
อย่าง “นายกฯ ฮุน มาเนต”
อย่าง “นายปรัก สุคน” รัฐมนตรีต่างประเทศเขมร
เข้าลักษณะที่ว่า “โง่แล้วยังอยากนอนเตียง”!
ไทยให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS เมื่อปี ๒๕๕๔
ส่วนเขมรเพิ่งให้สัตยาบันเมื่อหัวฝนนี่เอง คือเมื่อ กุมภา.๖๙
ในการให้สัตยาบัน ปี ๒๕๕๔.....
ไทยได้ทำความตกลงและสงวนสิทธิ์ภายใต้ “อนุสัญญาสหประชาชาติ” ว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่สำคัญ คือ
“ไม่ยอมรับวิธีดำเนินการแก้ปัญหาข้อพิพาทด้วยวิธีต่างๆ ตามข้อ ๒๙๘ วรรค ๑”
และเมื่อเขมรให้สัตยาบัน เมื่อ กุมภา.๖๙
เขมรก็ประกาศสงวนสิทธิ์ “ตามรอยแอ่งตีนไทย” เปี๊ยบ!
แต่วานซืน ๒ มิ.ย.๖๙ “นายฮุน มาเนต” ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการ UN
ขอเริ่มต้น “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.๑๙๘๒ หรือ UNCLOS
ตามแถลงการณ์ เขมรแต่งตั้ง “ปรัก สุคน” รมว.ต่างประเทศเขมร เป็นตัวแทนในการดำเนินการ
ร่วมกับ “ปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน” นักการทูตชาวเดนมาร์ก และ “ฌอง-มาร์ค ทูฟเวนิน” นักวิชาการชาวฝรั่งเศส
ทำหน้าที่เป็น “คณะผู้ประนอม” ฝ่ายเขมร
แล้วทำว่า...ข้าแต้มเหนือ ประกาศิตว่า “ไทยมีเวลา ๒๑ วัน ในการแต่งตั้งผู้ประนอม ๒ คน
“ฮุน มาเนต” อ้างกรณี “ติมอร์-เลสเต” และ “ออสเตรเลีย” ว่าเรื่องเขตแดนทางทะเล ได้แก้ไขผ่านกระบวนการนี้สำเร็จ ในปี ๒๐๒๘
เมื่อเขมรมาแต้มนี้ แล้วไทยว่าไง?
“นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ซึ่งประชุม OECD อยู่ฝรั่งเศส ตอบสนองความกระซ่านของเขมรว่า
“เมื่อทั้ง ๒ ประเทศเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว เราก็น่าจะเจรจากันภายใต้กระบวนการ UNCLOS
และเราควรให้โอกาสในการเจรจาระดับทวิภาคีก่อน แต่ถ้ามันไปไม่ได้ เราอาจจะตกลงกันว่า จะไปสู่กลไกต่างๆ
หรือจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับก็ได้ แต่ทั้งนี้ เราควรให้โอกาส สำหรับการเจรจาระหว่างกันก่อน
อย่างกรณีติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ใช้เวลาเกือบ ๒ ปี ดังนั้น เท่ากับว่าอีก ๒ ปี เราจะไม่สามารถกำหนดเขตแดนทางทะเล หรือพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกันได้
.........ฝ่ายไทยพร้อมอยู่แล้ว เพราะเราคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะต้องมาในเส้นทางนี้ และเราได้เตรียมการมาสักพักหนึ่งแล้วว่า
ถ้าเขามาทางนี้ เราจะดำเนินการอย่างไร
ใครจะเป็นผู้ประนีประนอมฝั่งไทย ใครเป็นผู้มีคุณสมบัติความเชี่ยวชาญ ผมจะไปคุยกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสของไทยว่า
“เราจะต้องเตรียมการอย่างไร และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร”
สรุปในส่วนนี้.....
ไทยต้องการนั่งโต๊ะพูดคุย เจรจา สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ถ้าไม่เป็นผล แล้วค่อยว่าไปตามกระบวนการ
แต่เขมรไม่ต้องการ โดดไปขั้นตอน “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” เลย!
แล้วไทยจะโดดเข้าเล่นเกม “ประนอมภาคบังคับ” กับเขมรมั้ย เห็นท่านสีหศักดิ์แย้มๆ ว่า
“ได้คุยกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสของไทยไว้แล้ว”?
