ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม เดินหน้ายกระดับไทยสู่ World-Class Aviation Hub

ความพร้อมในการก้าวสู่การเป็น World-Class Aviation Hub? ... ผมว่าเป็นได้เพราะมีความพร้อมทุกอย่าง โครงสร้างพื้นฐานก็มีความพร้อม เทคโนโลยีต่างๆ ก็พร้อม ด้านบุคลากร สถาบันการบินพลเรือนก็พร้อม รวมถึงเรื่องการบริการและด้านความปลอดภัยเราก็พร้อม เพราะเซอร์วิสของเราดีอยู่แล้ว แต่ว่าคนไทย ผู้ประกอบการ ภาครัฐและเอกชนต้องจับมือกัน

กระทรวงคมนาคม คือกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีหนึ่งในรัฐมนตรีของกระทรวงคมนาคมที่น่าสนใจ เพราะเป็น สส.เพียงแค่ 2 สมัย ก็ก้าวขึ้นมาเป็น รมช.คมนาคมในวัย 43 ปี และก่อนหน้านี้เคยเป็นรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นั่นก็คือ "ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม-สส.พิจิตร 2 สมัย พรรคภูมิใจไทย-ทายาทตระกูลการเมืองภัทรประสิทธิ์" ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "ไทยโพสต์" ในประเด็นการทำงานในฐานะ รมช.คมนาคม ตลอดจนเส้นทางการเมืองที่เคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันที่พิจิตร ก่อนจะมาเป็น รมช.คมนาคม-สส.พิจิตร ในปัจจุบัน

สำหรับ "ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม" ได้รับมอบหมายงานจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ให้รับผิดชอบงานด้านการขนส่งทางอากาศ โดยรับผิดชอบบริหาร 4 หน่วยงาน คือ กรมท่าอากาศยาน, บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, สถาบันการบินพลเรือน และโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 

 โดยรัฐบาล กระทรวงคมนาคม มีเป้าหมายสำคัญคือการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค หรือ World-Class Aviation Hub ภายในปี พ.ศ. 2572 ส่วนการจะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวจะต้องทำอย่างไร "ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม" จะมาบอกเราถึงการบริหารงานแต่ละหน่วยงาน ก่อนไปถึงภาพใหญ่เป้าหมายการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค

"ภัทรพงศ์" เริ่มต้นที่การพูดถึงนโยบายการบริหารงาน กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่าสนามบินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยานที่มีด้วยกัน 28 แห่ง ถูกสร้างขึ้นมาไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับเรื่องของการพาณิชย์ แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการขนส่งบุคคล เรื่องของความมั่นคง ขนส่งเวชภัณฑ์ การเกษตร

...โดยเรามีการแบ่งเกณฑ์ตามขนาดของสนามบิน ซึ่งในส่วนของสนามบินขนาดกลางขึ้นบน มีการมองว่ามีศักยภาพที่อาจจะพัฒนาไปเป็นระดับสนามบินนานาชาติได้ หรือว่าขยายหาเที่ยวมาเพิ่มได้ ส่วนสนามบินขนาดเล็ก ซึ่งบางแห่งไม่มีเที่ยวบินเลย ก็มองว่าจะฟื้นสนามบินให้มีเที่ยวบินมาลง แต่ทั้งหมดยังเป็นเรื่องของไก่กับไข่ ก็คือต้องไปเจรจากับทางสายการบินหลายแห่ง เพราะการจะเป็นสนามบินนานาชาติจะต้องมีเที่ยวบินนานาชาติมาบินขึ้น-ลง ถึงจะเปลี่ยนเป็นสนามบินนานาชาติ รวมถึงการทำตามกฎของ ICAO หรือองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization)

 ...ในส่วนของสนามบิน ซึ่งบางแห่งเป็นขนาดกลาง ค่อนข้างไปในทางขนาดใหญ่ แต่ว่าบางแห่งก็ไม่ใช่ขนาดใหญ่อาจค่อนไปทางเป็นขนาดเล็ก แต่ว่ามีศักยภาพ ที่อยู่ในเมืองที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็จะพยายามเอาสายการบินต่างประเทศมาลง

ตอนนี้ที่เห็นเป็นรูปธรรมง่ายสุดเนี่ยก็คือสนามบินหัวหิน ซึ่งเป็นสนามบินที่บินตรงระหว่างหัวหิน-เชียงใหม่เป็นสนามบินภายในประเทศ ตอนที่ไปดูที่สนามบิน ผมตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีเที่ยวบินจากต่างประเทศ เพราะนักท่องเที่ยวเยอะ พบว่ามีเรื่องของอาณัติสัญญาณของรถไฟอยู่ตรงไหล่ทางรันเวย์ ก็มีการคุยกันภายในว่าหากนำออกจะสามารถบินต่างประเทศได้หรือไม่ เพราะต้องทำตามกฎ ICAO ได้คุยกับอธิบดีกรมท่าอากาศยานและเจรจากับการรถไฟฯ ซึ่งการรถไฟฯ มีกำหนดจะย้ายภายในเดือนมิถุนายน แล้วก็น่าจะปรับไหล่ทางรันเวย์ที่หากทำเสร็จก็จะมีการยื่นเรื่องให้ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ที่ดูเรื่องระเบียบการบินต่างประเทศ

