การทำประชามติแยกตัวจากสหภาพของนอร์เวย์ในปี ค.ศ. 1905: ประชามติครั้งแรก (ตอนที่ 4)

 

ชาย ไชยชิต

วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1905 นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย โดยเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การสิ้นสุดลงของสหภาพทางการเมืองระหว่างสวีเดนและนอร์เวย์ ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1814 สถานการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ในระดับรัฐ หากแต่เต็มไปด้วยสภาวะความตึงเครียด จนถึงขั้นที่ฝ่ายอนุรักษนิยมในสวีเดนเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลใช้กำลังทางทหารเข้าแทรกแซงและบังคับต่อนอร์เวย์เพื่อรักษาไว้ซึ่งโครงสร้างสหภาพเดิม อย่างไรก็ตาม สงครามและการนองเลือดกลับถูกหลีกเลี่ยงได้อย่างประสบความสำเร็จโดยผ่านกระบวนการเจรจาทางการทูตและการสร้างความชอบธรรมด้วยกลไกประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งดำเนินผ่านการลง “ประชามติ” (Plebiscite) ครั้งประวัติศาสตร์รวมสองครั้ง อันนำไปสู่การสถาปนาสัมพันธภาพทางอำนาจใหม่ที่มีความสมดุลและหยั่งรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน

หากพิจารณาถึงภูมิหลังของการทำประชามติครั้งแรก ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1905 จะพบว่าสืบเนื่องมาจากกลยุทธ์การดำเนินงานของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายและฝ่ายเสรีนิยมในนอร์เวย์ที่มุ่งประกาศเอกราช ส่งผลให้กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัดของสวีเดนเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงและพยายามผลักดันให้มีการใช้กำลังกองทัพเข้าโจมตีนอร์เวย์ในทันที

ทว่าสภาวะตึงเครียดนี้คลี่คลายลงเมื่อรัฐบาลผสมของนอร์เวย์ นำโดยนายกรัฐมนตรี คริสเตียน มิเคลเซน (Christian Michelsen) มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีหันกลับมาใช้แนวทางประนีประนอมตามจุดยืนแบบสายกลาง เห็นได้จากการที่นอร์เวย์ได้มีการส่งสารตราอย่างเป็นทางการถึงรัฐสภาสวีเดนในเดือนมิถุนายน และการยอมรับข้อเรียกร้องของสวีเดนในการจัดให้มีการลงประชามติเพื่อพิสูจน์เจตจำนงที่แท้จริงของมหาชน การปรับเปลี่ยนท่าทีในเชิงกลยุทธ์นี้ได้ช่วยเปิดทางให้เกิดกระบวนการเจรจาอย่างสงบสันติขึ้นที่เมืองคาร์ลสตัด (Karlstad) ในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 1905

การทำประชามติแยกตัวจากสหภาพของนอร์เวย์จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อพิสูจน์ให้รัฐสภาสวีเดนเห็นว่า การแยกตัวออกเป็นเอกราชมิใช่เป็นเพียงความต้องการเฉพาะของกลุ่มเสรีนิยมในนอร์เวย์เท่านั้น หากแต่เป็นเจตจำนงร่วมของประชาชนชาวนอร์เวย์ ผลลัพธ์จากการลงประชามติพบว่า มีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึงร้อยละ 85 และลงคะแนนเสียงเห็นชอบกับการยุบเลิกสหภาพนอร์เวย์กับสวีเดนอย่างถล่มทลายถึงร้อยละ 99.95 หรือคิดเป็นคะแนนเสียง 367,149 เสียง ต่อผู้คัดค้านเพียง 184 เสียง

สำหรับ เอฟเวิร์ต เวดัง (Evert Vedung) ปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การทำประชามติแยกตัวของนอร์เวย์ถือเป็นความย้อนแย้งกับอุดมการณ์ทางการเมืองในสภาวะปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อตัวของ “พันธมิตรอย่างไม่เป็นทางการ” (Informal Alliances) ทางอุดมการณ์ ซึ่งไม่ใช่เพียงในนอร์เวย์เท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นพันธมิตรข้ามพรมแดนระหว่างกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม 2 ขั้ว ขั้วแรกคือพันธมิตรระหว่างฝ่ายขวาสุดโต่งของสวีเดนกับฝ่ายซ้ายสุดโต่งของนอร์เวย์ และขั้วที่สองคือพันธมิตรระหว่างฝ่ายซ้ายของสวีเดนกับฝ่ายขวาของนอร์เวย์

