
ไชยันต์ ไชยพร
ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเมืองในสมัยอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 1913-2325 มีการใช้กำลังและความรุนแรงแย่งชิงราชบัลลังก์สำเร็จหรือที่เรียกว่ารัฐประหาร 16 ครั้งใน 32 รัชกาล
การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยาเป็นการต่อสู้แย่งชิงภายในราชวงศ์เดียวกัน หรือระหว่างราชวงศ์เก่าและใหม่ หรือระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชที่เป็นพระราชอนุชากับพระราชโอรส เช่น พ.ศ. 1913 สมเด็จพระบรมราชาธิราช ราชวงศ์สุพรรณภูมิ เสด็จยกทัพเข้าสุพรรณบุรี ส่งผลให้สมเด็จพระราเมศวร ราชวงศ์อู่ทอง ยอมถวายราชสมบัติ (สมเด็จพระราเมศวรทรงมีเชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิด้วย เนื่องจากพระราชมารดาของพระองค์ทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สุพรรณภูมิ (ทรงเป็นพระขนิษฐาของขุนหลวงพะงั่ว)) พ.ศ. 1925 เมื่อสมเด็จพระเจ้าทองลัน พระราชโอรส ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ขึ้นเสวยราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระบรมราชาธิราช พระราเมศวร ราชวงศ์อู่ทอง ผู้เป็นพระภาดาก็ยกทัพมาสำเร็จโทษพระเจ้าทองลันและขึ้นเสวยราชสมบัติ พ.ศ. 1944 สมเด็จพระนครอินทร์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ผู้เป็นพระภาดายกทัพมาชิงราชบัลลังก์จากสมเด็จพระเจ้ารามราชาธิราช ราชวงศ์อู่ทอง พ.ศ. 1961 พระราชโอรสสองพระองค์ของสมเด็จพระนครอินทร์ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ทำศึกแย่งชิงราชบัลลังก์กันเองจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่่ พ.ศ. 2057 พระไชยราชาธิราช ราชวงศ์สุพรรณภูมิ สำเร็จโทษสมเด็จพระรัฏฐาธิราชกุมาร ราชวงศ์สุพรรณภูมิ แล้วขึ้นเสวยราชย์ ฯลฯ
นอกจากการแย่งชิงระหว่างและภายในราชวงศ์แล้ว ยังมีการแย่งชิงราชบัลลังก์ที่เกิดขึ้นโดยขุนนางเสนาบดีที่ทรงอำนาจ โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งคุมกำลังทหารอย่างตำแหน่งเจ้าพระยากลาโหม เช่น กรณีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ยึดอำนาจจากสมเด็จพระอาทิตยวงศ์และขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในพระนาม “พระเจ้าปราสาททอง”
ส่วนที่เป็น “กบฏ” หรือการพยายามยึดอำนาจแต่ไม่สำเร็จ ในสมัยอยุธยามีประมาณ 11-13 ครั้ง และมักเกิดในช่วงรอยต่อของการผลัดแผ่นดิน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ
- กบฏเชื้อพระวงศ์และขุนนาง (การเมืองภายใน) เป็นการแย่งชิงอำนาจกันเองระหว่างชนชั้นปกครองที่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ ได้แก่
- กบฏพระยานารายณ์ (พ.ศ. 2081): เจ้าเมืองกำแพงเพชร ก่อการแข็งเมืองต่อ สมเด็จพระไชยราชาธิราช พระองค์จึงยกทัพไปปราบปรามจนสำเร็จโทษได้