สนามบินหัวหินคิดว่าปลายปีนี้จะแก้ปัญหาเรื่องรันเวย์เรียบร้อย ได้มาตรฐานการบินระหว่างประเทศ ก็ทำให้น่าจะบินต่างประเทศได้ ที่เมื่อบินได้สำเร็จก็ต้องมาดูเรื่องของไฟลต์บิน ได้มีการไปคุยกับทางสายการบิน คือสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่เขาน่าจะมาเริ่มบิน โดยน่าจะเริ่มด้วยกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปก็เตรียมจะคุยกับศุลกากร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงการเตรียมการเรื่องด่านกักกันโรคและด่านกักกันสัตว์ โดยหน่วยงานซึ่งรับผิดชอบจะต้องมาร่วมบริหารพื้นที่ด้วยหลังมีการบินระหว่างประเทศ นี่คือในส่วนของสนามบินหัวหินที่น่าจะเรียบร้อยภายในเร็วๆ นี้

ส่วนสนามบินต่อไปน่าจะเป็นสนามบินอุดรธานี ซึ่งเดิมทีไม่มีสายการบินต่างประเทศบินเข้ามา คือต้องเป็นลักษณะแบบบินมาจากกรุงเทพฯ แล้วก็เหมือนกับ Check Through (การเดินทางแบบต่อเครื่องบิน เมื่อแวะพักสนามบินกลางทาง) แล้วไฟลต์ก็บินไป ซึ่งที่อุดรธานีได้คุยกับผู้บริหารของสายการบิน Thai vietjet ก็ตกลงว่าน่าจะมีบินในช่วงประมาณสิ้นปีนี้จากจีน ที่อาจจะเป็นเฉิงตู โดยจะเป็นสายการบิน Lucky Air ของจีน ดูแล้วคิดว่าปลายปีนี้สนามบินอุดรธานีน่าจะเปิดเป็นสนามบินนานาชาติ ที่ก็คือจะมีสองสายการบินคือ Lucky Air กับ Thai vietjet โดยมีสองเที่ยวบินต่อสัปดาห์ จะเริ่มช่วงเดือนกันยายน เส้นทางคุนหมิง-อุดรธานี ของ Thai vietjet ทาง Thai vietjet บอกว่าจะให้มีเที่ยวบิน อุดรธานี-กรุงเทพฯ-โตเกียวด้วย แต่ก็ยังไม่ใช่การบินตรง 

"ภัทรพงศ์" กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้จะมีที่สนามบินขอนแก่น แต่อาจต้องรออีกประมาณสองปี ซึ่งเท่าที่ไปดูที่สนามบินขอนแก่น ไฟลต์บินเยอะมากเที่ยวบินเต็มไปหมด สนามบินก็ใหญ่ แต่ที่ได้ฟังจาก สส.ในพื้นที่ เขาบอกว่าที่สนามบินขอนแก่นยังไม่มีระบบ “ILS” (Instrument Landing System) หรือระบบช่วยลงจอดอัตโนมัติ โดยระบบดังกล่าวทำให้แม้หากมีหมอก มีเมฆ ควัน แต่ระบบจะช่วยให้เครื่องบินลงจอดได้ง่ายขึ้น เป็นเรื่องของความปลอดภัย แล้วเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสายการบินจากต่างประเทศ ซึ่งที่ขอนแก่นไฟลต์บินเยอะมาก เป็นสนามบินใหญ่มีมาตรฐาน พร้อมที่จะไปเป็นสนามบินนานาชาติ แต่ติดที่ไม่มีระบบนำร่องลงจอด

เรื่องนี้มีการคุยกันมานานมาแล้ว ของกรมท่าอากาศยานผมก็ไปคุยมา ปรากฏว่าพื้นที่ปลายรันเวย์เป็นของทหาร ซึ่งช่วงยุคปัจจุบันทหาร กระทรวงกลาโหม กับกระทรวงคมนาคมค่อนข้างจะคุยกันง่าย ทางเราจะเข้าไปแก้ไขพื้นที่ทหารให้ในส่วนของปลายรันเวย์ที่มีตึก เราจะไปแก้ให้เขา แล้วก็จะมีการติดตั้งระบบ ILS ซึ่งระบบ ILSเวลาจะติดตั้งต้องขอสภาพัฒน์ด้วย ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี ทั้งหมดก็ต้องมาประเมินราคาให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้ พอประเมินเสร็จก็เข้าไปแก้ไขในส่วนตรงพื้นที่ทหาร ไปทำให้พื้นที่เขากลับมาเหมือนเดิมแล้วก็ติดระบบ ILS กระบวนการก็อีกประมาณหนึ่งปี หากสนามบินขอนแก่น ติดระบบ ILS การเป็นสนามบินนานาชาติก็น่าจะเป็นไปได้

