตรายใด ๆ เพราะแท้จริงในเวลานั้น ย่อมไม่มีเหตุที่จะกลัวจริง ๆ (เท่าที่มองเห็นได้) เสด็จเยี่ยมประชาชนทั่วพระนคร ฯ และท้องที่ใกล้เคียง แม้แต่สำเพ็งอันเป็นตรอกซอกเล็กน้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่ออกจะวิตกในการอารักขา ท่านก็เสด็จเข้าไปทรงพระดำเนินอยู่ตั้งครึ่งวัน แล้วเลยเสวยพระกระยาหารซึ่งพ่อค้าจีนในแถบนั้นจัดถวาย แม้เราจะตั้งใจกล่าวถึงท่านโดยไม่ยอจนเกิความจริง เราก็จะต้องรับว่าภายในไม่กี่เดือนที่เสด็จเข้ามาเยี่ยมประชาชนนี้ พระเกียรติคุณได้แผ่ไพศาลรวดเร็วไปทั่วบ้านเมืองในและนอกพระนคร ฯ
ครั้นเมื่อจวนจะถึงเวลาที่จะเสด็จกลับ อยู่ ๆ ก็มีข่าวมาว่าพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตเสียแล้ว โดยมีลูกปืนในพระเศียรและมีปืนทิ้งอยู่ใกล้พระกรเบื้องซ้าย เจ้าหน้าที่ไม่กล่าวว่าทั้งนี้เป็นเพราะเหตุใด แต่เมื่อได้มีการชันสูตรพระบรมศพ ก็มีข่าวว่าได้พิเคราะห์กันดูได้สามเหตุ คือเหตุเผอิญ เหตุจงพระราชหฤทัยปลงพระชนม์ กับเหตุถูกปลงพระชนม์ ราษฎรส่วนใหญ่ไม่ได้รู้รายละเอียดที่ถูกต้อง แต่เมื่อรวบรวมสาเหตุที่ได้ฟังมาก็เว้นไม่ได้ที่จะปลงใจลงว่า เหตุเผอิญนั้นไม่มีทางเชื่อได้ เหตุปลงพระชนม์โดยจงพระราชหฤทัยหรืออัตวิบาตกรรมนั้นก็หาสาเหตุไม่ได้ เหลืออยู่ทางเดียวแต่ถูกปลงพระชนม์ แต่ตามรายงานเจ้าหน้าที่ก็ว่าไม่มีมูลจะสงสัยทางนี้ เป็นอันสวรรคตโดยปราศจากเหตุ
อย่างไรก็ดี ราษฎรเสียใจและโกรธแค้นมากที่รัฐบาลไม่หาเหตุมาให้ทราบได้ และคงรักษาตำแหน่งไว้ในเหตุการณ์อันน่าจะลาออก เพราะไม่สามารถค้นหาเหตุแห่งฆาตกรรมสำคัญที่สุดของบ้านเมือง
ส่วนการสืบราชสมบัติตามกฎมณเฑียรบาลอันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นย่อมตกอยู่แก่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช พระราชอนุชา พระองค์ยังมิได้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายและยังจะต้องเสด็จกลับไปสวิสส์ จึ่งได้ตกลงเชิญพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเนทร ผู้เป็นพระราชปิตุลาเหลือยู่พระองค์เดียวให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการร่วมคณะกันไปกับพระยามานวราชเสวีที่เคยดำรงตำแหน่งนี้อยู่แล้ว
ลำดับนี้ ‘แสงเงินแสงทอง” ก็นับว่าจางไป มหาชนต่างพากันรอดูว่าแสงสุริยาทิตย์จะขึ้นมารื้อฟื้นโชคชะตาของชาติไทยหรือไม่” [2]
จากข้อความทั้งหมดภายใต้ “๕. เมืองไทยเปลี่ยนฉาก ก. แสงเงินแสงทอง” ไม่ปรากฎคำว่า “ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา” และไม่มีข้อความใดใน “๕. เมืองไทยเปลี่ยนฉาก ก. แสงเงินแสงทอง” ที่สื่อถึงการรัฐประหารในฐานะที่ทำให้ “เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา” เพราะข้อความในหัวข้อ “๕. เมืองไทยเปลี่ยนฉาก