- กบฏพระศรีศิลป์ (พ.ศ. 2104): พระศรีศิลป์ (พระราชโอรสของสมเด็จพระไชยราชาธิราชกับท้าวศรีสุดาจันทร์) ซึ่งบวชเป็นสามเณรอยู่ ได้วางแผนสังหาร สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โดยสึกออกมาจู่โจมเข้าพระราชวัง แต่ถูกจับได้และถูกสำเร็จโทษ
- กบฏเจ้าฟ้าอภัย (พ.ศ. 2275): ศึกกลางเมืองครั้งใหญ่หลังการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เจ้าฟ้าอภัย (วังหลวง) ทำสงครามแย่งชิงบัลลังก์กับอาของตนเองคือ กรมพระราชวังบวรฯ (ต่อมาคือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) แต่พ่ายแพ้และถูกสำเร็จโทษ
- กบฏกรมหมื่นเทพพิพิธ (พ.ศ. 2301): พระราชโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พยายามรวบรวมขุนนางก่อการต่อต้าน สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ แต่ไม่สำเร็จ ถูกเนรเทศไปลังกา (ต่อมากลับมาก่อตั้งก๊กเจ้าพิมายช่วงเสียกรุงครั้งที่ 2)
- กบฏไพร่และผู้วิเศษ (การอ้างอิทธิฤทธิ์) มักเกิดจากการกดขี่หรือความเชื่อเรื่องผู้มีบุญ โดยผู้นำกบฏ มักอ้างตัวเป็นเชื้อพระวงศ์ ได้แก่
- กบฏญาณพิเชียร (พ.ศ. 2124): ในสมัย สมเด็จพระมหาธรรมราชา ญาณพิเชียร (อดีตขุนนางเก่า) อ้างตัวเป็นผู้วิเศษ รวบรวมผู้คนอยู่ที่บ้านยี่ล้น (อ่างทอง) และสังหารแม่ทัพหลวงได้ แต่สุดท้ายแพ้พ่ายเพราะถูกลอบยิง
- กบฏธรรมเถียร (พ.ศ. 2233): ในสมัย สมเด็จพระเพทราชา ธรรมเถียร (ข้าหลวงเก่า) ปลอมตัวเป็น เจ้าฟ้าอภัยทศ (พระอนุชาสมเด็จพระนารายณ์ที่ถูกสำเร็จโทษไปแล้ว) ขี่ช้างนำชาวบ้านบุกมาถึงชานพระนคร แต่ถูกจับพิรุธได้และถูกสังหาร
- กบฏบุญกว้าง (พ.ศ. 2241): ในสมัย สมเด็จพระเพทราชา “บุญกว้าง” เป็นชาวลาวอ้างตัวเป็นผู้มีวิชาอาคม รวบรวมคนยึดเมืองนครราชสีมาได้ แต่สุดท้ายถูกกลลวงของทางอยุธยาจับกุมตัวได้
- กบฏต่างชาติ (ทหารอาสา/กองกำลังต่างด้าว) เกิดจากกลุ่มทหารอาสาต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทในราชสำนัก ได้แก่
- กบฏพระยาตานี (พ.ศ. 2106): สุลต่านเมืองปัตตานียกทัพเรือมาช่วยอยุธยารบพม่า แต่เมื่อเห็นอยุธยาเพลี่ยงพล้ำจึงถือโอกาสนำทหารบุกเข้ายึดพระราชวังหลวงของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ถูกตีโต้กลับจนต้องถอยหนี
- กบฏญี่ปุ่น (พ.ศ. 2154-2155): ในช่วงต้นรัชกาล สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม กองอาสาญี่ปุ่นไม่พอใจที่เจ้านายตนถูกประหาร จึงบุกยึดพระที่นั่งจอมทองและจับพระเจ้าทรงธรรมเป็นตัวประกันเพื่อต่อรอง ก่อนจะถูกขับไล่ออกไป
- กบฏมักกะสัน (พ.ศ. 2229): ในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช กลุ่มแขกมักกะสันที่อพยพหนีภัยสงครามเข้ามา ได้วางแผนร่วมกับขุนนางเก่าจะก่อการยึดวัง แต่แผนแตก คอนสแตนติน ฟอลคอน จึงนำทหารฝรั่งเศสและอังกฤษเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงที่บางกอก
การเกิดการกบฏและรัฐประหารอยู่บ่อยครั้งในสมัยอยุธยาสะท้อนถึงสัมพันธภาพทางอำนาจที่ไม่ลงตัวที่ส่งผลให้การเมืองการปกครองไร้เสถียรภาพความมั่นคง โดยมีสาเหตุสำคัญคือ