นอกจากนี้ สนามบินสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันก็ยังไม่เป็นสายการบินนานาชาติ แต่ประเด็นคือที่เกาะสมุยซึ่งเป็นของบางกอกแอร์เวย์ส ค่าจอดเครื่องบินมีราคาค่อนข้างสูง เครื่องบินหนึ่งตันค่าจอดประมาณสองล้านบาท แต่ของ ทย.หนึ่งตันประมาณ 4 แสนบาทถึง 5 แสนบาท ซึ่งสุราษฎร์ธานีนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวเกาะสมุย ทางนายกสมาคมท่องเที่ยวของสมุยก็มาคุยกับผมว่า ช่วยหาวิธีอำนวยความสะดวกในระบบราชการ เช่น ศุลกากร, ตรวจคนเข้าเมือง ให้ตอนที่เครื่องลงที่สุราษฎร์ธานี มีการตรวจสัมภาระต่างๆ แล้ว กระเป๋าให้มีการลำเลียงไปที่เกาะสมุยพอได้หรือไม่ แล้วก็คิดค่าใช้จ่าย ผมก็รับเป็นโจทย์ไปดูให้  ที่หากทำสำเร็จเขาก็จะมีพวกลูกค้าจากยุโรป จีน ที่จะบินตรงมาลงที่สุราษฎร์ธานี โดยเราจะเป็นคนกลางคุยกับศุลกากร, ตำรวจ ตม. ทางเขาก็โอเคที่เรารับเป็นเจ้าภาพให้ คิดว่าสนามบินสุราษฎร์ธานีน่าจะเป็นสนามบินนานาชาติได้ภายในปลายปีนี้ ทั้งหมดก็คือสนามบินขนาดกลางที่จะผลักดันให้ขึ้นเป็นสนามบินนานาชาติ สนามบินขนาดใหญ่

ส่วนสนามบินขนาดกลางธรรมดา ตอนนี้ก็กำลังพยายามเพิ่มไฟลต์บิน อย่างเช่นที่นครพนม ก็จะมีแค่ไฟลต์บินตอนเช้ากับตอนบ่าย กำลังเจรจาให้ไทยแอร์เอเชียมาบินตรงช่วงกลาง รวมถึงไทยเวียตเจ็ทในการเพิ่มเที่ยวบิน รวมถึงสนามบินพิษณุโลก ที่ตอนนี้ก็มีแค่ไฟลต์เช้ากับบ่าย แต่ตรงกลางยังไม่มี กำลังหาอยู่เหมือนกันว่าจะเป็นใคร รวมถึงการบินเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาค เช่น ปาย-แม่ฮ่องสอน ซึ่งสนามบินปิดไป ก็จะฟื้นขึ้นมาเป็นสนามบินภูมิภาคขนาดเล็ก ส่วนที่แพร่ ที่ผ่านมาเที่ยวบินก็ยังไม่ค่อยมี ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องรันเวย์ที่จะขยายเพิ่ม ซึ่งตอนนี้ EIA ผ่านแล้ว ได้คุยกับทางอีซีแอร์ไลน์ เขาก็บอกว่าพร้อมที่จะมาลง แต่คงไม่เร็วเพราะกว่าจะสร้างขยายรันเวย์ก็ใช้เวลาอีกเป็นปี

สนามบินเหล่านี้ก็เป็นสนามบินขนาดเล็ก แต่ว่าก็กำลังดูเรื่องการเชื่อมต่อ หมายความว่าเชียงใหม่เป็นเซ็นเตอร์แล้วเชื่อมต่อไปแม่ฮ่องสอน ไปปาย เชียงใหม่ไปพิษณุโลก ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเหมือนกัน 

พัฒนาการบินแบบเชื่อมต่อ ดัน Seaplane ตอบโจทย์การท่องเที่ยว 

"ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม" กล่าวต่อไปว่า เรื่องของการบินแบบเชื่อมต่อภายในภูมิภาค ที่เป็นพวกเครื่องบินแบบใบพัด เช่นของอีซีแอร์ ที่เป็นเครื่องบินเล็ก ที่บินระหว่างหาดใหญ่-เบตง หรือเบตงอาจจะไปภูเก็ต-กระบี่ ที่เป็นเรื่องของการเชื่อมต่อ ซึ่งเครื่องบินใบพัดแบบนี้คล้ายๆ กับการให้บริการควบคุมอากาศยานทางทะเล (Seaplane) ซึ่งรัฐบาลก็มีนโยบายที่สนับสนุนเรื่อง Seaplane

จุดประสงค์ของ Seaplane ก็คือ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย มันก็เหมือนกับตัวเลขเศรษฐกิจจีดีพีมันก็เท่าเดิม แต่ Seaplane เป็นเรื่องของการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จะเป็นผลบวกกับประเทศ  ลูกค้าที่ท่องเที่ยวลักษณะดังกล่าวก็จะมีผลดีกับประเทศ หรือเป็นช่องทางในการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของประเทศไทย ก็คือ Seaplane ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วที่เกาะมัลดีฟส์ โดย Seaplane คืออีกหนึ่งการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ เพราะอย่างตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวที่มัลดีฟส์พบว่านักท่องเที่ยวที่ใช้บริการแบบ Seaplane ก็คือหนึ่งล้านคนต่อปี โดยหากคนที่มาเที่ยวแบบ Seaplane ใช้จ่ายเงินในช่วงมาท่องเที่ยว  เช่นสมมุติที่ขั้นต่ำคนละ 20,000-30,000 บาท และจริงๆ ก็น่าจะมากกว่านี้