ก. แสงเงินแสงทอง” สื่อถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จกลับมาเยี่ยมบ้านเมืองและราษฎร ดังความที่ว่า “ในเมืองไทยเรา ความมืดมิดแห่งราตรีกาลก็ได้ปกคลุมมาเป็นเวลาตั้งสิบปี ตอนนี้กำลังจะมีแสงเงินแสงทองขึ้น ราษฎรส่วนมากไม่ว่าในกรุงหรือหัวเมืองพากันยินดีและเบิกบานเมื่อได้ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวของเราจะทรงถือเอาโอกาสที่โลกได้สงบศึกเสด็จจากประเทศสวิสส์ที่ทรงเล่าเรียนอยู่นั้นเข้ามาเยี่ยมบ้านเมืองและราษฎรของท่าน” และการสวรรคตของพระองค์ต่างหากที่ทำให้ “ ‘แสงเงินแสงทอง’ ก็นับว่าจางไป”
ดังนั้น การที่ณัฐพลเขียนว่า “ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า ‘เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา’” จึงไม่ถูกต้องและทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่ากรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงปิติยินดีกับการเกิดรัฐประหาร 2490
อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500) ณัฐพล ได้เขียนถึงกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรกับรัฐประหาร 2490 ไว้ว่า “ในสายตาของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับโปรดเกล้า ฯแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์การปฏิวัติ 2475 กับการรัฐประหาร 2490 ว่า เหตุการณ์แรกนำมาซึ่งความมืดมนอนธการดังที่เรียกว่า ‘การม้วนแผ่นดิน’ ในขณะที่เหตุการณ์หลังนั้นนำมาซึ่ง ‘วันใหม่ของชาติ’” [3] โดยหลังคำว่า “การม้วนแผ่นดิน” ณัฐพลได้อ้างอิงเชิงอรรถที่ 82 เป็นหนังสือ อัตชีวประวัติ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิศรยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 15 ธันวาคม 2517 หน้า 110
หลังจากที่ได้ตรวจสอบหน้า 110 ของหนังสือเล่มดังกล่าว พบว่า กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงมีพระนิพนธ์ที่ใช้คำว่า “ม้วนแผ่นดิน”จริง และคำนี้อยู่ในข้อความภายใต้หัวข้อ “ช. บ้านเมืองปั่นป่วน” และอยู่ภายใต้หัวข้อ “กระทรวงธรรมการ” ที่อยู่ภายใต้หัวข้อใหญ่ “๒. ทำราชการ” โดยในหัวข้อ “ช. บ้านเมืองปั่นป่วน” ย่อหน้าก่อนที่พระองค์จะทรงพระนิพนธ์ข้อความว่า “ม้วนแผ่นดิน” พระองค์ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับการฉลองกรุงเทพ ฯอายุครบร้อยห้าสิบปี (วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475/ผู้เขียน) ไว้ว่า