แต่ผมฟังทั้งฝ่ายนายกฯ และฝ่ายท่านสีหศักดิ์แล้ว ดูเหมือนทั้ง ๒ จะอมไต๋ในเรื่องนี้ ยังไม่ยอมบอกตรงๆ ว่า จะใช้กระบวนท่าไหนรับมือกุลีขนหินให้ขอม
ไงก็รอท่านสีหศักดิ์กลับจากปารีสก่อนก็แล้วกัน เห็นท่านว่ากลับมาแล้ว ศุกร์ที่ ๕ มิ.ย.ท่านจะแถลง
เรื่องนี้ ไม่ต้อง “กระต่ายตื่นตูม” กันไปหรอก ไทยสงวนสิทธิ์ตาม “มาตรา ๒๙๘” ไว้แล้ว เรียกว่า “เขมรแพ้ฟาวล์” ตั้งแต่ต้น เชื่อเถอะ!
เพื่อไม่ต้องถูกต่อว่า “รู้น้อยพลอยรำคาญ” เรามาทำความเข้าใจในเรื่องนี้จาก “ผู้รู้จริง” ไปพร้อมๆ กันให้หายรำคาญดีกว่า
คือ “พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์” อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านโพสต์เฟซฯ เรื่องนี้ไว้ ๒-๓ ตอน
เรื่องกฎหมายทางทะล UNCLOS ใครจะรู้ดีเท่าทหารเรือ เห็นจะยาก
ฉะนั้น วันนี้ เรามาอ่านที่ท่านโพสต์ เพื่อที่จะ “ตาสว่าง” ไปด้วยกันดีมั้ย เริ่มจากโพสต์แรก
................................................
“พัลลภ ตมิศานนท์”
“ไทยไม่ยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS กับกัมพูชา”
เหตุผลที่ 1 ความเสี่ยงต่อการแบ่งเขตอธิปไตยของประเทศ การประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) เป็นหนึ่งในวิธีดำเนินการ เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความ
หรือการใช้ UNCLOS โดยผลของการดำเนินการ “จะไม่ผูกพันฝ่ายต่างๆ”
มีขั้นตอน ตาม UNCLOS ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ดังนี้
1.ฝ่ายเริ่ม คือกัมพูชา แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร แก่คู่กรณีคือไทย เพื่อเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ
โดยแจ้งรายชื่อผู้ประนอม 2 คนในสัดส่วนของกัมพูชามาในหนังสือดังกล่าวด้วย (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ข้อ 11 วรรค 1)
2.หากคู่กรณี คือไทย ไม่ยอมรับกระบวนการประนอม
ก็จะไม่ตั้งผู้ประนอมร่วมอีก 2 คน และไม่จำเป็นต้องตอบหนังสือดังกล่าว
ในกรณีนี้ กัมพูชาสามารถดำเนินกระบวนการประนอมภาคบังคับต่อไปได้ (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ข้อ 12)
แต่ในกรณีของติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งออสเตรเลีย “ยอมรับเข้าร่วมกระบวนการประนอม”
ออสเตรเลียได้ตั้งผู้ประนอมในสัดส่วนของตนอีก 2 คน
3.เมื่อไทยไม่ยอมรับกระบวนการประนอม และไม่ตั้งผู้ประนอมร่วมอีก 2 คน
ฝ่ายกัมพูชา สามารถร้องขอเลขา UN ให้ตั้งผู้ประนอมอีก 2 คน เลือกจากบัญชีรายชื่อผู้ประนอม (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 1 ข้อ 3)
4.ผู้ประนอมตามข้อ 1 และข้อ 3 ทั้ง 4 คน จะแต่งตั้งผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม
โดยเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้ประนอม (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 1 ข้อ 3)
5.คณะกรรมาธิการประนอมตามข้อ 4 ประชุมวินิจฉัยว่า มีอำนาจหน้าที่ที่จะดำเนินการหรือไม่ (ภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ข้อ 13)
หากวินิจฉัยว่ามีอำนาจหน้าที่ ก็สามารถดำเนินกระบวนการประนอมต่อไปได้ โดยมีเวลา 12 เดือน จัดทำรายงาน ข้อสรุปและข้อเสนอแนะให้แล้วเสร็จ
เหตุผลสำคัญที่เสนอให้ไทย “ไม่ยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับ” ตาม UNCLOS กับกัมพูชา
เนื่องจากความเสี่ยงที่จะให้ “องค์กรต่างประเทศ” มาชี้นำการแบ่งเขต “อธิปไตยของไทย”
เพราะพื้นที่พิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดจากการที่ทั้งสองประเทศต่างประกาศ “เขตทางทะเล” ของตนในช่วงปี 2515-2516 นั้น
ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน (Overlapping Claims Area : OCA) ไม่ใช่แต่เฉพาะไหล่ทวีปและ EEZ ซึ่งอยู่ห่างชายฝั่ง และรัฐมีเพียงสิทธิอธิปไตยในทรัพยากรต่างๆ เท่านั้น
