รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 12) จาก “แสงเงินแสงทอง” ถึง “วันใหม่ของชาติ” : การตีความและการใช้หลักฐานในงานศึกษาว่าด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490

 

ไชยันต์ ไชยพร

“ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า ‘เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา’” และ “ทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหารว่า ‘วันใหม่ของชาติ’”

ณัฐพล ใจจริง

ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงบทความ “รัฐประหาร 2490” ในฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าที่เรียบเรียงโดย ณัฐพล ใจจริง [1] ที่มีข้อความตอนหนี่งว่า “การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ตกจากอำนาจไปและเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีอำนาจของกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ตลอดจนเป็นจุดการเริ่มต้นของการเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้กับพระมหากษัตริย์อย่างสำคัญภายหลังการปฏิวัติ 2475” และในการยืนยันข้อความดังกล่าวนี้ ณัฐพลได้เขียนว่า “ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า “เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา”[24]” และ “กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหารว่า ‘วันใหม่ของชาติ’ [34]”

หลังจากตรวจสอบพระบันทึกของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร พบว่า การที่ณัฐพลเขียนว่า “ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า ‘เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา’” นั้นไม่ถูกต้องและทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่ากรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรทรงปิติยินดีกับการเกิดรัฐประหาร 2490 เพราะในพระบันทึกดังกล่าว กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรไม่ได้ทรงกล่าวถึงการรัฐประหาร แต่ทรงกล่าวถึงถึงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จกลับมาเยี่ยมบ้านเมืองและราษฎร ดังความที่ว่า “ในเมืองไทยเรา ความมืดมิดแห่งราตรีกาลก็ได้ปกคลุมมาเป็นเวลาตั้งสิบปี ตอนนี้กำลังจะมีแสงเงินแสงทองขึ้น ราษฎรส่วนมากไม่ว่าในกรุงหรือหัวเมืองพากันยินดีและเบิกบานเมื่อได้ทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวของเราจะทรงถือเอาโอกาสที่โลกได้สงบศึกเสด็จจากประเทศสวิสส์ที่ทรงเล่าเรียนอยู่นั้นเข้ามาเยี่ยมบ้านเมืองและราษฎรของท่าน” และการสวรรคตของพระองค์ต่างหากที่ทำให้ “ ‘แสงเงินแสงทอง’ ก็นับว่าจางไป”                               

ในกรณี “วันใหม่ของชาติ” ก็เช่นกัน หลังจากตรวจสอบพระบันทึกภายใต้หัวข้อ “วันใหม่ของชาติ” ของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรแล้ว พบว่า ไม่ได้ทรงแสดงอาการชื่นชมยินดีกับการรัฐประหาร หรือทรงเห็นว่า รัฐประหาร 2490 จะทำให้ “เมืองไทยเปลี่ยนฉาก  แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา” แต่อย่างใด แต่กลับจะแสดงความไม่สมัครพระทัยที่จะ “เข้ารับราชการเป็นอภิรัฐมนตรีในคณะตั้งใหม่..มีหน้าที่ทำงานแทนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” อันเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมาตามมาตรา 9 “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำหรับถวายคำปรึกษาในราชการแผ่นดิน” ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 หนึ่งวันหลังจากคณะทหารที่นำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณก่อการรัฐประหารในประเทศไทย

นอกจาก ข้อเขียนของณัฐพล ใจจริงในกรณี “วันใหม่ของชาติ” ตามความหมายดังกล่าวจะเผยแพร่เป็นภาษาไทยในฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้าแล้ว เขายังได้เผยแพร่เป็นบทความภาษาอังกฤษด้วย ภายใต้ชื่อ “The Monarchy and the Royalist Movement in Modern Thai Politics” (ราชาธิปไตยและการเคลื่อนไหวของรอยัลลิสต์ในการเมืองไทยสมัยใหม่” (2010/ 2553) เป็นบทความหนึ่งในหนังสือชื่อ “Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand” (พูดในสิ่งที่พูดไม่ได้: ราชาธิปไตยและประชาธิปไตยในประเทศไทย)

ในบทความภาษาอังกฤษ ณัฐพลกล่าวถึงกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรไว้ดังนี้