“ทางราชการได้เตรียมการฉลองเป็นมหกรรมหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่ยังลืมไม่ได้ก็คือการชุมนุมทหารทุกเหล่า ตลอดจนลูกเสือนักเรียนในท้องสนามหลวง ร้องเพลงถวายสดุดีพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระธรรมนิเทศทวยหาญ แห่งกองทัพบกแต่งขึ้นด้วยโวหารไพเราะจับใจ....เสียงร้องของคนตั้งหมื่นนี้พร้อมพรักประดุจดั่งร่วมใจกัน ได้ทำให้ผู้ที่ฟังอยู่ในที่นั้นเกิดความรู้สึกจนถึงน้ำตาไหลก็มี แสดงให้เห็นว่าสามัคคีของไทยยังมีอยู่มาก แต่....พ่อโง่บัดซบไปถนัด หลงเชื่อในอุดมคติของตัว ภายในไม่กี่เดือนจากเวลานั้น (วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475/ผู้เขียน) ก็บังเกิดหิรัญม้วนแผ่นดิน เสียงคนไทยที่พ่อฟังอยู่ด้วยความปลื้มใจนักหนามันหายไปไหนหมดไม่รู้ ตรงกันข้ามได้กลับมีผู้ ‘รักชาติ’ คณะหนึ่งบันดาลม้วนแผ่นดินได้สำเร็จ ที่เคยนึกว่าเป็นลักษณะของชาติไทยมันระเบิดไปในพริบตาเดียว กลายเป็น….ที่เขาก็ว่า ความรักชาติ ความรักชาติอย่างที่ ‘ไม่เคยมีมาแต่ก่อน’ เราพึ่งจะรู้จักรักชาติกันเดี๋ยวนี้เอง....” [4]
จากข้างต้น จะเห็นได้ว่า คำว่า “ม้วนแผ่นดิน” เป็นคำที่พระองค์ทรงใช้จริง และทรงต้องการสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และพระองค์ทรงแปลกพระทัยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังจากที่ทหารทุกเหล่ามาแสดงความสามัคคีชุมนุมร้องเพลงถวายสดุดีพระมหากษัตริย์เพียงไม่กี่เดือน ก็เกิด “หิรัญม้วนแผ่นดิน” โดยคำว่า “หิรัญแผ่นดิน” นี้หากผู้มีความรู้ในเรื่อง รามเกียรติ์ ย่อมจะนึกถึงตอน การม้วนแผ่นดินของพญายักษ์ โดย “หิรันตยักษ์” หรือ หิรัณยากษะ) ที่มีความอหังการ ม้วนแผ่นดินโลกหนีลงไปเมืองบาดาล จนร้อนถึงพระนารายณ์ต้องอวตารเป็นวราหาวตาร (หมูป่า) ลงไปปราบ ดังนั้น การที่ณัฐพลเขียนว่า “เหตุการณ์แรก (การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475/ผู้เขียน) นำมาซึ่งความมืดมนอนธการในสายพระเนตรของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรจึงน่าจะเป็นเช่นนั้นจริง
แต่ส่วนที่ณัฐพลเขียนถึงถึงกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรกับรัฐประหาร 2490 ว่า “ในสายตาของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับโปรดเกล้า ฯแต่งตั้งเป็นประธานองคมนตรี ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์การปฏิวัติ 2475 กับการรัฐประหาร 2490 ว่า เหตุการณ์แรกนำมาซึ่งความมืดมนอนธการดังที่เรียกว่า ‘การม้วนแผ่นดิน’ ในขณะที่เหตุการณ์หลังนั้นนำมาซึ่ง ‘วันใหม่ของชาติ’” และ “กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหารว่า ‘วันใหม่ของชาติ’ [34]” นั้น พบว่า ในหนังสือ เจ็ดรอบอายุกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงนิพนธ์ไว้ในหัวข้อ “ข. วันใหม่ของชาติ” ซึ่งเป็นหัวข้อย่อยในหัวข้อ ““๕. เมืองไทยเปลี่ยนฉาก ก. แสงเงินแสงทอง” พระองค์ทรงนิพนธ์ความในย่อหน้าแรกของหัวข้อ “ข. วันใหม่ของชาติ” เกี่ยวกับรัฐประหาร 2490 ไว้จริง โดยทรงนิพนธ์ไว้ดังนี้