หนึ่ง การขาดกฎกติกาในการเปลี่ยนผ่านอำนาจระหว่างรัชกาล หรือการไม่มีกฎเกณฑ์การสืบราชสันตติวงศ์ที่ชัดเจนแน่นอนและ/หรือเป็นที่ยอมรับกันร่วมกันของตัวแสดงทางการเมืองสำคัญต่างๆ เพราะในสมัยอยุธยา “กฎระเบียบในการสืบราชสันตติวงศ์..นั้นยังไม่แน่ชัด แม้ว่ากฎมณเฑียรบาลและพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน รวมทั้งเอกสารตะวันตกจะระบุว่า พระมหาอุปราชนั้นเป็นองค์รัชทายาทที่จะสืบบัลลังก์ และส่วนใหญ่นั้นจะเป็นพระราชอนุชาของกษัตริย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะพบว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่ขึ้นครองราชย์นั้นกลับเป็นพระราชโอรสของกษัตริย์องค์ก่อน ความคลุมเครือดังกล่าวนี้ทำให้ขุนนางเข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งต่อผู้สืบราชสันตติวงศ์ นอกจากนี้ ในอดีตขุนนางที่มีอำนาจเข้มแข็งได้ฉวยโอกาสที่กษัตริย์ยังทรงพระเยาว์นัก หรือเกิดช่องว่างทางการเมือง ก่อการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์เสียเอง” ดังเช่น กรณีสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172-2194) เมื่อครั้งยังเป็นออกญากลาโหมสุริยวงศ์ได้แย่งชิงพระราชอำนาจจากพระเจ้าเชษฐาธิราช (พ.ศ. 2172) และพระเจ้าอาทิตยวงศ์ (พ.ศ. 2172) ขณะเดียวกัน กฎมณเฑียรบาลยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า หากมหาอุปราชพระองค์ใดประสูติแต่พระอัครมเหสีประกอบซึ่งความดีความชอบก็จะดำรงพระยศสูงสุด คือ สมเด็จหน่อพุทธางกูร แต่หากมหาอุปราชประสูติแต่แม่หยัวเมือง พระยศสูงสุดที่จะได้ทรงรับคือ มหาอุปราช วินัย พงศ์ศรีเพียร สันนิษฐานว่า ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมในการสืบราชบัลลังก์ ก็ได้มีการยุบตำแหน่งหน่อพุทธางกูรลง และในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา (พ.ศ. 2112-2133) ได้มีการตั้งตำแหน่งกรมพระราชวังบรมสถานมงคลขึ้นและให้สมเด็จพระนเรศวร พระราชโอรสองค์โตดำรงตำแหน่งนี้ รวมทั้งตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขหรือวังหลังขึ้น
สอง เงื่อนไขที่ทำให้ตัวแสดงทางการเมืองต่างๆ สามารถใช้กำลังความรุนแรงต่อสู้กัน เพราะแต่ละตัวแสดงสามารถมีและคุมกำลังคนและเก็บภาษีรายได้โดยตัวเองได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากกรอบทฤษฎีที่ว่าด้วยความแตกต่างระหว่างรัฐจารีตและรัฐสมัยใหม่ ผ่านแนวคิดของความเป็นรัฐของ เวเบอร์ (ซึ่งในทีนี้จะขอใช้คำว่ารัฐสมัยใหม่) ราชอาณาจักรอยุธยาจัดว่าเป็นรัฐก่อนสมัยใหม่ (ซึ่งในที่นี้ จะขออนุโลมใช้คำว่ารัฐจารีตแทนรัฐก่อนสมัยใหม่) ที่ยังไม่มีตัวแสดงทางการเมืองที่เป็นบุคคล/คณะบุคคลหรือองค์กรใดที่สามารถผูกขาดความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงได้ เพราะไม่มีตัวแสดงทางการเมืองใดสามารถผูกขาดกำลังคนและทรัพยากรต่างๆ ที่จะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการใช้กำลังความรุนแรง เมื่อไม่มีใครสามารถผูกขาดได้ แต่ละตัวแสดงทางการเมืองจึงสามารถต่อสู้ท้าทายและแย่งชิงราชบัลลังก์กันเป็นระยะๆ และไม่มีตัวแสดงทางการเมืองใดจะสามารถมีอำนาจอิทธิพลควบคุมเหนือพื้นที่และผู้คนทั้งหมดในราชอาณาจักรได้โดยลำพังอย่างแท้จริง