...Seaplane จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่าง ภูเก็ต กระบี่ แล้วก็เกาะต่างๆ ในอันดามัน ยิ่งปัจจุบันเกาะสมุยของไทย ตัวเลขมาอันดับหนึ่งแซงมัลดีฟส์ มันก็ยิ่งกว่าเดิม โดยศูนย์กลางที่มองไว้น่าจะเป็นกระบี่หรือไม่ก็ภูเก็ต เพราะต้องมีการรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มใหญ่ๆ ที่บินลงมา เลยต้องเป็นกระบี่หรือไม่ก็เกาะสมุย ที่พอเข้ามาก็จะให้มีการเชื่อมต่อจากกระบี่หรือภูเก็ต บินต่อไปตามเกาะต่างๆ เพราะว่าสมมุติหากเครื่องบินลงที่ภูเก็ตแล้วนั่งรถไปที่ท่าเรือก็เกือบชั่วโมง แล้วจากท่าเรือไปที่เกาะก็อีกประมาณ 2-3 ชั่วโมง แต่หากจากสนามบินแล้วบินตรงมาเป็น Seaplane เลย ใช้เวลาแค่ 20 นาที

เรื่องนี้มันก็เป็นไปได้ ผมก็ไปคุยกับเจ้าของโรงแรมแถวนั้นที่อยู่ในโซนพื้นที่กระบี่ ภูเก็ต เขาก็บอกว่าทุกคนอยากจะมีจุดลงจอด เพราะจุดลงจอดไม่ได้ลงทุนเยอะ ก็คือแค่ขออนุญาตกรมเจ้าท่า ทำแท่นจอด แล้วก็ขอกรมอุทยานฯ เพราะหากลงทะเลต้องขออนุญาตกรมอุทยานฯ  รวมถึงขอเรื่องการบินกับทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย แต่หากลงตรงพื้นที่เขื่อนก็ต้องไปขอกับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ 

"หากเกิดขึ้น ถ้ามันแตะน้ำได้ครั้งหนึ่ง มันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ระบบการบินของไทยและการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ก็มองว่าเป็นเรื่องน่าสนใจ สำหรับ Seaplane มันน่าเกิด เพราะลงทุนไม่มาก ไม่ใช่สัมปทาน ส่วนที่มีการมองกันว่าจะมีการให้สิทธิพิเศษอะไรหรือไม่ ในความเป็นจริงไม่เกี่ยวกับรัฐบาล รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ให้ใบอนุญาต แต่อยู่ที่เอกชนต้องไปขอแต่ละหน่วยงาน ที่ก็ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน

หาก Seaplane เกิดขึ้น จะทำให้การเดินทางทางอากาศของไทยจะเปิดกว้างมากกว่านี้ เพราะมันเป็นเครื่องบินใบพัดที่ลงทุนไม่มาก มีทั้ง 3 ล้าน 5 ล้าน10 ล้าน ซึ่งจอดได้ทั่ว ไม่ต้องไปลงทุนทำสนามบินเหมือนที่อื่น เพราะสนามบินการลงทุนเป็นพันล้าน แต่หากจอดบนทะเลไม่ต้องลงทุนเยอะ ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางอากาศที่มันง่ายกว่าเดิม  คนเข้าถึงได้มากกว่าเดิม"

..อย่างที่ประเทศอินเดีย Seaplane ไม่ใช่เรื่องของการเดินทางของคนรวย แต่ใช้สำหรับการขนส่งเวชภัณฑ์ฉุกเฉิน หรือใช้ในเรื่องภัยพิบัติฉุกเฉิน ช่วยเหลือประชาชน

เปิดเป้าหมายดันไทย ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

"ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม" กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ในส่วนของสนามบินในต่างจังหวัด ซึ่งมีพื้นที่อยู่เช่นที่พิษณุโลก กำลังดูอยู่ว่าจะทำอะไรได้ มีการคุยกันเรื่องจะให้เป็น eVTOL ที่ก็คล้ายๆ โดรนแต่ลำใหญ่กว่า หรือทำ MRO (ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน) ซึ่งเท่าที่ดูที่นครราชสีมามีความเป็นไปได้ รวมถึงอีกหลายแห่งอย่างก่อนหน้านี้เคยไปสนามบินพิษณุโลก พบว่ามีร้านค้าอยู่แค่หนึ่งร้าน ก็มีคนให้ข้อมูลว่าให้เช่าพื้นที่แค่ไม่เกินสามปี เลยไม่มีใครกล้าลงทุน ผมก็คุยกับทางอธิบดีกรมท่าอากาศยาน ทางอธิบดีก็บอกว่าเคยมีคนทำไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เรื่องการเช่าที่กรมธนารักษ์ให้เกิน 3 ปีได้ มี 10 ปี 20 ปี 30 ปี ผมก็ไปศึกษาดู และไปคุยกับคุณเอกนิติ รมว.คลัง  เขาก็ดูแล้วก็บอกว่ากรมธนารักษ์เขาก็แก้ เพื่อทำให้คุ้มกับการลงทุน ให้เป็นพื้นที่เช่าสนามบิน 20 ปี 30 ปี