“ใน พ.ศ. 2490 เกิดการยึดอำนาจขึ้นอีกในบ้านเมือง พอเวลาเย็นหลวงกาจสงครามมาเชิญให้พ่อเข้ารับราชการเป็นอภิรัฐมนตรีในคณะตั้งใหม่ ให้มีหน้าที่ทำงานแทนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งห้าพระองค์และคน คือกรมขุนชัยนาทนเรนทรเป็นประธานแห่งคณะ พระองค์เจ้าอลงกฏ พระยามานวราชเสวี หลวงอดุลเดชจรัส กับพ่อรวมเป็นห้า พ่อตอบทันทีว่าไม่รับเป็น ราชการงานเมืองก็ลืมหมดแล้ว เขาชี้แจงว่าพวกข้าพระพุทธเจ้าก็ไม่ตั้งใจจะทูลรบกวนฝ่าพระบาท แต่เสด็จในกรมชัยนาทท่านขอเติมพระนามฝ่าพระบาทเข้าไปอีกพระองค์หนึ่งแทนอีกชื่อหนึ่งซึ่งโปรดให้งด เขาก็ยื่นสำเนาคำสั่งของเสด็จในกรมให้ฉบับหนึ่งว่าเผื่อจะอยากไปทูลสอบ ได้นึกอยู่ว่าไม่อยากรับราชการอันใดเลย แต่ถ้าพระเจ้าอยู่หัวจะทรงใช้งานใด ก็ต้องไม่ปฏิเสธ แต่ในขณะนั้นไมได้พูดกับหลวงกาจต่อไปอีก เมื่อเขากลับไปแล้ว จึ่งได้ไปเฝ้ากรมขุนชัยนาท ฯ ทูลถามว่านี่ฝ่าพระบาททรงเซ็นไว้ใช่ไหม ท่านว่าเซ็นไว้ แล้วแกจะว่าอย่างไรหรือ ได้ทูลว่าเมื่อได้ทรงเซ็นเปิดเผยไปแล้วก็ไม่ว่ากระไร แต่ขอทูลว่าจะทรงใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินนั้นพ่อไม่ขัดรับสั่งได้ แต่จะตรัสสอบถามความสมัครสักหน่อยก็ไม่ได้ ท่านตอบว่าถ้าถาม แกก็ไม่เอาเท่านั้น แล้วฉันก็จะลำบาก พ่อนั่งนิ่งอยู่ด้วยความไม่พอใจ ท่านเสด็จลุกมากอดแล้วตรัสว่า แกกับฉันรักกันมานานตั้งแต่ยังไว้จุกอยู่ด้วยกัน คราวนี้ฉันขอให้ช่วยสักทีเถิด พ่อไม่มีทางจะขัดท่านได้ เพราะรักท่านเป็นการรู้สึกส่วนตัวของพ่อ จำต้องยอมตามท่าน ก็เลยเข้าไปอยู่จนบัดนี้ แม้หลุดจากตำแหน่งนี้ไปได้เป็นครั้งคราวมากกว่าครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องกลับเข้ามาอีกโดยไม่อยากจะขัดพระบรมราชโองการ [5] ทั้งเห็นด้วยตามรับสั่งว่าอาจฉลองพระเดชพระคุณให้เป็นประโยชน์อยู่บ้าง” [6]
จากข้างต้น พระองค์ทรงนิพนธ์ข้อความในย่อหน้าแรกของหัวข้อ “ข. วันใหม่ของชาติ” เกี่ยวกับรัฐประหาร 2490 ไว้จริง แต่ไม่ได้ทรงแสดงอาการชื่นชมยินดีกับการรัฐประหาร หรือทรงเห็นว่า รัฐประหาร 2490 จะทำให้ “เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา” แต่อย่างใด แต่กลับจะแสดงความไม่สมัครพระทัยที่จะ “เข้ารับราชการเป็นอภิรัฐมนตรีในคณะตั้งใหม่..มีหน้าที่ทำงานแทนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” อันเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมาตามมาตรา 9 “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน” ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 หนึ่งวันหลังจากคณะทหารที่นำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณก่อการรัฐประหารในประเทศไทย กระนั้น ถ้ากรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรไม่ทรงปิติยินดีเห็นว่ารัฐประหาร 2490 จะทำให้ “เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา” ทำไมพระองค์ทรงตั้งหัวข้อไว้ว่า “วันใหม่ของชาติ” ?