หากแต่เริ่มทับซ้อนกันตั้งแต่ชายฝั่งทะเลตรงหลักเขต 73 จว.ตราด ออกไปถึงกลางทะเล พื้นที่ส่วนนี้ คือทะเลอาณาเขต
ซึ่งรัฐที่อ้างสิทธิคือ ไทยและกัมพูชา ต่างถือว่าตนมีอำนาจอธิปไตยทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการเหนือทุกกิจกรรมในพื้นที่นี้โดยสมบูรณ์
ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิทับซ้อนกัน เท่ากับมี “อำนาจอธิปไตย 2 ประเทศทับซ้อน” ในพื้นที่เดียวกัน
ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่และอันตรายมาก เพราะสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ตลอดเวลา
ขณะนี้ ได้ยกเลิก MOU 44 แล้ว และกัมพูชาก็เพิ่งเข้าเป็นภาคี UNCLOS เมื่อต้นปีนี้
จึงเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะมาเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลระหว่างกันให้ชัดเจน
และเนื่องจากไม่มี “องค์กรต่างชาติใด” เข้าใจสภาวะแวดล้อมและปัญหาต่างๆ ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนได้ดีเท่าเจ้าของพื้นที่ คือไทยและกัมพูชา
ดังนั้น จึงควรเจรจาแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกันเพียงสองฝ่ายในแบบทวิภาคี (Bilateral) ภายใต้ “กรอบกติกาสากล” ที่ต่างเป็นภาคีและยอมรับร่วมกันแล้วคือ UNCLOS
ไม่ควรให้มี “ประเทศหรือองค์กรอื่นใด” เช่นคณะกรรมาธิการประนอมหรือศาลระหว่างประเทศใดๆ เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย
เพราะเป็นการ “นำอธิปไตยของประเทศ” ไปขึ้นกับบุคคลไม่กี่คน ที่จะเข้ามาเสนอแนะชี้นำไปในแนวทางต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้
เสี่ยงกับความไม่แน่นอน ทั้งปัญหาความเป็นกลาง หรือลำเอียง เหมือนในอดีตที่ไทยเคยได้รับบทเรียนขมขื่นมาแล้วในกรณีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505
ดังนั้น เมื่อกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) กับไทย เพื่อนำไปสู่การแบ่งเขตแดนทางทะเลนั้น
เนื่องจากไทยได้ประกาศไว้แล้วเมื่อปี 2554 ในคราวให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ว่า
“ไทยไม่ยอมรับวิธีดำเนินการใดๆ ในข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเล”
แต่ที่สำคัญคือ UNCLOS ข้อ 298 วรรค 1 ระบุเป็นข้อยกเว้นว่า การประนอมภาคบังคับ...
“จะใช้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นหลังจากที่ UNCLOS มีผลใช้บังคับเมื่อปี 2537 แล้ว”
ในขณะที่ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ปี 2515
ดังนั้น ไทยจึงควรใช้สิทธิและความชอบธรรมที่จะประกาศ “ไม่ยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับ” ตาม UNCLOS กับกัมพูชา
ครับ...นี่คือเหตุผลที่ ๑ ทีนี้มาดูเหตุผลที่ ๒ ของท่านพัลลภ กันต่อ ว่าทำไมไทยจึง “ไม่ควรยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับ” ตาม UNCLOS กับเขมร
..............................................
พัลลภ ตมิศานนท์
เหตุผลที่ 2 “กัมพูชาไม่มีสิทธิและความชอบธรรมที่จะเริ่มกระบวนการประนอมกับไทย”
เนื่องจากข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา เริ่มตั้งแต่ปี 2515 เมื่อกัมพูชาประกาศทะเลอาณาเขตและไหล่ทวีปละเมิดอธิปไตยเกาะกูดของไทย
ทำให้เมื่อไทยประกาศเขตไหล่ทวีป เมื่อปี 2516 โดยใช้หลักการ “เส้นมัธยะ” ตามกฎหมายทะเลขณะนั้น คืออนุสัญญากรุงเจนีวา ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1958
จึงเกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกว่า 26,000 ตร.กม. และตกลงแบ่งเขตกันไม่ได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อีกหลายปีต่อมา เมื่อ 10 ธ.ค.2525 มีการ....
ประกาศใช้กฎหมายทะเลฉบับใหม่ คือ UNCLOS 1982 ซึ่งมีผลบังคับใช้ 16 พ.ย.2537
ดังนั้น ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับกว่า 22 ปี
โดยที่ลักษณะของข้อพิพาทที่จะเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับได้นั้น
UNCLOS ข้อ 298 วรรค 1 อนุวรรค (เอ) (1) กำหนดไว้ว่าต้องเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้น หลังจากที่ UNCLOS มีผลใช้บังคับแล้ว
ดังนั้นข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับรวมถึงข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาด้วย
จึงเป็นประเภท “ข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น”
ไม่สามารถนำมาเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับได้
เท่ากับว่า....
ที่กัมพูชานำข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้นมาเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับกับไทย
“จึงเป็นการดำเนินการที่ขัดกับ UNCLOS เสียเอง”!
นอกจากนั้นแล้ว....
เมื่อคราวที่ทั้งไทยและกัมพูชาต่างให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS เมื่อ 14 พ.ค.54 และ 6 ก.พ.69 ตามลำดับนั้น
ทั้งสองประเทศได้ประกาศ.....
“ไม่ยอมรับวิธีดำเนินการแก้ปัญหาข้อพิพาทด้วยวิธีต่างๆ ตามข้อ 298 วรรค 1”
ซึ่งเมื่อประกาศไว้เช่นนี้
จึงทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาต่างอยู่ภายใต้บังคับข้อ 298 วรรค 3 ที่กำหนดว่า
รัฐภาคีที่ประกาศตามข้อ 298 วรรค 1 (กัมพูชา) จะไม่มีสิทธิที่จะเสนอข้อพิพาทกับรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่ง (ไทย)
ในประเภทข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น (เป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับ)
โดยไม่ได้รับความยินยอมจากฝ่ายนั้น (ไทย)
สรุป การที่กัมพูชานำข้อพิพาททางทะเลกับไทยมาเริ่ม “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” นั้น
“ถือเป็นการดำเนินการที่ขัดกับ UNCLOS”
อีกทั้งกัมพูชาไม่มีสิทธิและความชอบธรรมที่จะนำข้อพิพาทดังกล่าวซึ่งได้รับการยกเว้นเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับกับไทย................
หากไทยไม่ยินยอม!
-เปลว สีเงิน
๔ มิถุนายน ๒๕๖๙
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE เสธ.พัลลภ เปิดลึก UNCLOS ดับฝันเฟื่องเขมร..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2569
ดั่ง 'กฎกรรมรังแก'
“เพรงบุญ-เพรงกรรม แต่ปางบรรพ์" วานนี้ (๑๒ มิ.ย.๖๙) มาบรรจบ “สำนักพระราชวัง” มีแถลงการณ์ ว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” “สิ้นพระชนม์” ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชันษาปีที่ ๔๗ ข่าวนี้ แม้เตรียมใจรับแล้ว แต่กระนั้น ก็ยังมิวาย เมื่อพลันมีประกาศ ประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจปวงชน! ทูลกระหม่อมเอ๋ย ทูลกระหม่อมแก้วของปวงไทย พระองค์ทรงสว่างมา แล้วพระองค์ก็ทรงสว่างไป
‘ซุ่มรบ-แสร้งสงบ’
หมู่นี้..... ไม่รู้จีนเกิดพิศวาสไทยอะไรขึ้นมา? เพราะตั้งแต่ขนทั้งเครื่องบินรบ ทั้งเรือรบ ทั้งรถถัง มาให้เขมร
ไทยโพสต์เปิดช่อง ‘เจาะการเมือง’ รู้ลึกทุกความเคลื่อนไหว
ไทยโพสต์เปิดช่อง “ไทยโพสต์เจาะการเมือง” อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหวทางการเมือง และประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของสังคมจากทีมข่าวไทยโพสต์
กล้าๆ หน่อย..ฮุน เซน
แหม.....! นายกฯ อนุทินไม่น่าไปบอกให้ “ไอ้เฒ่าสารพัดพิษเขมร” คิดให้ดีก่อนที่จะมารบกับไทยเล้ย! เมื่อวาน มันเลยออกมาโทษสื่อไทยว่า “ลงข่าวไม่มีมูลความจริง” ที่ว่า เขาจะใช้ ๒ ทาง คือ “สันติวิธี” หรือ "ทางทหาร" กับไทย
เฒ่าฮุน 'ทวงแผ่นดิน'
“ขิงแก่ ย่อมเผ็ด” ฉันใด “เฒ่าฮุน สองแฉก” ก็ ฉันนั้น! วานซืน (๘ มิ.ย.๖๙) "เฒ่าสารพัดพิษ" ลงพื้นที่ชายแดน ไปปราศรัยที่สวายเรียง บันเตียเมียนเจย ติดๆ กับชายแดนสระแก้ว

