
สังคมไทยนี่.....
ช่วงที่ประชาชนมีความสุขที่สุด คือ....
ช่วงเลือกตั้ง สส.และช่วงลุ้นพรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาล-ได้เป็นนายกฯ
และช่วงที่อึดอัด ขัดข้องใจ และรำคาญที่สุดของคนไทย
คือช่วงหลังรัฐบาลเข้าบริหารประเทศแล้ว ทุกอย่างมันไม่ถูกใจ ไม่เป็นดังใจ น่าเบื่อหน่ายที่สุด
และเฝ้ารอ “เลือกตั้งใหม่” เพื่อจะได้ “ขอนไม้ใหม่” ในฝัน!
สมมุติว่าได้ใหม่แล้ว...
ซักพัก ก็เบื่อหน่าย อึดอัด ขัดข้อง ไม่เป็นดังใจอีก แล้วก็ร้องหา “เลือกตั้งใหม่” ต่อไปอีก!
นี่...ธรรมชาติคนไทยเป็นอย่างนี้ ทนกับอะไรได้ไม่นาน
เห่อป๊อบๆ แป๊บๆ เดี๋ยวก็เบื่อ
แล้วก็ร้องหาของเล่นใหม่แบบนี้ไปอีกเรื่อยๆ ดังจะเห็นว่า พอได้ตัวนายกฯ-ได้รัฐบาลเสร็จ
สิ่งแรกที่ปรากฏ สื่อจะต้องไปสัมภาษณ์หมอดู ด้วยคำถามว่า “รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมมั้ย...นายกฯ จะอยู่ครบเทอมมั้ย?”
มันเป็นอย่างนี้เรื่อยมา จนกลายเป็นแพตเทิร์นการเมืองเรื่องเลือกตั้งของไทยไปแล้ว!
สะท้อนถึงว่า คนไทยไม่ได้ชอบเลือกตั้ง
แต่ชอบตรงที่การเลือกตั้ง มันเป็นการกระจายรายได้สู่สังคมพื้นราบ จนเกิดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจรากหญ้า
ส่วนรัฐบาลและนายกฯ....
มันเป็นแค่ผลพวงที่ติดมากับการเลือกตั้งเท่านั้น ชาวบ้านไม่ได้อินังขังขอบอะไรมากตรงนี้
เว้นแต่รัฐบาลไหน จะเอาเงินมาแจกจ่าย-แบ่งปันกันอย่าให้ขาดตอนเท่านั้น!
ใครมาเป็นรัฐบาล-เป็นนายกฯ ถ้าตีโจทย์สังคมไม่แตก จะทนแรงกระแทกจาก “คนไทยขอนไม้” ไม่ไหว
ในเมื่อตั้งใจทำงานแล้วถูกด่า-ถูกว่า ก็เบื่อหน่าย-รำคาญ พานถอดใจ กลับบ้านไปนอนสบายกว่า!
พระพุทธองค์ ตอนตรัสรู้ “พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ” ก็ทรงตั้งใจจะไม่สอน เพราะยากที่ผู้คนซึ่งถูกกิเลสครอบงำจะเข้าใจ
ร้อนถึงท่าน “ท้าวสหัมบดีพรหม ได้เสด็จลงมากราบทูลอาราธนา โดยให้เหตุผลว่า
"สัตว์ทั้งหลายที่มีกิเลสเบาบางยังมีอยู่ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมจักเสื่อมไป แต่ถ้าได้ฟังธรรมจะสามารถรู้ตามได้"
นั่นแหละ “สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า” จึงตัดสินพระทัยเผยแผ่ธรรมสั่งสอนเวไนยสัตว์
ดังนั้น นักการเมือง ถ้าสุจริตธรรมเป็นที่ตั้ง ก็อยู่แบบรูหูปิดแต่เปิดใจฟังไปเถิด เพราะช่วงนี้เป็นช่วง “หัวเลี้ยว-หัวต่อ” ของการเปลี่ยนผ่าน
ถ้าสุจริตชนไม่ทน เปิดช่องให้มารเข้ามาแทรกในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ ก็จะพาบ้านเมืองไปนรก!
ผมละห่วง “คุณสีหศักดิ์-คุณศุภจี-คุณเอกนิติ” ซะจริงๆ ท่านอยู่ของท่านดีๆ สบายแล้ว แต่เพราะต้องการช่วยบ้าน-ช่วยเมือง ท่านจึงเข้ามา
แต่การเมืองมันโหดร้ายกับท่านจริงๆ!
ดี..ที่ท่านทำ ถึงจะดีขนาดไหน ก็ไม่วายถูกกระทบ-กระเทียบ เหยียบด่า
ในภาวะโลกเปลี่ยน เศรษฐกิจทั้งฝืด-ทั้งเฟ้อ แต่รัฐบาล โดยคุณ “เอกนิติ-รัฐมนตรีคลัง” สร้างเซอร์ไพรส์ทั้งประเทศ ด้วยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี ๖๙ โต ๒.๘%!
เงียบ...คนไทย ชอบมองสูง เลยไม่เห็นตัวเลขนี้
คุณศุภจี เป็นทั้งแม่ค้า เป็นทั้งพรีเซนเตอร์สินค้าซอฟต์พาวเวอร์ของไทย เฉิดฉาย ไปขายผลไม้ไทยกระฉูดในหลายประเทศ เพิ่มขึ้น ๕๖%
เงียบ...คนไทย ไม่ชอบวี้ดว้ายกระตู้วู้ ได้แต่ดีใจอยู่ในใจ
สั่งสอนรัฐบาลกันขรม จากท่าเตียนยันถนนตก ว่าไทยต้องยกเลิก MOU 44 กับเขมร
นายกฯ อนุทิน ฉีกแควก เจอหน้าพ่อน้ำมะเน็ด ก็บอกว่า ฉีกทิ้ง MOU ทางทะเลไปแล้วนะ
เงียบ...ในเสียงเงียบ เกิดเสียงแซม...ฉีก MOU 44 ก็เข้าทางเขมรซี!?
เป็นเง็งจริงๆ พอไม่ฉีก ก็หาว่าซูเอี๋ยกับฮุน เซน ครั้นฉีก ก็ว่าเข้าทางเขมร นี่แหละคนไทย ถ้าขงเบ้งยังอยู่ คงกระอักเลือดตายเหมือนกัน!
แต่ก็โชคดี เพราะทั้ง “คุณสีหศักดิ์-คุณเอกนิติ-คุณศุภจี” ไม่ถนิมสร้อยอย่างที่คิด ยกใจเหนือโจร เดินหน้า ไม่กลัวหมาเห่า!
ได้ยินพวกโหรเขาบอกว่า ราวๆ กรกฎา.นี้นายกฯ อนุทินก็ไปแล้ว
ไปไหนก็ไม่รู้ ก็จะรอดูว่าจริงมั้ย!?
แต่ที่แน่ๆ ไปแล้วเมื่อคืนนี้ “นายกฯ อนุทิน” เดินทางไปฝรั่งเศส ระหว่าง ๒๑-๒๗ พ.ค.๖๙
มีตารางเข้าพบ “นายเอมมานูเอล มาครง” ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”
ในวาระครบรอบ ๑๗๐ ปี “ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ”
อีกภารกิจสำคัญ คือ....
การพบหารือกับ “องค์การยูเนสโก” เพื่อผลักดัน “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ภายในปลายปีนี้
ถ้าสำเร็จ จะต่อยอดมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย ทั้งแฟชั่น งานหัตถกรรม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมวัฒนธรรมไทยในเวทีโลกได้มากทีเดียว
นอกจากนี้ นายกฯ อนุทินจะพบกับกลุ่ม “นักธุรกิจฝรั่งเศส” ภายใต้สมาคมนายจ้างฝรั่งเศส
เพื่อเชิญชวนลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของไทย
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการบิน พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นสาขาที่ฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญระดับโลก
อืมมมม...วันนี้ ผมก็เมาปลาเค็มกับหัวไชเท้าต้มจืด เลยคุยเรื่อยเฉื่อยแฉะ
นี่...พรุ่งนี้จนถึงอังคารหน้า ผมต้องโคจรไปต่างถิ่น-ต่างที่อีก คงอดคุยกันหลายวันหน่อย
ท่านรู้แล้วใช่มั้ยว่า ไทยยกเลิกฟรีวีซ่าแล้ว เมื่อวาน (๒๑ พ.ค.๖๙) กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
ได้ประกาศการ “รื้อระบบ” และจัดระเบียบประเภท “วีซ่าใหม่” ทั้งหมด เพื่อลดความสับสนและปรับระยะเวลาพำนักให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
การปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้ ยึดหลักการสำคัญคือ
“๑ ประเทศ ได้รับ ๑ สิทธิ การยกเว้นการตรวจลงตราของไทย” เพื่อสร้างมาตรฐานที่ชัดเจน มีสาระสำคัญ ๕ ข้อหลัก คือ
๑.ให้ ๑ ประเทศ ได้รับ ๑ สิทธิ ยกเว้นการตรวจลงตรา
๒.ยกเลิก ผ.๖๐ หรือ “ฟรีวีซ่า ๖๐ วัน” ทั้งหมด ๙๓ ประเทศ
๓.ปรับปรุงรายชื่อ ผ.๓๐ “ฟรีวีซ่า ๓๐ วัน” (เพื่อการท่องเที่ยว) เหลือ ๕๔ ประเทศ
๔.จัดทำ ผ.๑๕ “ฟรีวีซ่า ๑๕ วัน” (เพื่อการท่องเที่ยว) จำนวน ๓ ประเทศ
๕.ทบทวนสิทธิ VOA (Visa on Arrival) ปรับลดจากเดิม ๓๑ ประเทศ เหลือเพียง ๔ ประเทศ
รายชื่อประเทศที่ได้ “ฟรีวีซ่า” ท่องเที่ยวเข้าไทย
ฟรีวีซ่า ๓๐ วัน (ผ.๓๐) มี ๕๔ ประเทศ
ออสเตรเลีย, ยูเครน, อิสราเอล, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไต้หวัน
ออสเตรีย, ฟินแลนด์, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, สโลวาเกีย, ตุรกี
บาห์เรน, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, สโลวีเนีย, ฟีจี, เบลเยียม
จอร์เจีย, จอร์แดน, นอร์เวย์, ซาอุดีอาระเบีย, สเปน, ภูฏาน
เยอรมนี, คูเวต, โอมาน, แอฟริกาใต้, บรูไน, กรีซ, คีร์กีซสถาน
ฟิลิปปินส์, สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ฮังการี, ลัตเวีย, โปแลนด์
สวีเดน, เช็ก, ไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, สวิตเซอร์แลนด์, กาตาร์, เดนมาร์ก, โปรตุเกส, อินโดนีเซีย, ลิทัวเนีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เอสโตเนีย, ไอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, โรมาเนีย, สหราชอาณาจักร
ฟรีวีซ่า ๓๐ (ผผ.๓๐) อยู่ได้ไม่เกิน ๓๐ วัน มีการทำ MOU หรือข้อตกลงระหว่าง “รัฐบาลไทย” กับ “รัฐบาลต่างประเทศ” ในลักษณะต่างตอบแทน
-จีน
-ฮ่องกง
-รัสเซีย
-ลาว
-มาเก๊า
-ติมอร์-เลสเต
-คาซัคสถาน
ฟรีวีซ่า ๑๕ วัน (ผ.๑๕) มี ๓ ประเทศ
-เซเชลส์
-มัลดีฟส์
-มอริเชียส
Visa On Arrival หรือ VoA มี ๔ ประเทศ
-อาเซอร์ไบจาน
-เบลารุส
-เซอร์เบีย
-อินเดีย
ฟรีวีซ่า ๙๐ วัน (ผผ.๙๐) มี ๕ ประเทศ
-อาร์เจนตินา
-เปรู
-ชิลี
-บราซิล
-เกาหลีใต้
ฟรีวีซ่า ๑๔ (ผผ.๑๔) หรืออยู่ได้ไม่เกิน ๑๔ วัน มี ๒ ประเทศ
-กัมพูชา
-เมียนมา (เฉพาะทางอากาศ)
ทั้งนี้ “วีซ่า ผผ.” หมายถึง “วีซ่าต่างตอบแทน”
ซึ่งประเทศต่างๆ “ให้สิทธิคนไทย” เดินทางเข้าประเทศโดย “ไม่ต้องมีวีซ่า” ประเทศไทย ก็ใช้มาตรการเดียวกัน
......................................
อีก ๓ ปีข้างหน้า คนไทยก็จะ “ทิ้งความจนไว้ข้างหลัง”
เล็งๆ กันไว้นะ ว่าอยากจะไปเที่ยวประเทศไหนที่ “ฟรีวีซ่าต่างตอบแทน” ถึงตอนนั้นจะได้ไปเที่ยวกัน
ไปตั้ง “นิคมไทยพุทธ” ที่อิสราเอลกันบ้าง น่าจะเข้าท่า
ทีเขายังมาตั้ง “ชาบัดเฮาส์” ที่พะงัน ที่ปายได้
เราก็ต้องไปสร้างโบสถ์ที่ “เยรูซาเล็ม” หรือที่ “เทลอาวีฟ” ได้เหมือนกัน!.
-เปลว สีเงิน
๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘หลวงพ่อสายทอง’
วันนี้.... ขอเป็นมัคนายก “โรงพยาบาลราชวิถี” นำยาดีทางรักษาใจมาบอกกล่าวท่านทั้งหลายล่วงหน้าซักเล็กน้อย
'รถไฟ..ผมผิดตรงไหน'?
โอ.... อย่าเลยครับท่าน “รัฐมนตรีคมนาคม”! ท่านอย่าทำบาปกับคนยาก-คนจน, นักเรียน, คนชานเมือง ที่ต้องอาศัยรถไฟเดินทางเข้ามาทำงาน เข้ามาเรียนหนังสือใน กทม.ตอนเช้าและกลับบ้านตอนเย็นเลยครับ!
“๓-๕ ปี” ของรัฐบาล
ผมหายไปวัน เดินทางไปกราบสรีระสังขาร “หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม” ที่วัดป่าสีห์พนม ที่สกลนครมาครับ
🔴 LIVE ‘ดร.ดุลยภาค’ ฟันธง เขมร..รบรอบ 3 เฮือกสุดท้ายฮุนเซน..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569
‘เดิมพัน’ นายกฯ
อืมมมม... ก็ดีแล้ว ที่เขมร โดย “พลจัตวา นิด นารง” รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ ๔ ในฐานะประธานกองเลขาฯ RBC ฝ่ายเขมร