หากศึกษาบริบทหลังการรัฐประหาร 2490 จะพบว่า มีการริ้อความหมายของการปฏิวัติและบทบาทของคณะราษฎร เช่น การเขียนบทความของม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ผ่านการใช้นาม “แมลงหวี่” เพื่อทำให้คณะราษฎรเป็นผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์ และในบทความต่างๆของ “แมลงหวี่” “‘แมลงหวี่’ อธิบายการปฏิวัติ 2475 ว่า เป็นการปฏิวัติที่ผู้ก่อการได้ใช้อำนาจเหนือกฎหมายเป็นขบถล้มอำนาจเจ้า ซึ่งคนไทยนั้นยังไม่พร้อม แต่สำหรับการรัฐประหารปี 2490 นั้น ถือว่าเป็นการปฏิวัติที่เป็นไปตามมติมหาชน เขาเห็นว่า ตั้งแต่หลังการปฏิวัติมานั้น ‘ประชาชนชาวไทยได้ผ่าน ‘ยุคทมิฬ’ ของคนพาลมาแล้วก็ครั้งหนึ่ง ‘ยุคหินชาติ’ ของคนถ่อยก็ได้ผ่านมาแล้วเหมือนกัน ที่สุดด้วยอภินิหารของพระสยามเทวาธิราชได้ก้าวเข้ามาสู่ยุค ‘เปิดศักราชใหม่’ และ ‘กำลังเห็นแสงสว่างรำไร’” [7]
อย่างไรก็ตาม จากข้อความในหัวข้อ “วันใหม่ของชาติ” ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่ากรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงแบ่งปันมุมมองเช่นเดียวกับ “แมลงหวี่” ที่มองรัฐประหาร 2490 ว่าเป็นการเปิดศักราชใหม่ของประเทศ แต่ถ้าอ่านทั้งชื่อหัวข้อ “ข. วันใหม่ของชาติ” และพระนิพนธ์ดังกล่าวของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร จะพบความย้อนแย้งระหว่าง “ชื่อบท” กับ “เนื้อหาด้านใน” ชื่อบท “วันใหม่ของชาติ” ฟังดูเหมือนประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันโชติช่วง รุ่งเรือง หรือมีความเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่ความจริงในเนื้อหาคือ เกิดการยึดอำนาจ (รัฐประหาร) บ้านเมืองปั่นป่วน และตัวพระองค์เองต้องถูกมัดมือชกให้รับตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่เต็มใจ ทรงบันทึกชัดเจนว่า “ได้นึกอยู่ว่าไม่อยากรับราชการอันใดเลย” และเมื่อรู้ว่ามัดมือชกก็ทรง “นั่งนิ่งอยู่ด้วยความไม่พอใจ” ชื่อบทนี้อาจสะท้อนถ้อยคำหรือภาพแทนทางการเมืองที่แพร่หลายในสังคมภายหลังรัฐประหาร 2490 และถูกนำมาใช้ในลักษณะที่แตกต่างจากเนื้อหาภายในบท พระองค์ทรงบันทึกเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา สุภาพ และให้เกียรติผู้ร่วมเหตุการณ์ทุกฝ่าย แม้กระทั่งหลวงกาจสงครามที่มายื่นข้อเสนอ ในขณะที่พระองค์เองพยายามที่จะเกษียณตัวเองจากราชการแล้ว จากข้อความที่ว่า “งานเมืองก็ลืมหมดแล้ว” ข้อความดังกล่าวอาจสะท้อนความรู้สึกย้อนแย้งต่อสถานการณ์ที่พระองค์กำลังเผชิญ แต่กลับเลี่ยงไม่ได้เพราะความรักและสายสัมพันธ์ส่วนตัวที่มีต่อสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร (ผู้สำเร็จราชการฯ ในขณะนั้น) ที่ตรัสขอร้องอย่างจริงใจว่า “แกกับฉันรักกันมานานตั้งแต่ยังไว้จุกอยู่ด้วยกัน คราวนี้ฉันขอให้ช่วยสักทีเถิด” [8] จนพระองค์ต้องยอมรับตำแหน่งไปตลอดชีวิตโดยไม่มีทางเลี่ยง “วันใหม่ของชาติ” หากตีความในเชิงวรรณศิลป์ อาจมองได้ว่าชื่อหัวข้อดังกล่าวสะท้อนความรู้สึกคลุมเครือระหว่างหน้าที่ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และสถานการณ์ทางการเมืองที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหา แต่สุดท้ายก็จำต้องยอมรับตำแหน่งดังกล่าวด้วยเหตุผลด้านหน้าที่ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และความสำนึกในการรับใช้พระมหากษัตริย์ตามที่ปรากฏในพระนิพนธ์