...เมื่อเป็น 30 ปี ก็ทำให้สนามบินรอบๆ ของกรมท่าอากาศยาน ก็เป็นสนามบินที่ใครมาลงทุนก็ต้องเห็นว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุนเพราะดีกว่า 3 ปี อย่างเช่นศูนย์ซ่อมบำรุงอย่าง Thai Vietjet Air ที่เขาเคยไปคุยกับทางนายกรัฐมนตรี ว่าศูนย์ซ่อมบำรุงเขาจะไปทำที่อู่ตะเภา แต่ผมดูแล้วหากที่อู่ตะเภาอย่างเดียวไม่น่าจะพอ เพราะว่าเวลาซ่อมเครื่องบิน เมื่อเข้าศูนย์ซ่อมก็ต้องมาถอดชิ้นส่วนต้องใช้เวลา แล้วทำไมไปอู่ตะเภาซึ่งค่าเช่าแพง ผมก็บอกกับเขาว่าทำไมไม่มาดูของกรมท่าอากาศยาน ซึ่งเขาก็รับไว้พิจารณาเหมือนกัน คิดว่า MRO ของ Thai Vietjet Air ก็น่าจะมีมาสนใจมาเช่าที่กรมท่าอากาศยานเหมือนกัน รวมถึงน่าจะมี MRO อีกหลายประเทศจากหลายสายการบินที่น่าจะเข้ามา เพราะว่าเวลาซ่อมเสร็จมันต้องนำเครื่องมาฝึกบินด้วย ซึ่งการทำ MRO ดูแล้วที่โคราชกับที่พิษณุโลกน่าสนใจ และอีกแห่งคือที่เพชรบูรณ์ เพราะอยู่ตรงกลางของประเทศ ใกล้กรุงเทพฯ เราต้องมองว่าสนามบินแต่ละแห่งที่มีพื้นที่ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์มาก ก็ต้องหากิจกรรมหรือว่านำอะไรมาลง

World-Class Aviation Hub ไทยมีความพร้อมในทุกด้าน 

"ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม" ย้ำว่า การทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น World-Class Aviation Hub หากดูจากสนามบินของกรมท่าอากาศยานทั้ง 28 แห่ง จะพบว่ามี potential มีทั้งศักยภาพและประสิทธิภาพที่จะเติบโตได้มากกว่านี้ เพราะข้อจำกัดของสนามบินหลักๆ ของรัฐที่อยู่ภายใต้ AOT (บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด) มันก็หนาแน่นแล้ว ทั้งสุวรรณภูมิและดอนเมือง ที่แม้จะมีการสร้างอะไรเพิ่มแต่ยังไงก็ต้องมีจุดเชื่อมต่อ เช่นไปเมืองรอง เพราะนักท่องเที่ยวมาเมืองไทยก็ต้องมองเรื่องการมาท่องเที่ยว ต้องไปดูวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลาย

อีกทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยก็พร้อมมาก ประเทศที่อยู่ใกล้ๆ กับไทยก็ไม่มีประเทศไหนที่มีความพร้อมเท่ากับไทย

ส่วนเรื่องของวิทยุการบิน เราก็มีศูนย์ที่ปากีสถาน ศรีลังกา อย่างที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิทยุการบินก็มีส่วนในการช่วยให้บินผ่านช่องแคบโดยใช้วิทยุการบินของไทย ซึ่งวิทยุการบินของประเทศไทยในเอเชียไม่แพ้ประเทศออสเตรเลีย เพราะข้อดีของเราคือมีเสาเยอะ ทำให้มีความพร้อมและสำรองได้ด้วยเวลามีปัญหา

-เป้าหมายในการทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น World-Class Aviation Hub ในปี 2572 คิดว่าจะสำเร็จหรือไม่?

มันก็ไม่ยาก เพราะนอกจากความพร้อมของวิทยุการบิน ในส่วนของสถาบันการบินพลเรือน ซึ่งตอนนี้ก็มีนักบินประมาณ 60 คน คือการบินไทยก็จะส่งนักบินให้มาเรียนที่สถาบันการบินพลเรือน แล้วเรียนเสร็จก็ไปขับเครื่องบินให้การบินไทย ผมก็คุยกับการบินไทยว่าขอให้เพิ่มเป็นนักบินประมาณ 120 คนต่อปีได้หรือไม่ เพราะการบินไทยเขาก็มีแผนจะจัดซื้อเครื่องบินประมาณสักเกือบ 30 ลำ ซึ่งเครื่องบินหนึ่งลำต้องใช้นักบินฝึกประมาณ 10 ถึง 14 คนต่อลำที่ต้องมารับผิดชอบเครื่องบิน 1 ลำ

เพราะฉะนั้นถ้าเครื่องบินการบินไทยมาขนาดนี้ ผมว่าความต้องการนักบินเพิ่มขึ้น เมื่อความต้องการนักบินเพิ่มขึ้น เรามีสถาบันการบินพลเรือนที่สอนเรื่องการบิน ก็ต้องยกระดับเพิ่มจำนวน เพราะค่าเรียนต่อคนเกือบ 3 ล้านบาท โดยสถาบันการบินพลเรือนค่าใช้จ่ายเกือบ 400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหน่วยงานต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้เพราะก็มีคู่แข่ง เพราะสายการบินบางแห่งก็มีโรงเรียนฝึกบิน เช่น โรงเรียนฝึกบินของแอร์เอเชีย โรงเรียนฝึกบินของบางกอกแอร์เวย์ส เป็นต้น สถาบันการบินพลเรือนก็ต้องพยายามหาวิธีที่จะทำให้อยู่รอดได้

โดยปัจจุบันสถาบันการบินพลเรือน มีสอนทั้งนักบิน ช่างซ่อมเครื่องบิน รวมถึงบริหารสายการบิน โดยทางสถาบันได้รับการรับรองมาตรฐานจาก ICAO โดยได้อันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก คือจบไปมีงานทำแน่นอน โดยสถาบันการบินพลเรือนเปิดสอนตั้งแต่ระดับปวช.-ปวส.-ปริญญาตรี-ปริญญาโท-ปริญญาเอก

-ก็คือมีความพร้อมในการก้าวสู่การเป็น World-Class Aviation Hub?

