บันทึกหน้า 4

หลายคนอาจสงสัยคำร้องคดีการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ไม่เป็นความลับ เพราะมีการพิมพ์บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำไมเงียบหายไป มีอะไรคืบหน้าหรือไม่ ก็พบว่าคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็อยู่ระหว่างการไต่สวน โดยอยู่ในขั้นตอนการให้พยานทั้งฝ่ายผู้ร้องคือฝ่ายผู้ตรวจการแผ่นดินและฝ่ายผู้ถูกร้อง คือ กกต. ที่เป็นพยานบุคคลภายนอก พยานผู้เชี่ยวชาญ ที่ทั้งสองฝ่ายส่งชื่อมายังศาล รธน. ทางศาล รธน.ก็สั่งให้พยานบุคคลส่งหนังสือความเห็นในประเด็นต่างๆ ส่งกลับมายังสำนักงานศาล รธน. ซึ่งพอขั้นตอนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ศาล รธน.ก็จะมาประชุมหารือกันว่า ข้อมูลต่างๆ

ที่ได้รับทั้งข้อกฎหมาย-ข้อเท็จจริง-ความเห็นประกอบจากฝ่ายต่างๆ ครบถ้วนสมบูรณ์ดีหรือยัง หากเห็นว่ายังไม่ครบถ้วน ก็อาจจะมีคำสั่งให้เปิดห้องไต่สวนเพื่อเรียกทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาเบิกความ ให้ถ้อยคำต่อศาล รธน.ต่อไป ล่าสุดเมื่อ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตผู้สมัคร สส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพยานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ไปส่งเอกสารความเห็นเรื่องดังกล่าวต่อศาล รธน. และเปิดเผยว่า  ศาลให้ชี้แจงใน 5 ประเด็น เช่น ได้พบเห็นการใช้บาร์โค้ดในวันเลือกตั้งแล้วทำอย่างไร และการพิสูจน์ว่าการมีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่ลับอย่างไร และให้ส่งเอกสารเพิ่มเติม โดยในคำชี้แจงที่ส่งให้ศาล รธน.ได้บอกว่า พบเห็นการทำบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งตั้งแต่วันเลือกตั้ง และผิดสังเกตตั้งแต่วันนั้น และที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่ กกต.ชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ยอมรับว่าบัตรเลือกตั้งสามารถสแกนถึงต้นตอได้ ก็เป็นข้อความที่ยืนยันเป็นข้อยุติว่าบัตรเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ประเด็นทั้งหมดศาลจะได้มีการพิจารณา และหลังจากนี้ก็จะนำคำชี้แจงดังกล่าวไปส่งให้กับผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยในฐานะผู้ร้อง พร้อมได้มีการยื่นหลักฐานเพิ่มเติมโดยขอให้พิจารณาถึงตัวบุคคลที่จะมาเป็นพยานในศาลขอให้เรียกสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และคณะมาพิสูจน์ต่อศาลในเชิงประจักษ์ ว่าบัตรเลือกตั้งหากสแกนแล้วสามารถสืบไปถึงต้นตอผู้ลงคะแนนได้ ศาลจะได้เห็นกับตาว่าข้อท้วงติงว่าบัตรเลือกตั้งนี้ไม่เป็นความลับและเป็นอันตราย..ดูไปแล้วคดีบัตรเลือกตั้ง อาจจะนัดลงมติตัดสินคดีกันหลังคำร้องคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ศาล รธน.จะรับคำร้องไว้พิจารณาก่อนก็ตาม แต่ก็พบว่าฝ่ายการเมืองพวก สส.ในสภา ดูจะไม่ค่อยตื่นเต้นหรือลุ้นกับคดีบัตรเลือกตั้งมากนัก เหมือนกับพอจับสัญญาณทิศทางได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร?