จากข้างต้น ในการทำความเข้าใจเรื่อง “ชื่อเรื่อง” กับ “เนื้อหา” นี้ Genette นักทฤษฎีวรรณกรรมชาวฝรั่งเศสอธิบายว่า ชื่อบท (title) เป็น paratext ซึ่งไม่จำเป็นต้องสะท้อนเนื้อหาตรงตัวกับชื่อเรื่อง Paratext หมายถึง “รอบ ๆ ตัวบท” (around the text) ซึ่งช่วยกำหนดวิธีการอ่านและตีความตัวบท แต่ไม่ใช่ตัวเนื้อหาหลัก (main text) เอง Genette เรียก paratext ว่า “a threshold of interpretation” หรือ “ธรณีประตูแห่งการตีความ” เพราะเป็นสิ่งที่ผู้อ่านเห็นก่อนจะเข้าไปอ่านเนื้อหาจริง ตัวอย่างของ Paratext สำหรับหนังสือหนึ่งเล่ม ได้แก่ ชื่อหนังสือชื่อบท คำนำ บทอุทิศ เชิงอรรถ คำโปรยปก ปกหนังสือ คำแนะนำจากผู้จัดพิมพ์ ภาพประกอบ สารบัญ ทั้งหมดนี้มีผลต่อการตีความเนื้อหา แต่ไม่ใช่เนื้อหาหลักของหนังสือ ในกรณีชื่อหัวข้อ “ข. วันใหม่ของชาติ” คือ paratext แต่ข้อความที่อยู่ภายในหัวข้อ “ใน พ.ศ. 2490 เกิดการยึดอำนาจขึ้นอีกในบ้านเมือง...”คือ text หรือเนื้อหาหลัก ในทางทฤษฎี ชื่อหัวข้อ “วันใหม่ของชาติ” เป็นองค์ประกอบประเภท paratext มิใช่ตัวบทหลัก การใช้ชื่อหัวข้อดังกล่าวเพียงลำพังจึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปทัศนะทางการเมืองของผู้เขียนได้ โดยจำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาที่อยู่ภายใต้หัวข้อดังกล่าวร่วมด้วย [9] ดังนั้น แม้หัวข้อจะชื่อ “วันใหม่ของชาติ” แต่ก็ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าพระองค์เจ้าธานีนิวัตทรงมองรัฐประหาร 2490 ในเชิงบวก เพราะสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ต้องวิเคราะห์คือ ชื่อหัวข้อ (paratext) และ เนื้อหาภายใน (text) ร่วมกัน ไม่ใช่อาศัยชื่อหัวข้อเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน การใช้คำว่า “วันใหม่ของชาติ” ในสถานการณ์รัฐประหาร 2490 ที่พระองค์ไม่ได้ทรงแสดงความปิติยินดีด้วยนั้น ความไม่สอดคล้องกันระหว่างชื่อหัวข้อ “วันใหม่ของชาติ” กับเนื้อหาภายในนี้ อาจเปิดโอกาสให้ตีความได้ว่าพระองค์ทรงใช้ชื่อดังกล่าวในลักษณะเชิงประชดย้อนแย้ง (ironic usage) ได้ แต่กระนั้น ตามหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันเจตนาเช่นนั้นของพระองค์ได้โดยเด็ดขาด
ข้อค้นพบในบทความนี้มิได้มุ่งหมายจะพิสูจน์ว่าพระองค์เจ้าธานีนิวัตทรงสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐประหาร พ.ศ. 2490 หากแต่มุ่งชี้ให้เห็นว่าหลักฐานที่ถูกอ้างถึงในวรรณกรรมปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะรองรับข้อสรุปว่าพระองค์ทรงมองรัฐประหารดังกล่าวในเชิงบวก
ข้อสรุปดังกล่าวเกี่ยวกับการตีความให้กรมหมื่นพิทยาลาภพิทยากรมีปฏิกิริยาเชิงบวกต่อการรัฐประหาร 2490 อาจเกิดขึ้นได้จากการให้น้ำหนักแก่ชื่อหัวข้อมากกว่าเนื้อหาภายในหัวข้อ หรือจากการอ่านชื่อหัวข้อแยกออกจากบริบทของข้อความทั้งหมด หรือจากการดึงข้อความบางส่วนออกจากบริบทเดิมในกรณีของ “เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา” อันเป็นการดึงวลีออกจากบริบทเดิมแล้วนำไปเชื่อมโยงเข้ากับกรอบการตีความที่ผู้เขียนเสนอไว้ก่อนหน้า
ในขณะที่ Genette เน้นความแตกต่างระหว่าง paratext และ text นั้น Carr เตือนว่านักประวัติศาสตร์ต้องระมัดระวังการให้ความหมายแก่หลักฐานโดยแยกออกจากบริบทเดิม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มิได้มีความหมายในตัวเอง หากแต่ได้รับความหมายผ่านการคัดเลือกและการตีความของนักประวัติศาสตร์ ดังนั้น การนำข้อความหรือถ้อยคำส่วนใดส่วนหนึ่งออกจากบริบทเดิมของเอกสาร ย่อมอาจก่อให้เกิดความหมายที่แตกต่างไปจากที่ปรากฏในต้นฉบับได้ ด้วยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้รับความหมายผ่านการคัดเลือกและการตีความของนักประวัติศาสตร์ ย่อมชวนให้ระมัดระวังการนำข้อความบางส่วนออกจากบริบทเดิมของเอกสาร [10] กรณีดังกล่าวนี้จึงสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตรวจสอบเอกสารต้นฉบับและการอ่านหลักฐานภายในบริบทเดิม ก่อนนำไปใช้สนับสนุนข้อสรุปทางประวัติศาสตร์
[1] ณัฐพล ใจจริง, รัฐประหาร 2490, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า
[2] กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, เจ็ดรอบอายุกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, (พระนคร : พระจันทร์, 2512 ), หน้า 115-118.
[3] ณัฐพล ใจจริง, ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500), (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน: 2556), หน้า 169.
[4] อัตชีวประวัติ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิศรยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 15 ธันวาคม 2517 หน้า 110.
[5] หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงดำรงตำแหน่งครั้งแรกระหว่าง 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ถึง พ.ศ. 2492 และหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2492 พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2492 และได้รับโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกหลายครั้งจนสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2517
[6] กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, เจ็ดรอบอายุกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, (พระนคร : พระจันทร์, 2512 ), หน้า 118-119.
[7] ณัฐพล ใจจริง, ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500), (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน: 2556), หน้า 174-175; ณัฐกมล ไชยสุวรรณ, สื่อมวลชนกับการสร้างความชอบธรรมของคณะราษฎร: กรณีศึกษาวันชาติ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2503 วิทยานิพนธ์วารสารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารมวลชน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2559, หน้า 223.
[8] ความสัมพันธ์ระหว่างกรมหมื่นพิทยลาภฯ กับ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ดู อัตชีวประวัติ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร, พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิศรยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 15 ธันวาคม 2517 หน้า 4-5, 8, 12, 36-39
[9] G. Genette, Paratexts: Thresholds of Interpretation. (Cambridge: Cambridge University Press: 1997), pp. 1-15.
[10] E.H. Carr, What Is History? (London: Macmillan, 1961), pp. 9-13.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | เวียดนามแซงไทย!?
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569
'สุริยะใส' ชี้เมื่อทุกฝ่ายอยากชนะ 'รัฐธรรมนูญ' กลายเป็นสนามรบ ไม่ใช่กติกากลาง
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเป็นภาพสะท้อนของปัญหาการเมืองไทยที่ลึกกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะแม้ยังไม่ได้เริ่มร่างฉบับใหม่อย่างจริงจัง แต่แต่ละฝ่ายก็เริ่มขีดเส้นเงื่อนไขและข้อจำกัดของตนเองแล้ว
อ่านบทความ 'ดร.เอนก' ตั้งคำถาม ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ?
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง ผู้นำ หรือ แค่ผู้ครองอำนาจ? ว่าด้วยธรรมชาติของคนที่ใช้เล่ห์เป็นเครื่องมือ มีเนื้อหาดังต่อไปนี้
🔴 LIVE ‘พล.อ.รังษี’ เปรี้ยง 3-6 เดือน..วิกฤต เปลี่ยนแปลงใหญ่..!? | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2569
🔴 LIVE กรุงเทพ-พัทยา เดือด! ‘ส้ม’ ส่อเค้าไปไม่ถึงฝัน | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569