ผมว่าเป็นได้เพราะมีความพร้อมทุกอย่าง จะเห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานก็มีความพร้อม เทคโนโลยีต่างๆ ก็พร้อม ด้านบุคลากร สถาบันการบินพลเรือนก็พร้อม รวมถึงเรื่องการบริการและด้านความปลอดภัยเราก็พร้อม เพราะเซอร์วิสของเราก็ดีอยู่แล้ว แต่ว่าคนไทยต้องมาช่วยกันด้วย  ภาครัฐและเอกชนต้องมาจับมือกัน

-เป้าหมายที่วางไว้ คิดว่าจะไปถึงได้หรือไม่?

รมว.คมนาคมบอก 4 ปี แต่ว่าผมต้องให้เป้ามันต่ำๆ  ไว้ก่อนว่า 2 ปี เพราะประเด็นคือ 4 ปีมันก็นานเกินไป แล้ว 2 ปีผมคิดว่ามันทำให้เราตั้งใจ มองว่าเป้ามันน่าจะเป็นไปได้ ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะทั้งเทคโนโลยี การบริการ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานสิ่งต่างๆ ผมว่าพร้อม ไม่มีใครสู้เราได้ แล้ว Seaplane ก็เป็นการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อตามนโยบายรัฐบาล

นอกจากนี้ ผมตั้งใจไว้ว่าสนามบินของกรมท่าอากาศยาน 28 สนามบิน จะปลุกให้หมด จะฟื้นให้หมด แต่ว่าต้องคุยกับหลายฝ่าย ซึ่งเอกชนบางแห่งบางทีรับปากแล้วเขาก็ไม่มาตามที่เคยคุยกัน ซึ่งเขาไม่มาเราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่สำหรับสถาบันการบินพลเรือน เป้าหมายของผมคือให้เลี้ยงตัวเองได้

โดยขณะนี้ สถาบันการบินพลเรือนก็กำลังพัฒนาหลักสูตรเพื่อรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งเรื่องของ eVTOL, Seaplane ที่ต้องมีหลักสูตรด้วย เพราะบินในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายถ้าบินในประเทศต้องได้ใบอนุญาตของคนไทย ตอนนี้ประเทศไทยไม่มีคนได้รับใบอนุญาตเป็นคนไทยเลย เพราะยังไม่มีเครื่องบิน มันก็คือไก่กับไข่เหมือนกัน ทางสถาบันก็ยังคุยกันอยู่ว่าหากเปิดหลักสูตรนี้จะคุ้มหรือไม่ ผมก็บอกว่า Seaplane  มันเกิดแน่ เพราะว่าทุกคนอยากให้มันเกิด แต่ว่าเมื่ออยากให้เกิดก็ต้องช่วยกัน ทางผู้ประกอบการต้องมาช่วยซัพพอร์ตเราด้วย ทั้งเรื่องสถานที่และใบอนุญาตเพื่อช่วยทำให้มันเกิด 

-หากผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น World-Class Aviation Hub ได้ จะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร?

แน่นอนเลยครับ เพราะว่าหากมีศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานด้วยเท่ากับเรามีครบวงจร เพราะทุกวันนี้เราไม่มีศูนย์ซ่อม หากเราเปิดได้แล้วเป็นฮับศูนย์ซ่อมหลายๆ ที่  แล้วทุกประเทศมาซ่อมที่ประเทศไทย มันจะมีผลต่อเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการบิน ทั้งสายการบิน นักท่องเที่ยว นักเดินทาง นักธุรกิจ มีเรื่องของช่าง เรื่องการเรียนเกี่ยวกับการบิน และมีผลต่อเศรษฐกิจทางอ้อมคือการท่องเที่ยว ตามด้วยการลงทุน เช่น การลงทุน ร้านอาหาร โรงแรม ที่จะทำให้เกิดการกระจายได้ เสริมรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง

หากเราสามารถทำให้มันเกิดเมืองการบินหรือว่าศูนย์ซ่อมบำรุง หรืออะไรที่มันเกี่ยวข้องกับการบินได้ ก็จะช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นได้  แต่ว่าตัวเลขมูลค่าก็ตีออกมายากเหมือนกัน แต่อย่างถ้าเป็น Seaplane สมมุตินักท่องเที่ยวที่ไปมัลดีฟส์สัก 1 ล้านคนต่อปี โดยของไทยหากได้สัก 30 เปอร์เซ็นต์ ก็คือ 300,000 คนต่อปี ซึ่งหากเข้ามาแล้วมาใช้จ่ายเงินในไทยคนละสัก 20,000-50,000 บาทต่อคน ที่ก็คือหลายหมื่นล้านบาท ก็เป็นตัวเลขที่เราคาดการณ์อยู่.