หากพิจารณาในสภาวการณ์ปกติ พรรคการเมืองปีกขวาและปีกซ้ายย่อมไม่มีจุดเกาะเกี่ยวเชิงอุดมการณ์ร่วมกัน ทว่าปัญหาสหภาพและการแสวงหาดุลอำนาจภายในโครงสร้างสถาบันร่วมได้บีบบังคับให้กลุ่มขวาสุดโต่งสวีเดนและกลุ่มซ้ายสุดโต่งนอร์เวย์กลายเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์โดยอ้อม เนื่องจากทั้งสองกลุ่มต่างมีเป้าหมายร่วมกันชั่วคราว นั่นคือความต้องการที่จะเห็นสัญญาสหภาพสวีเดน-นอร์เวย์เดิมล่มสลายและสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด

เวดัง ได้จำแนกคุณลักษณะร่วมทางการเมือง พฤติกรรม และค่านิยมที่ฝ่ายขวาของสวีเดนและฝ่ายซ้ายนอร์เวย์แชร์ร่วมกันไว้หลายประการ ประการแรกคือ ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธหนทางแห่งการเจรจาทางการทูตที่ล่าช้า ทว่ากลับมีความพึงพอใจที่จะเลือกใช้มาตรการเผชิญหน้าเพื่อบีบบังคับอีกฝ่ายหนึ่ง ประการต่อมาคือความนิยมในการสะสมกำลังทหาร โดยฝ่ายซ้ายของนอร์เวย์ได้อนุมัติงบประมาณสร้างระบบป้อมค่ายทางทหารบริเวณชายแดนอย่างหนาแน่นในปี ค.ศ. 1901 ขณะที่รัฐบาลฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมของสวีเดนก็สั่งการให้ก่อสร้างและเสริมสร้างป้อมปราการทางทหารขนาดยักษ์ที่เมืองโบเดน (Boden) ในลักษณะเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกลุ่มต่างหยิบยกประวัติศาสตร์การสงครามและเกียรติภูมิในอดีตขึ้นมาผลิตซ้ำเพื่อปลุกกระแสลัทธิชาตินิยมสุดโต่งในหมู่ประชาชน และที่สำคัญคือ ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สมาชิกกลุ่มปีกซ้ายรุนแรงในนอร์เวย์มีความปรารถนาที่ผู้นำที่มีความเข้มแข็งให้ก้าวขึ้นมายึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันฝ่ายขวาสุดโต่งของสวีเดนก็มีความคาดหวังในลักษณะเดียวกันต่อองค์พระมหากษัตริย์และมกุฎราชกุมารของพวกเขา

แต่จุดที่ทำให้เกิดการเป็นพันธมิตรข้ามอุดมการณ์แบบชั่วคราว คือ เมื่อไตร่ตรองดูแล้วชนชั้นนำฝ่ายขวาของสวีเดนยังมองพัฒนาการเชิงโครงสร้างภายในของนอร์เวย์ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากนอร์เวย์เป็นรูปแบบสังคมที่มีโครงสร้างค่อนข้างเสมอภาคและเท่าเทียม สถาบันพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในสภาวะที่เกือบจะไร้ซึ่งพระราชอำนาจอย่างสิ้นเชิง ระบบการปกครองโดยรัฐสภาได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล ฝ่ายขวาสวีเดนจึงกังวลว่า การที่กษัตริย์ร่วมของสหภาพอยู่ภายใต้รัฐสภาที่เป็นเสรีนิยมของนอร์เวย์จะกลายเป็นภัยคุกคามบ่อนทำลายพระราชอำนาจอันแข็งแกร่งภายในสวีเดนด้วย จึงประเมินและมองนอร์เวย์เป็น “แหล่งแพร่เชื้อร้ายของประชาธิปไตย” และเห็นว่าหนทางที่ดีที่สุดคือการตัดความสัมพันธ์และผลักดันให้เกิดการแยกตัวจากสหภาพ ในรูปแบบที่สร้างความบาดหมางหรือก่อให้เกิดความรุนแรง เพื่อรับประกันว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศจะลดลงจนเหลือน้อยที่สุด  

 ในทางกลับกัน พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในนอร์เวย์ก็มองสวีเดนด้วยสายตาไม่ไววางใจเช่นกัน โดยประเมินว่าสวีเดนเป็นสังคมชนชั้นที่ไม่เท่าเทียมที่อำนาจตกอยู่ภายใต้กลุ่มขุนนางที่ดิน ข้าราชการประจำระดับสูง และกลุ่มกระฎุมพีที่กำลังเติบโต ฝ่ายซ้ายนอร์เวย์จึงเกิดความกลัวว่าสวีเดนจะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ร่วมในระบบสหภาพ เป็นช่องทางแทรกแซงเพื่อฉุดรั้งการพัฒนาทางการเมืองในนอร์เวย์ให้ถอยหลัง ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างนี้ กลุ่มปีกซ้ายนอร์เวย์จึงมุ่งมั่นที่จะผลักดันการประกาศเอกราชอย่างเด็ดขาด

เมื่อพิจารณาในแง่นี้ เบื้องหลังของกระบวนการทำประชามติ จึงดูเหมือนว่าจะเป็นกระบวนการที่ขจัดความหวาดกลัวของทั้งสองฝ่ายนี้ไว้ ในขณะเดียวกันกระบวนการทำประชามติก็เป็นวิธีการที่ทำให้การใช้วิธีการรุนแรงด้วยการทำสงครามไม่เกิดขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ความหวาดกลัวการแพร่กระจายตัวทางความคิดและการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนข้ามพรมแดนที่อาจมีผลต่อการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของระบอบการปกครองจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การทำประชามติ แต่อีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ฝ่ายขวาในสวีเดนยินยอมที่จะมีกระบวนการประชามติคือ เพื่อรักษาผลประโยชน์ในการกำหนดทิศทางการเมืองภายในประเทศสวีเดนเองด้วย เพราะในการเลือกตั้งทั่วไปของสวีเดนช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ค.ศ. 1905 กลุ่มฝ่ายขวาได้จงใจปลุกปั่นและยกระดับให้ปัญหาวิกฤตการณ์สหภาพกลายเป็นวาระแห่งชาติเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองด้วยการดำเนินการสามประการคือ  หนึ่ง การระดมกลุ่มผู้เพิกเฉยทางการเมือง (Non-voters) ให้เกิดความตื่นตัวทางอารมณ์และออกมาลงคะแนนสนับสนุนผู้สมัครฝั่งพรรคอนุรักษ์นิยม  สอง การแย่งชิงฐานเสียงข้ามพรรคโดยใช้วาทกรรมชาตินิยมลงโทษนอร์เวย์ และ สาม การจงใจสร้างความแตกแยกภายในพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองที่น่าหวาดกลัวที่สุด เพื่อให้เกิดการส่งผู้สมัครฝั่งซ้ายซ้ำซ้อนและตัดคะแนนกันเองในระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว (One-man, majority-vote electoral districts) แผนการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือการสกัดกั้นมิให้พรรคเสรีนิยมก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล และป้องกันมิให้มีการผ่านร่างกฎหมายปฏิรูประบบสิทธิเลือกตั้งทั่วไป (Universal suffrage) เพราะหากฝ่ายซ้ายในสวีเดนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และครอบครองที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรที่มีถึง 230 ที่นั่ง พวกเขาจะสามารถเอาชนะเสียงของสภาสูงที่มีเพียง 150 ที่นั่งได้อย่างง่ายดายในการลงมติร่วม ซึ่งสิ่งที่ฝ่ายขวาในสวีเดนหวาดกลัวที่สุด คือการที่ฝ่ายซ้ายจะเสนอกฎหมายปฏิรูประบบภาษีขนานใหญ่และการยกเลิกกฎหมายควบคุมสหภาพแรงงาน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิทธิในกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเหนือปัจจัยการผลิต (Right to private ownership of the means of production) อันเป็นรากฐานของสังคมชนชั้นนำสวีเดนเองด้วย

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(ส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1814/1905) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

อ้างอิง

Vedung, Evert. "Unionsdebatten 1905: En Jämförelse Mellan Argumenteringen I Sverige Och Norge [the Dissolution of the Union in 1905: A Comparison between the Swedish and Norwegian Arguments]." (1971).

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชัดเจน! 'นิพิฏฐ์' เผยความเชื่อ 5 ประการ ปีศาจทางการเมืองตัวใหม่กำเนิดขึ้นแล้ว

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ความเชื่อ 5 ประการ ของผม ผมเป็นเพียงอดีตนักการเมือง เป็นคนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องใส่ใจความเห็นผม

ไทยโพสต์เปิดช่อง ‘เจาะการเมือง’ รู้ลึกทุกความเคลื่อนไหว

ไทยโพสต์เปิดช่อง “ไทยโพสต์เจาะการเมือง” อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวทางการเมือง และประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของสังคมจากทีมข่าวไทยโพสต์