ส่วนแอ็กชันของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต หรือ คตท. ขึ้นมา หลายฝ่ายก็รอดูเหมือนกันว่าจะมีอะไรเป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือจะแค่ตั้งเพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” ให้ทันภายในปี พ.ศ.2571 เพราะหากทำได้สำเร็จ เรื่องนี้จะเป็นอีกหนึ่งผลงานที่อนุทินนำมาไปใช้สร้างคะแนน-เพิ่มเครดิตให้รัฐบาลภูมิใจไทยได้ เพราะการที่จะเข้าเป็นสมาชิกOECD ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่หากเข้าไปแล้วจะเกิดผลดีต่อประเทศไทยอย่างมาก โดยเฉพาะภาพลักษณ์-ความน่าเชื่อถือในสายตาต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุน จึงทำให้อนุทินให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก ซึ่งหากรัฐบาลอนุทินทำเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตออกมาได้เป็นอย่างดี มีอะไรใหม่ๆ ผลักดันออกมาได้สำเร็จ นอกจากจะเป็นเครดิตรัฐบาลแล้ว ประเทศชาติก็ได้ประโยชน์ด้วย ก็ต้องดูว่า คตท.ที่ตั้งขึ้นมา ตั้งเพื่อเอาจริงหรือแค่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ดูดี แต่ไม่ได้มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้

ปิดท้ายที่ผลการประชุมหารือ บูรณาการความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมเมื่อ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ บอกหลังประชุมว่า นายกรัฐมนตรีได้เชิญภาคเอกชนมาร่วมประชุมในกรณีที่ภาคเอกชนมีผลการสำรวจเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตในภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่ารัฐบาลให้ความสำคัญคือการต่อต้านการทุจริต เพราะประเทศจะไปข้างหน้าไม่ได้เลยถ้าเรามีเรื่องเหล่านี้อยู่ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญและให้ความมั่นใจกับภาคเอกชนว่าข้อมูลที่รับมาจะเอามาปิดช่องโหว่กันอย่างไร โดยให้มีการนำเสนอเป็นรายงานต่อ คตท. เพื่อให้การทำงานในเรื่องนี้ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น..เรื่องแบบนี้ ถ้ารัฐบาลเอาจริง ก็เป็นเรื่องที่ต้องสนับสนุน ขอเพียงอย่าทำแค่เป็นข่าวสร้างกระแส มันต้องทำต่อเนื่องและเห็นผล.

 

สิงโตทอง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ที่สหรัฐอเมริกา ขณะที่เมืองไทยมีข่าวสะพัดว่าจะมีการปรับ ครม. ดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.)

บันทึกหน้า 4

กรณีที่ นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาเรียกร้องให้ยุติการจองล้างจองผลาญตระกูลชินวัตร พร้อมหยิบยกปมภาษีหุ้นชินคอร์ปและผลกระทบทางคดีขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง สอดรับกับกระแสสังคมต่อร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสร้างความปรองดอง ทว่า ในความเป็นจริงกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่สามารถคุ้มครองหรือนิรโทษกรรมให้แก่

บันทึกหน้า 4

บันทึกในวันฟ้าอึมครึมไม่น้อยหน้าไปกว่าความรู้สึกมืดๆ มัวๆ ของประชาชนในสังคมไทยเวลานี้ หลังได้ยินได้ฟังผลการวินิจฉัยของ “กกต.” ที่ตัดสินใจส่งเรื่องราวฟ้องร้องกล่าวโทษใน “คดีฮั้ว สว.” ไปแค่ 77 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย โดยเป็น สว. 26 คนเท่านั้น ที่เหลือคนที่อยู่ข้างหลังรอด!! ...0

บันทึกหน้า 4

หมูไม่กลัวน้ำร้อน! คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงผู้ที่เป็นอั้งยี่และผู้สนับสนุน ภายใต้การนำของ "พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ"

บันทึกหน้า 4

ประเดิมด้วยข่าวดีและข่าวที่ชาวไทยควรร่วมส่งกำลังใจไปเชียร์ เมื่อ “เนเน่ รอยัล” หรือ “แพรว-รัตติกานต์ อำลอย” สาวน้อยวัย 16 ปีจากจังหวัดภูเก็ตพร้อมครอบครัว เดินทางถึงลอสแองเจลิส

บันทึกหน้า 4

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างมากมีมติส่งฟ้องศาลฎีกาเอาผิด 77 คน จากผู้ถูกร้อง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามกระแสข่าว โดยเป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน แต่ไม่มีรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อศาลรับคำฟ้อง 26 สว.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อ สว.สีน้ำเงินที่ยังเป็นเสียงข้างมาก