เส้นทางการเมือง จากกำนันนอร์ทสู่เก้าอี้ รมช.คมนาคม       

ผมว่าผมก็ทำงานเยอะ แต่หน่วยงานในความรับผิดชอบเป็นหน่วยงานทางอากาศ ซึ่งคนที่สนใจจริงๆ หรือคนที่เขาเกี่ยวข้องจะรู้ว่าที่ผ่านมามีการพัฒนาไปถึงไหน หรือว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไร มีแผนงานอย่างไรบ้าง

บทสัมภาษณ์มาถึงการคุยประเด็นทางการเมือง ซึ่ง "ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม-สส.พิจิตร พรรคภูมิใจไทย" เล่าเส้นทางชีวิตการเมืองของตัวเองให้ฟังว่า ก่อนหน้าจะเป็น สส.พิจิตร ในการเลือกตั้งปี 2566 เขาเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านมาก่อน โดยเป็นได้อยู่สองเดือนก็ไปเป็นกำนัน

...คือสมัยก่อนคุณปู่เคยเป็นกำนัน คุณอาก็เคยเป็นกำนัน พ่อก็เคยเป็นกำนัน แล้วผมก็ใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กที่ ตำบลหัวดง จังหวัดพิจิตร ต่อมาพ่อก็ชวนมาเป็นกำนัน ก็เลยเข้าไปเป็นกำนัน โดยเป็นกำนันมา 12 ปี ซึ่งช่วง 5 ปีแรกต้องปรับตัวเหมือนกันเพราะจะไม่ค่อยคุยกับใคร ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านที่อำเภอก็ไม่ค่อยคุยกับใคร แต่ว่าช่วงหลังพอเป็นนานเข้าก็เริ่มคุ้นเริ่มชิน รับฟังปัญหาต่างๆ ของประชาชนแล้วก็เข้าไปแก้ปัญหา มีการลงพื้นที่มากขึ้น จนสุดท้ายก็เข้าสู่การเมือง แต่ระหว่างที่เป็นกำนันก็ทำธุรกิจโลจิสติกส์ด้วย

ส่วนการเข้าสู่การเมือง ลงเลือกตั้ง สส.เขตครั้งแรกตอนปี 2566 ไม่ได้ใช้เวลาตัดสินใจนานอะไร เพราะการเป็น สส.กับกำนันไม่ได้ต่างกันมากนัก คือกำนันก็ดูแค่ตำบลเดียว แต่ สส.ต้องดูทั้งจังหวัด ทั้งเขตเลือกตั้ง การปฏิบัติตัวของผม ตอนผมเป็น สส.กับตอนเป็นกำนันไม่ต่างอะไรกัน แต่ สส.ต้องเข้าประชุมสภา มีเรื่องของพรรคการเมือง แต่เป็นกำนันก็คืออยู่พื้นที่ ไปออกงาน ไปช่วยเหลือประชาชน ก็คล้ายๆ กัน ซึ่งหลังเข้ามาเป็น สส.ก็ไม่ได้ปรับตัวอะไรมาก เพราะกับชาวบ้านในพื้นที่เราก็รู้จักเขาอยู่แล้ว กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก็สนิทกัน

-คนมองว่า ภัทรประสิทธิ์ เป็นบ้านใหญ่พิจิตร?

มันก็เป็นอดีตไปแล้ว คือชื่อ-นามสกุลก็เป็นที่รู้จัก แต่เราก็ต้องทำงาน ต้องลงพื้นที่ แล้วเราไม่ได้มีอิทธิพลอะไร ดูอย่างบุคลิกผม มันก็ไม่น่าจะมีอิทธิพลอะไร ไม่ได้มีความเป็นบ้านใหญ่อะไรขนาดนั้น มันก็เป็นแบบสมัยโบราณแล้ว เพราะอย่างปู่ก็เคยเป็น สส.มาก่อนตั้งแต่เมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว เราก็เป็นลูกหลาน ก็มีคนชวนมา เราสนใจเราก็เข้ามา แต่ถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปหรือไม่ ก็พบว่าจากกำนันไปเป็น สส.ไม่ค่อยเปลี่ยน แต่พอเป็นรัฐมนตรี ชีวิตก็เปลี่ยนมาก เพราะว่ามีเรื่องของความคาดหวัง ก็กดดัน ทำให้เครียดได้เหมือนกัน

-ที่คนมองว่าเป็นรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ?

มันก็ไม่มีอะไร ก็คนธรรมดา ต้องพิสูจน์ตัวเอง ต้องทำงานเหมือนกัน คือทุกคนต้องทำงาน ต้องพิสูจน์ตัวเอง 

-ช่วงหลังเกิดกระแสวิจารณ์รัฐบาลในทางลบค่อนข้างมาก?