ดังนั้น จึงยังไม่ปรากฎสภาวะการเชื่อฟังหรือการยอมรับกฎหมายที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ตัวแสดงทางการเมืองและผู้คนในสังคมจะต้องเคารพและยอมปฏิบัติตาม การที่อยุธยายังไม่พัฒนาไปสู่การเป็นรัฐสมัยใหม่ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีปัญหาหรือวิกฤตการณ์ทางการเมืองดังที่กล่าวไป ซึ่งวิกฤตการเมืองดังกล่าวนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่คนในสังคมอาจรับรู้ว่าเป็นสิ่ง “ปกติหรือธรรมดา” ซึ่งอยุธยาในฐานะรัฐจารีตจึงมีความแตกต่างจากรัฐที่เป็นรัฐสมัยใหม่ตามที่ เวเบอร์ ได้กล่าวไว้ว่า สาระสำคัญของการเป็นรัฐสมัยใหม่คือ “ชุมชุนของมนุษย์ที่ประสบความสำเร็จในการผูกขาดการใช้กำลังทางกายภาพอย่างชอบธรรมเหนืออาณาบริเวณหนึ่ง”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้
จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544
ส่อแห้ว‘ซักฟอก’! ‘อนุทิน’ยันหาวันอภิปรายใหม่ยาก/แบไต๋‘กล้าธรรม’
"อนุทิน" เผยเป็นเรื่องยากเคาะหาวันอภิปรายไม่ไว้วางใจใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าเหมาะสมสะดวกที่สุดแล้ว โยน "ปธ.สภาฯ" ตัดสินใจกำหนดวัน ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 หากประเทศประชาชนได้ประโยชน์ บอกการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ยันพรรคร่วมฯ ไร้คลื่นใต้น้ำ
'รองโฆษกรัฐบาล' โต้ 'ภคมน' ยันตกลงเวลาซักฟอกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลัวตรวจสอบ
รองโฆษกรัฐบาลโต้ “ภคมน” ปมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้ตกลงเวลาไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลกลัวซักฟอก ย้ำนายกฯ ปรับภารกิจรัฐมนตรี 18 คน เตรียมพร้อมชี้แจง สวนปมดูฤกษ์ 27 ต.ค. หากมีหลักฐานขอให้เปิดเผย อย่าใช้ข้อสันนิษฐานกล่าวหาแทนข้อเท็จจริง
'ธนกร' ชวนลงทะเบียนโซลาร์เซลล์ 27 ต.ค. รัฐช่วย 5 หมื่น ลดค่าไฟ-ขายไฟสร้างรายได้
'ธนกร' ชูโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน เปิดลงทะเบียน 27 ต.ค. ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน รัฐสนับสนุนค่าติดตั้งบ้านละ 50,000 บาท
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ช่อง 'กล้าธรรม' ย้ายซบภูมิใจไทย วัดใจ 'ธรรมนัส' ยอมเลิกพรรคหรือไม่
'ดร.ณัฏฐ์' ชี้แม้กฎหมายห้ามควบรวมพรรคระหว่างอายุสภา แต่ยังมีช่องทางให้ สส.กล้าธรรมย้ายเข้าสังกัดภูมิใจไทย ทั้งการเลิกพรรคตามข้อบังคับ หรือใช้มติขับ สส.ออกจ
🔴LIVE 'แก้วสรร' ผ่าเกม! ภาษีหุ้น-นิรโทษ 'ทักษิณ' หวังทางหม❌ลอด!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2569

