รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 10) การบิดเบือนบทบาทของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ กรมขุนชัยนาทนเรนทรในรัฐประหาร 2490

 

ไชยันต์ ไชยพร

ในบทความ “รัฐประหาร 2490” ในฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าที่เรียบเรียงโดย ณัฐพล ใจจริง [1] มีข้อความตอนหนี่งว่า “การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ตกจากอำนาจไปและเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีอำนาจของกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ตลอดจนเป็นจุดการเริ่มต้นของการเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้กับพระมหากษัตริย์อย่างสำคัญภายหลังการปฏิวัติ 2475”                                                            

ในการยืนยันข้อความดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ ณัฐพลได้เขียนว่า “จากหลักฐานในบันทึกของเอ็ดวิน สแตนตัน (Edwin F. Stanton)เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำไทยขณะนั้นได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ว่า กรมพระยาชัยนาทนเรนทรผู้สำเร็จราชการฯได้มีส่วนสำคัญในการกล่าวรับรองการรัฐประหารครั้งนี้กับสหรัฐฯว่า การรัฐประหารครั้งนี้มีความชอบธรรมเนื่องจากไม่มีการนองเลือดในการรัฐประหารเพราะการนองเลือดเป็นสิ่งที่ชาวพุทธรังเกียจ (‘bloodshed is abhorrent to us as Buddhists’ )[22] (เน้นตัวเข้มโดยผู้เขียน) ทรงเห็นว่ารัฐบาลชุดเก่าไม่สมควรทำการต่อต้านเพื่อกลับสู่อำนาจอีก ดังนั้น รัฐบาลชุดเก่าควรพ้นไปจากอำนาจอย่างสงบอันจะทำให้การเมืองไทยจะเข้าสู่ห้วงเวลาใหม่ที่ดีกว่ารัฐบาลเก่าคิดต่อต้าน (‘more propitious moment’ )[23]” (เน้นตัวเข้มโดยผู้เขียน)

ในข้อความ “กรมพระยาชัยนาทนเรนทรผู้สำเร็จราชการฯได้มีส่วนสำคัญในการกล่าวรับรองการรัฐประหารครั้งนี้กับสหรัฐฯว่า การรัฐประหารครั้งนี้มีความชอบธรรมเนื่องจากไม่มีการนองเลือดในการรัฐประหารเพราะการนองเลือดเป็นสิ่งที่ชาวพุทธรังเกียจ (‘bloodshed is abhorrent to us as Buddhists’ )[22] ทรงเห็นว่ารัฐบาลชุดเก่าไม่สมควรทำการต่อต้านเพื่อกลับสู่อำนาจอีก ดังนั้น รัฐบาลชุดเก่าควรพ้นไปจากอำนาจอย่างสงบอันจะทำให้การเมืองไทยจะเข้าสู่ห้วงเวลาใหม่ที่ดีกว่ารัฐบาลเก่าคิดต่อต้าน (‘more propitious moment’ )[23]”   ณัฐพล ใจจริง มีอ้างอิงอยู่ 2 ครั้ง คือ อ้างอิงที่ 22 และ 23 โดยแหล่งอ้างอิงสองรายการที่เขาใข้ คือ Edwin F. Stanton, Brief Authority : Excursion of a Common Man in an Uncommon World, ( New York : Harper & Brothers Publishers, 1956), p.210. โดยอ้างอิงที่ 22 และ 23 มาจากหน้าเดียวกัน นั่นคือ หน้า 210

เมื่อไปตรวจสอบหน้า 210 ของหนังสือเล่มดังกล่าว จะพบข้อความต้นฉบับที่กล่าวถึงกรมขุนชัยนาทนเรนทรกับเหตุการณ์รัฐประหารในบรรทัดแรกของหน้า ดังนี้

“interest of the country to acquiesce in what had been done in order to avoid bloodshed. ‘As you know,’ he told me, ‘bloodshed is abhorrent to as Buddhists.’

In answer to my question as to whether there might not be danger of civil war If Luang Thamrong were to hold out, he replied that he felt Thamrong would not wish to plunge the country into war and would probably leave quietly, to reappear on the scene at more propitious moment. The Prince Regent proved to be correct.”

ถ้าดูย้อนไปที่หน้า 209 จะพบข้อความต้นประโยคในบรรทัดสุดท้ายของหน้า “Later the Prince Regent told me it seemed to be in the best” และเมื่อรวมกับข้อความในหน้า 210 ที่ยกมาข้างต้น จะได้ความว่า

“Later the Prince Regent told me it seemed to be in the best interest of the country to acquiesce in what had been done in order to avoid bloodshed. ‘As you know,’ he told me, ‘bloodshed is abhorrent to as Buddhists.’

In answer to my question as to whether there might not be danger of civil war If Luang Thamrong were to hold out, he replied that he felt Thamrong would not wish to plunge the country into war and would probably leave quietly, to reappear on the scene at more propitious moment. The Prince Regent proved to be correct.”

เมื่อแปลเป็นไทยจะได้ความว่า

“ต่อมา เจ้าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า ดูเหมือนว่าประโยชน์สูงสุดของประเทศในขณะนั้น คือการจำต้องยอมรับ (acquiesce) ในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด ‘ดังที่ท่านทราบ’ พระองค์ตรัสแก่ข้าพเจ้า ‘การนองเลือดเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับพวกเราในฐานะชาวพุทธ’

เมื่อข้าพเจ้าถามว่าหากหลวงธำรงยังคงยืนหยัดต่อต้านอยู่ จะไม่เกิดอันตรายจากสงครามกลางเมืองหรือ พระองค์ทรงตอบว่า ทรงเห็นว่าหลวงธำรงคงไม่ประสงค์จะนำประเทศเข้าสู่สงคราม และน่าจะยอมจากไปโดยสงบ เพื่อกลับมามีบทบาทอีกครั้งในยามที่สถานการณ์เหมาะสมกว่า (at more propitious moment)  และท้ายที่สุด เจ้าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ทรงคาดการณ์ได้ถูกต้อง”     

ผู้เขียนต้องการชี้ให้เห็นว่า คำสำคัญในข้อความข้างต้น คือ acquiesce  ด้วยคำว่า acquiesce เป็นคำที่มีนัยละเอียดในทางการเมืองและการทูต  ไม่ได้แปลความหมายเพียง “ยอม” ธรรมดา แต่โดยทั่วไปหมายถึง “ยอมคล้อยตาม” “ยอมรับโดยไม่ต่อต้าน” “ยอมจำนนต่อสถานการณ์” หรือ “ยินยอมโดยปริยาย แม้ไม่ได้เห็นด้วยเต็มใจ” คำนี้มักมีนัยว่า ผู้พูดไม่ได้สนับสนุนอย่างแข็งขัน (active support) ไม่ได้เห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น (enthusiastic approval)  แต่เลือก “ไม่ขัดขืน” เพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่หนักกว่า [2]

acquiesce จะต่างจากคำอื่นๆ เช่น agree - เห็นด้วย, accept – ยอมรับ เพราะ acquiesce หมายถึง จำต้องยอมรับ หรือยอมตามโดยไม่ต่อต้าน  “to acquiesce in what had been done” จึงไม่ได้หมายความว่า“เห็นด้วยกับการรัฐประหาร” แต่จะเคียงใกล้กับ “ยอมรับสภาพที่ได้เกิดขึ้นแล้ว” หรือ “ไม่ต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้น”เพื่อ หลีกเลี่ยงการนองเลือด หรือ ป้องกันสงครามกลางเมือง สภาวะการณ์ทางการเมืองที่กรมขุนชัยนาทนเรนทรต้องเผชิญในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นสภาวะการณ์ทางการเมืองที่พระองค์ทรงต้องตัดสินพระทัยเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของรัฐ กติกาสูงสุดของระบอบและความชอบะรรมของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมือง อันเป็นการตัดสินใจทางทางการเมืองที่ไม่ใช่การเมืองปกติประจำวัน ศัพท์ทางรัฐศาสตร์ที่ใช้เรียกสภาวะการณ์ดังกล่าวนี้คือ “Constitutional politics” [3]           

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ Stanton ผู้ใช้คำ acquiesce  ต้องการสื่อการถึง “ยอมรับ” การเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐโดยไม่ต่อต้าน แม้จะไม่ได้ “เห็นด้วยทางศีลธรรม”  ดังนั้นในบริบทของข้อความนี้ Stanton ไม่ได้ต้องการสื่อต่อผู้อ่านหนังสือของเขาว่า กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เห็นชอบ แต่กล่าวว่า พระองค์ทรงจำต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อ

ดังนั้น ที่ณัฐพลเขียนว่า “จากหลักฐานในบันทึกของเอ็ดวิน สแตนตัน (Edwin F. Stanton) เอกอัครราชทูตสหรัฐ ฯ ประจำไทยขณะนั้นได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวไว้ว่า กรมพระยาชัยนาทนเรนทรผู้สำเร็จราชการ ฯ ได้มีส่วนสำคัญในการกล่าวรับรองการรัฐประหารครั้งนี้กับสหรัฐฯว่า การรัฐประหารครั้งนี้มีความชอบธรรมจึงสื่อความหมายที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีข้อความใดในต้นฉบับภาษาอังกฤษของ Stanton ที่จะสื่อว่า กรมขุนชัยนาทนเรนทรได้ตรัสกับ Stanton ว่า พระองค์ทรงเห็นว่า การรัฐประหารครั้งนั้นมีความชอบธรรม ทั้งนี้ ณัฐพลได้ละเลยความหมายที่ถูกต้องของคำว่า acquiesce ที่ Stanton ต้องการสื่อว่า กรมขุนชัยนาทนเรนทรอยู่ในสภาวะที่ต้องจำยอมกับการรัฐประหารที่ได้เกิดขึ้นแล้ว

อีกทั้งข้อความที่ณัฐพลเขียนว่า “(กรมขุนชัยนาทนเรนทร) ทรงเห็นว่ารัฐบาลชุดเก่าไม่สมควรทำการต่อต้านเพื่อกลับสู่อำนาจอีก ดังนั้น รัฐบาลชุดเก่าควรพ้นไปจากอำนาจอย่างสงบอันจะทำให้การเมืองไทยจะเข้าสู่ห้วงเวลาใหม่ที่ดีกว่ารัฐบาลเก่าคิดต่อต้าน” นั้น ก็ไม่ปรากฎในข้อเขียนภาษาอังกฤษของ Stanton หน้า 209-210  แม้ว่าจะมีข้อความ “ห้วงเวลาใหม่ที่ดีกว่า” (at more propitious moment) อยู่จริง แต่อยู่ในความหมายที่ว่า “หลวงธำรงคงไม่ประสงค์จะนำประเทศเข้าสู่สงคราม และน่าจะยอมจากไปโดยสงบ เพื่อกลับมามีบทบาทอีกครั้งในยามที่สถานการณ์เหมาะสมกว่า (หรือห้วงเวลาใหม่ที่ดีกว่า)”                                                                   

นอกจากนี้ เพื่อยืนยันการสื่อถึงสภาวะการณ๋จำยอมของกรมขุนชัยนาทนเรนทรในหนังสือของ Stanton ผู้เขียนขอหยิบยกหนังสือ The November 1947 Coup: Britain, Pibul Songgram and the Coup ของ Nik Anuar Nik Mahmud นักวิชาการและศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ชาวมาเลเซียที่มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประวัติศาสตร์การเมืองของไทยและมาเลเซีย Mahmud ได้เขียนถึงเหตุการณ์ตอนที่กรมขุนชัยนาทนเรนทรลงพระนามรับรองรัฐธรรมนูญไว้ในหน้า 49 ว่า “[Prince Rangsit] had been forced practically at the point of a tommy gun” ซึ่งแปลความเป็นไทยได้ดังนี้  “กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องลงพระนามภายใต้การขู่บังคับด้วยอาวุธปืน” หรือ “ทรงถูกบังคับ [ให้ลงพระนาม] โดยมีปืนทอมมี่จ่อบังคับอยู่แทบจะในทันที” หรือ “ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการลงพระนามของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น เป็นไปโดยกึ่งบังคับภายใต้การคุกคามด้วยอาวุธโดยคณะรัฐประหาร”

จากข้างต้น จาก Edwin F. Stanton, Brief Authority : Excursion of a Common Man in an Uncommon World, ( New York : Harper & Brothers Publishers, 1956), pp.209-210 และ Nik Anuar Nik Mahmud, The November 1947 Coup: Britain, Pibul Songgram and the Coup หน้า 49 กรมขุนชัยนาทนเรนทรมิได้ทรงเห็นว่ารัฐประหาร 2490 มีความชอบธรรม และพระองค์ทรงลงพระนามรับรองรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นแล้วด้วยภาวะจำยอมเพื่อไม่ให้ต้องมีการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อ และที่น่าสนใจคือ The November 1947 Coup: Britain, Pibul Songgram and the Coup ก็เป็นหนังสือที่ณัฐพล ใจจริงใช้อ้างอิงในวิทยานิพนธ์ของเขาด้วย เชาอ้างข้อความจากหนังสือเล่มนี้อยู่หลายหน้า และในหน้า 71 ของวิทยานิพนธ์ของเขา เขาก็อ้างหน้า 49 ในหนังสือของ Mahmud ด้วย แต่เขากลับละเลยไม่กล่าวถึงข้อความที่ว่า “[Prince Rangsit] had been forced practically at the point of a tommy gun” [4]   


เชิงอรรถ

1.ณัฐพล ใจจริง, รัฐประหาร 2490, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า

https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2490#cite_ref-25

2.Oxford English Dictionary (OED), acquiesce, v. “To comply or concur tacitly or passively; to assent without protest; to accept or submit without active opposition.”, Oxford English Dictionary. (2024). Acquiesce. In Oxford English Dictionary (online ed.). Oxford University Press; Cambridge Dictionary, acquiesce, v. “to accept or agree to something, often unwillingly”, In Cambridge Dictionary (2004); Black’s Law Dictionary (พจนานุกรมศัพท์ทางกฎหมายที่ใช้ในการตีความทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและทางการทูต), acquiesce, v. “Tacit or passive acceptance; implied consent to an act.” Garner, B. A. (Ed.). (2019). Black’s Law Dictionary (11th ed.). Thomson Reuters.

3.สภาวะการณ์เช่นนี้ Ackerman เรียกว่า “constitutional politics” ผู้สนใจโปรดดู Bruce Ackerman, We the People: Foundations. (Cambridge, Mass.: Harvard University Press: 1991), pp. 6–33.

4.ณัฐพล ใจจริง, การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500), วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญารัฐศาสตรดุษฎี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2552, หน้า 16, 52, 54, 66, 68, 71, 78.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตัวตน-วิถีการเมือง-หลักการทำงาน โกแพ วรศิษฎ์ มท.4 ภูมิใจไทย

คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ในส่วนของที่มาจากพรรคภูมิใจไทย จะพบว่ามีรัฐมนตรีที่เป็นพวกนิวเจน อายุยังไม่มากอยู่หลายคนที่น่าสนใจ และหนึ่งในนั้นก็คือ "วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย รหัส มท.4 -สส.สตูล

แฉแชตไลน์ปลอม จับโป๊ะช่วยนํ้าเงินด้วยรายชื่อผู้สมัครสส.ไม่ตรงกับกกต.

จับโป๊ะ! แชตไลน์ "ช่วยน้ำเงินด้วย" ปจ.ภูเก็ตกล่าวหา “อธิบดีกรมการปกครอง” หนังคนละม้วน เทียบรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ไม่ตรงประกาศจริงของ กกต. “โสภณ” บอกไม่รู้ ย้ำแยกบทบาทชัด หลังนั่งประธานสภาฯ กล่าวติดตลก ภูมิใจไทยไม่ใช่ตำบลกระสุนตก เป็นแค่หมู่บ้าน ย้อนสื่อฯ ใครเป็นรัฐบาลยุคไหนก็โดน จ่อบรรจุแก้รัฐธรรมนูญ 7-8 ก.ค.นี้ ชี้หาก กมธ.ถกไม่ล่าช้า ขั้นตอนทุกอย่างจะเร็วตาม

'โสภณ' ไม่รู้ปมแชต 'ช่วยน้ำเงินด้วย' ยันแยกบทบาทชัด ไม่ยุ่งกิจการภูมิใจไทย

“โสภณ ซารัมย์” ระบุไม่ทราบกรณีแชทหลุดอ้างข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ย้ำตั้งแต่รับตำแหน่งประธานสภาฯ ไม่ยุ่

พรรคเพื่อไทยเปิด 20 เรื่องไม่ลับ 'ภัทร์ดารัสมิ์' จากอัยการทหารสู่รองโฆษกรัฐบาล

พรรคเพื่อไทยเผย 20 เรื่องไม่ลับของ “ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร” รองโฆษกรัฐบาล ตั้งแต่วัยเด็กนักอ่าน แรงบันดาลใจสู่เส้นทางนักกฎหมาย ประสบการณ์ในฐานะอัยการ