จริงๆ ผมว่าถ้าดูตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายอย่าง ผมว่าไม่ได้แย่อย่างที่คนพูดกัน อย่างจีดีพีปีนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 2 เปอร์เซ็นต์กว่า ส่วน World Economic Forum บอกว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยดี มีแต่คนชื่นชมว่าของเราแก้ปัญหาได้ดี และการให้เงินช่วยประชาชน หลายประเทศก็ทำ ไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียว ที่รัฐบาลมีการกู้เงิน ก็นำไปให้ประชาชนเพื่อช่วยในเรื่องการใช้จ่าย ภาพรวมก็ไม่ได้แย่อย่างที่บางคนมอง

เมื่อเราถามถึงการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ประเมินผลงานตัวเองแล้วเป็นอย่างไรบ้าง "ภัทรพงศ์" ตอบว่า

"ผมว่าผมก็ทำงานเยอะ แต่หน่วยงานในความรับผิดชอบเป็นหน่วยงานทางอากาศ ซึ่งคนที่สนใจจริงๆ  หรือคนที่เขาเกี่ยวข้องจะรู้ว่าที่ผ่านมามีการพัฒนาไปถึงไหน หรือว่ารัฐบาลมีนโยบายอะไร มีแผนงานอย่างไรบ้าง แต่ว่าถ้าเป็นคนนอกวงการเขาอาจจะไม่ค่อยได้ยิน หรืออาจจะไม่ค่อยได้สนใจว่างานตรงส่วนนี้เป็นอย่างไรแล้ว"

...ส่วนการที่ได้รับผิดชอบงานเกี่ยวกับด้านการบิน การขนส่งทางอากาศนั้น ก่อนหน้านี้ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานด้านโลจิสติกส์ แต่ว่าด้านการบินก็คือไม่มีประสบการณ์เลย แต่ว่ามีประสบการณ์ทางด้านโลจิสติกส์เป็นสิบปี ซึ่งช่วงทำธุรกิจก็ทำธุรกิจกับทางบริษัทระหว่างประเทศหลายแห่ง ทำเกี่ยวกับพวกขนส่งปิโตรเลียม-วัตถุอันตราย มีประสบการณ์ทำธุรกิจกับบริษัทต่างประเทศหมด ไม่เคยทำธุรกิจกับบริษัทในประเทศเลย ทำให้มีประสบการณ์ทั้ง Marketing, Business Development, Commercial ซึ่งที่เคยทำก็ยากกว่าเรื่องทางการบิน เพราะที่เคยทำก็คือ การเจรจากับบริษัทต่างประเทศเพื่อไปทำธุรกิจให้ เช่นการขนส่ง แต่ว่าสายการบินในโลกนี้มีเป็นหมื่นสายการบิน โดยหากเราสามารถคุยได้ถูกช่องของสายการบิน ก็มีโอกาสที่เขาจะเข้ามาใช้บริการหรือมาเลือกเรา ที่จะง่ายกว่าธุรกิจที่ผมเคยทำอยู่

...ช่วงแรกของการทำงานที่กระทรวงคมนาคม ก็ใช้เวลาพอสมควรในการศึกษางานที่รับผิดชอบ เพราะว่าเป็นความรู้ใหม่หมด แต่พอเข้ามาดูแล้วหลักๆ ก็คือ หากลุ่มลูกค้ามาลง แล้วเราก็ดูเงื่อนไขว่าในส่วนของสนามบินต้องมีอะไรเพิ่มเข้ามา ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตรงไหน แล้วก็ดูฟีดแบ็กเช่นเวลาเราเดินทางไปที่ไหน เราโพสต์ในโซเชียลมีเดีย สักพักก็มีคอมเมนต์มาจำนวนมาก เราก็นำคอมเมนต์ต่างๆ มาอ่าน ก็มีปรับปรุงตามด้วย.

โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ศุภชัย' ตอกกลับ 'ธนาธร-iLaw' จัดงาน พบปะผู้สมัคร สว.ประชาชน ถามแบบนี้เรียกฮั๊วสว.หรือไม่

เพจเฟซบุ๊ก นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความแนบลิงค์ จักรวาลด้อมส้ม โพสต์ตั้ง

'อภิสิทธิ์' แนะผู้ถูกพาดพิงคดีฮั้ว สว. แจงสังคมมากกว่าฟ้อง

“อภิสิทธิ์” ระบุ ผู้ถูกพาดพิงคดีฮั้ว สว. ควรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคมมากกว่าฟ้องผู้เปิดเผยข้อมูล พร้อมย้ำการใช้สิทธิฟ้องร้องทำได้ แต่หากมี

'ไอติม' ปล่อยคลิปใหม่ อ้างเห็นหน้าชัด 100% คนยื่นโพยให้ กกต. คือ 'มงคล' ประธานวุฒิสภา

“ไอติม พริษฐ์”  เปิดคลิปใหม่ อ้างเป็นหลักฐานเห็นใบหน้าชัดเจน ยืนยันผู้สมัคร สว. ที่ยื่นกระดาษคล้ายโพยให้เจ้าหน้าที่ กกต. ระหว่างการเลือก สว. ระดับประเทศ คือ “มงคล สุระสัจจะ”  ประธานวุฒิสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตการไม่ตอบคำถามของเจ้าตัวเป็น “คำตอบแบบหนึ่ง” 

การพัฒนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายหลังพระเจ้าปีซาร์เตอร์มหาราชและการปรับความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับชนชั้นขุนนาง

แม้ว่าซาร์ปีเตอร์มหาราชจะทรงวางรากฐานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และการสร้างรัฐสมัยใหม่ของรัสเซียไว้ได้อย่างมั่นคง แต่ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระองค์