
เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ผู้สูงอายุจะมีชีวิตยืนยาวขึ้นอย่างไร” แต่คือ จะใช้ชีวิตอย่างไรในวันที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น ท่ามกลางโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่แตกต่างจากอดีต และชุมชนเมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัยและระบบดูแลผู้สูงอายุ จึงกลายเป็นโจทย์ที่สังคมไทยต้องเร่งหาคำตอบร่วมกัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนเดิมได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เพราะช่วยให้ผู้สูงอายุยังคงใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมไว้ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมกลับทำให้ศักยภาพในการดูแลกันภายในครอบครัวลดลง ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเผชิญความโดดเดี่ยว ขณะที่รูปแบบที่อยู่อาศัยและบริการดูแลที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างทั่วถึง
ข้อมูลจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ชี้ว่า การก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดส่งผลให้การดูแลด้านที่อยู่อาศัยแก่ผู้สูงอายุเป็นประเด็นหนึ่งที่มีความท้าทาย ที่ผ่านมาภาครัฐพยายามผลักดันแนวคิด การสูงวัยในถิ่นที่อยู่ (Aging in Place) ที่เน้นให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดิม โดยมีมาตรการสนับสนุนด้านต่างๆ อย่างไรก็ตาม บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ลดทอนศักยภาพของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องอยู่ลำพัง และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น แนวคิดดังกล่าวจึงอาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้ในทุกกรณี
ทั้งนี้ ผลการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า แม้คนส่วนใหญ่จะต้องการอาศัยอยู่ที่เดิมในยามเกษียณ แต่คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มไม่มีบุตรเพิ่มขึ้น ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจรและสถานสงเคราะห์ได้รับความสนใจมากขึ้น ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ปี 2568 พบว่าประเทศไทยมีโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (Residential) หรือบ้านพักคนชรา จำนวน 96 แห่ง รองรับได้เกือบ 1.6 หมื่นคน โดยมีความต้องการใช้บริการอยู่ในระดับสูง ขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังเข้าถึงได้จำกัด สะท้อนได้จากกรณีบ้านบางแคที่มีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน
นอกจากนี้ ระบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุของไทยยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ 1.ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ เนื่องจากหน่วยบริการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหัวเมืองหลัก ขณะที่บางจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานสูงกลับมีหน่วยบริการรองรับน้อย และ 2.ข้อจำกัดด้านจิตใจและสังคม (Psychosocial) เนื่องจากผู้สูงอายุบางกลุ่มอาจไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในที่อยู่อาศัยใหม่ได้ และนำไปสู่ความโดดเดี่ยว
หลายประเทศจึงได้เริ่มพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่หลากหลายมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยมี ลำสนธิโมเดล จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนผ่านความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนมีวิสาหกิจเพื่อสังคมเข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุ เช่น “Joy Ride” บริการรับ-ส่งและดูแลผู้สูงอายุระหว่างเดินทาง และ “เยือนเย็น” ดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายที่บ้าน สะท้อนว่าการดูแลด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเพียงบ้านพักผู้สูงวัยเท่านั้น แต่สามารถพัฒนาควบคู่กับระบบการดูแลที่เชื่อมโยงกับชุมชนและที่อยู่อาศัยเดิม
โดยอาจมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การส่งเสริมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีความหลากหลาย ผ่านมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนและชุมชน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการจัดสรรที่ดินของรัฐ โดยควรกำหนดเงื่อนไขควบคู่ เช่น การจัดสรรสัดส่วนที่พักราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย รวมถึงนำอาคารร้างหรือสถานที่ที่ไม่ได้ใช้งานมาปรับใช้ 2.การพัฒนาเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพและมิติทางสังคม อาทิ การจัดกิจกรรมระหว่างวัย การส่งเสริมการช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อนบ้าน และ 3.การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย อาทิ การจัดตั้งระบบการแบ่งปันที่อยู่อาศัยที่มีวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในบ้านเดิมได้ต่อไป และลดความความโดดเดี่ยว.
ครองขวัญ รอดหมวน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ปัจจัยเสี่ยงโลก’โจทย์ใหญ่ศก.ไทย
ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังคงเป็นปัจจัยที่ทุกประเทศจับตาอย่างใกล้ชิด หลังความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า และความผันผวนของราคาพลังงาน ยังคงส่งผลต่อทิศทางการค้า การลงทุน และต้นทุนการผลิตของหลายประเทศ ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางและแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
ดันยานยนต์พลังงานสู่ล้านช้าง-แม่โขง
เมื่อพูดถึงกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง (Lancang–Mekong Cooperation: LMC) ที่ปัจจุบันกำลังผลักดันให้ประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านรถยนต์ไฟฟ้า ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ยานยนต์ ระบบอัจฉริยะ (Smart Mobility) การรีไซเคิลแบตเตอรี่ เป้าหมายคือ ลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากนอกภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ร่วมกัน
หนุนเศรษฐกิจชายแดน
การขับเคลื่อนนโยบายท่องเที่ยวของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะ “ประตูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” เชื่อมโยงประเทศไทยกับมาเลเซียและภูมิภาคอาเซียน โดยวางยุทธศาสตร์ควบคู่ทั้งการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และการทำตลาดเชิงรุก เพื่อเพิ่มรายได้และกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรองในภาคใต้
อสังหาฯ ปี 69 ตลาดยังมีดีมานด์
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการผ่อนคลาย LTV (Loan to Value) ของธนาคารแห่งประเทศไทย และล่าสุดได้ขยายอายุมาตรการออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570
จับตาแรงส่ง‘ต้นทุน’กดดันเงินเฟ้อไทย
ภาวะ เงินเฟ้อของไทย กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากแรงกดดันด้านราคาที่เคยอยู่ในระดับต่ำ ไปสู่ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ESG ‘ใบเบิกทาง’ สู่ความยั่งยืน
ในยุคปัจจุบัน ภาคเศรษฐกิจและธุรกิจทั่วโลกไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพียงลำพัง หากแต่กำลังดิ่งลึกเข้าสู่ภาวะ "Poly Crisis" หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันทางการค้าที่ดุเดือด กฎระเบียบระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