“Following the success of the coup, Prince Dhani perceived that the political atmosphere allowed the king and the royalists to return to political power (Bidyalabh Bridhyakorn 1969: 115) The coup group subsequently sent a delegate to report their success to the king in Switzerland, who sent a reply letter expressing his satisfaction with the outcome of the coup (‘King Bhumibol’s letter to the Field Marchall Phibun Songkram, 25 November 1947’; Wichai 1955; 305). Prince Dhani called the political atmosphere and the opportunity that arose after the defeat of Pridi,  one of the greatest enemies of the royalists, ‘the nation’s new day’ (Bidyalabh Bridhyakorn 1969: 118). On the contrary, Stanton viewed the coup that overthrew the government and the content of the constitution of 1947 as a regression back to the past (Stanton 1956: 209-210).”[2]

แปล: “ภายหลังความสำเร็จของการรัฐประหาร หม่อมเจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงเห็นว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนั้นเอื้ออำนวยให้พระมหากษัตริย์และฝ่ายนิยมเจ้า (royalists) สามารถหวนกลับเข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้อีกครั้ง (Bidyalabh Bridhyakorn, 1969, p. 115) ต่อมา คณะรัฐประหารได้ส่งผู้แทนไปกราบบังคมทูลรายงานความสำเร็จของการยึดอำนาจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยพระองค์ได้มีพระราชหัตถเลขาตอบกลับมาแสดงความพอพระราชหฤทัยต่อผลแห่งการรัฐประหารครั้งดังกล่าว (“King Bhumibol’s Letter to Field Marshal Phibun Songkram, 25 November 1947”; Wichai, 1955, p. 305)  หม่อมเจ้าธานีนิวัตทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองและโอกาสที่เกิดขึ้นภายหลังการพ่ายแพ้ของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งทรงถือว่าเป็นหนึ่งในศัตรูสำคัญที่สุดของฝ่ายนิยมเจ้า ว่าเป็น “วันใหม่ของชาติ” (the nation’s new day) (Bidyalabh Bridhyakorn, 1969, p. 118) ในทางตรงกันข้าม สแตนตัน (Stanton) กลับมองว่าการรัฐประหารซึ่งโค่นล้มรัฐบาลและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 เป็นการหวนกลับไปสู่ระเบียบการเมืองแบบเดิม หรือเป็นการถดถอยย้อนกลับไปสู่อดีต (a regression back to the past) (Stanton, 1956, pp. 209–210)”

ในกรณี “วันใหม่ของชาติ” ในบทความภาษาอังกฤษของณัฐพล ผู้เขียนคงไม่จำเป็นต้องชี้แจงซ้ำถึงการสื่อความหมายของกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากรผิด แต่ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงข้อความของณัฐพลที่ว่า “คณะรัฐประหารได้ส่งผู้แทนไปกราบบังคมทูลรายงานความสำเร็จของการยึดอำนาจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยพระองค์ได้มีพระราชหัตถเลขาตอบกลับมาแสดงความพอพระราชหฤทัยต่อผลแห่งการรัฐประหารครั้งดังกล่าว (“King Bhumibol’s Letter to Field Marshal Phibun Songkram, 25 November 1947”; Wichai, 1955, p. 305)”

ในกรณีพระราชหัตเลขาดังกล่าวนี้ หลังจากที่ได้ตรวจสอบหลักฐานที่ณัฐพลใช้อ้างอิง พบว่า มีการตีพิมพ์พระราชหัตถเลขาวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดังความต่อไปนี้

โลซานน์

๒๕ พฤจิกายน ๒๔๙๐

ถึง จอมพล ป. พิบูลสงคราม

ฉันได้รับหนังสือลงวันที่ ๑๔ เดือนนี้ ทราบความตลอดแล้ว เมื่อเหตุการณ์ได้บังเกิดขึ้นเช่นนี้ก็มีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตั้งแต่บัดนี้เปนต้นไป ประชนชนพลเมืองไทยที่รักของฉัน ซึ่งฉันได้เป็นห่วงใยในความทุกข์สุขของเขาอยู่เสมอตลอดมา ก็คงจะได้บรรเทาและปลดเปลื้องความลำบากยากแค้นต่าง ๆ ลงไปจนหมดสิ้น และมีความสุขสบายตามสมควรของเขา

ฉันรู้สึกพอใจยิ่งนัก ที่ได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นนี้ มิได้เสียเลือดเนื้อและชีวิตของคนไทยด้วยกันเลย อนึ่งที่ได้บอกมาว่า ทุก ๆ คน ที่ได้ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ได้ตกลงแน่วแน่ว่า ไม่ต้องการช่วงชิงอำนาจหาความดีใส่ตนเลย มีจุดประสงค์เพียงแต่จะให้รับบาลใหม่ที่เข้มแข็ง ได้เข้ามาบริหารราชการ ทำนุบำรุงให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองและปลดเปลื้องความยุ่งยากที่บังเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในบัดนี้ให้บรรเทาเบาบางลง ให้ประชาชนได้รับความสงบสุขร่มเย็นตามสมควรแก่สภาพ และให้ประเทศชาติได้รับการทำนุบำรุงให้เจริญ ฯลฯ นั้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นอุดมคติอันดียิ่ง และเป็นความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติโดยแท้จริง เมื่อได้ยึดถืออุดมคติอันดีดังกล่าวนี้นำมาปฏิบัติ นอกจากจะปรากฏในประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังเป็นตัวอย่างอันดีแก่ข้าราชการและประชาชนโดยทั่วไปอีกด้วย ขอให้ทุก ๆ ฝ่ายจงช่วยกันร่วมมือประสานงานด้วยดี เพื่อนำมาซึ่งความรุ่งเรืองให้แก่ประเทศชาตี่รักของเราจะเป็นความพอใจสูงสุดของฉัน

การที่ขอให้ฉันกลับเข้าเมืองไทยในโอกาสที่ฉันได้บรรลุนิติภาวะ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม ศกนี้นั้น ฉันขอขอบใจมาด้วย นอกจากเวลาจะได้กระชั้นชิดจนเกินไปแล้ว ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งฉันเข้าไปไม่ได้ ฉันได้สั่งให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์ เพ็ญศิริ ไปแจ้งให้เข้าใจโดยละเอียดแล้ว แต่อย่างไรก็ดีฉันมีความประสงค์ที่จะกลับเข้าไปกรุงเทพ ชั่วคราวเพื่อถวายพระเพลิงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในเดือนมีนาคมหน้านี้ ตามที่ได้กะไว้ ในขณะที่อยู่ในกรุงเทพฯ ชั่วคราวนี้ ฉันหวังว่าจะได้ช่วยทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองได้บ้างไม่มากก็น้อย

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช

พระราชหัตถเลขานี้ปรากฏเป็นตัวพิมพ์ในหนังสือ ว.ช. ประสังสิต สองเล่ม เล่มแรกและเป็นครั้งแรกที่ปรากฏความในพระราชหัตถเลขา คือ ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (พระนคร: โรงพิมพ์บริษัทรัฐภักดี: 2492) หน้า 245-248 เล่มที่สองคือ เบื้องหลังการสวรรคต ร. ๘ (พระนคร : สำนักพิมพ์ธรรมเสวี: 2498), หน้า 274-277 และในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ ไม่มีการกล่าวอ้างอิงว่า ผู้เขียนได้รับเอกสารสำเนาพระราชหัตถเลขานี้มาจากไหน  หนังสือสองเล่มนี้มีสาระสำคัญคือยกย่องจอมพล ป. พิบูลสงคราม และในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐประหาร 8 พฤศจิกายนนั้น ว.ช. ประสังสิตเขียนสนับสนุนให้ความชอบธรรมแก่การทำรัฐประหาร และกล่าวว่าคณะผู้ก่อการรัฐประหารเห็นความสำคัญในการเชิญให้จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร แม้ว่าจอมพล ป. พิบูลสงครามจะเบื่อหน่ายการเมืองแล้วแต่ก็ยอมรับคำเชิญ ซึ่ง ว.ช. ประสังสิตเห็นว่าการตอบรับของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นประโยชน์แก่คณะรัฐประหารและบ้านเมืองอย่างยิ่ง [3] และการนำพระราชหัตถเลขามาใส่ไว้ในส่วนที่ว่าด้วยรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในหนังสือทั้งสองเล่มเพื่อชี้ให้ผู้อ่านได้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าก็ทรงเห็นชอบกับการทำรัฐประหารและพระราชทานพระราชหัตถเลขาตอบหนังสือของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยใน ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หน้า 244-245 มีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯพระราชทานพระหัตถเลขาด้วยทรงพอพระทัย (จั่วหัว ตัวเข้ม) อนึ่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อได้ทำการรัฐประหารสำเร็จแล้วก็ได้มีสาสน์ไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งประทับทรงศึกษาวิชาอยู่ ณ โลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และทูลเชิญให้เสด็จนิวัติพระนครด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหัตถเลขาแสดงพระปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งด้วยการรัฐประหารครั้งนี้ ดังสำเนาต่อไปนี้”

ส่วนใน เบื้องหลังการสวรรคต ร. ๘ หน้า 274 มีข้อความว่า “พระราชหัตถเลขาพอพระราชหฤทัย (จั่วหัว) ต่อจากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีสาส์นไปทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับศึกษาอยู่ ณ โลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทูลเชิญให้เสด็จนิวัติพระนครด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชหัตถ์เลขาแสดงความปิติยินดีอย่างยิ่งด้วยคณะรัฐประหาร ดังสำเนาต่อไปนี้”

ที่น่าสังเกตคือ ในสำเนาพระราชหัตถเลขาที่ปรากฏใน ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หน้า 244 ได้มีการพิมพ์ตราครุฑไว้เหนือข้อความพระราชหัตถเลขา ส่วนใน เบื้องหลังการสวรรคต ร. ๘ หน้า 274 ไม่ได้พิมพ์ตราครุฑ แต่ใช้เป็นตัวหนังสือว่า “(ตราครุฑ)” ซึ่งการใช้สัญลักษณ์ตราครุฑก็ดีหรือพิมพ์คำว่า “(ตราครุฑ)” ก็ดี ย่อมจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกน่าเชื่อถือในสำเนาพระราชหัตถเลขาว่าเป็นพระราชหัตถเลขาที่แท้จริงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าพระราชทานมา  ในกรณีการใช้ตราครุฑ พบข้อมูลว่า หนังสือพระราชหัตถเลขา ไม่จำเป็นต้องมีตราครุฑเสมอไป ตราครุฑเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กับหนังสือราชการทั่วไป แต่สำหรับหนังสือพระราชหัตถเลขาซึ่งเป็นหนังสือส่วนพระองค์ จะมีตราประจำพระองค์หรือตราประจำราชวงศ์ประทับแทน หนังสือพระราชหัตถเลขาเป็นหนังสือที่พระมหากษัตริย์ทรงมีไปถึงบุคคลต่างๆ โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนพระองค์ จึงใช้ตราประจำพระองค์หรือตราประจำราชวงศ์ ที่เป็นตราที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ เช่น ตราพระมหาพิชัยมงกุฎ ดังนั้น หนังสือพระราชหัตถเลขาจึงใช้ตราที่เหมาะสมกับความเป็นส่วนพระองค์ ไม่จำเป็นต้องใช้ตราครุฑเหมือนหนังสือราชการทั่วไป  นอกจากนี้ การใช้ตราครุฑในหนังสือราชการของไทย มี 2 แบบ คือ แบบครุฑเท้าตั้ง (ครุฑดุน) และแบบครุฑเท้าเหยียดตรง โดยแบบครุฑเท้าตั้งจะใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น ส่วนแบบครุฑเท้าเหยียดตรงจะใช้ในหนังสือราชการทั่วไป  โดยตราครุฑเท้าตั้ง (ครุฑดุน) ใช้เฉพาะในหนังสือราชการที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น เช่น ราชกิจจานุเบกษา, หนังสือเดินทาง, และหนังสือของกรมราชองครักษ์และหน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศ  ส่วนตราครุฑเท้าเหยียดตรงใช้ในหนังสือราชการทั่วไป  ดังนั้น ตราครุฑในหนังสือพระราชหัตถเลขาฯ ใน ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หน้า 244 จึงเป็นกรณีที่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ อีกทั้งตราครุฑใน ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย หน้า 244 ยังเป็นตราครุฑแบบครุฑเท้าเหยียดตรงด้วย

จากการเผยแพร่พระราชหัตถเลขาในหนังสือของ ว.ช. ประสังสิต ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าที่มีพระราชหัตถเลขาแสดงความยินดีกับการรัฐประหาร อีกทั้งยังได้มีการอ้างอิงเอกสารนี้ต่อๆกันมาในงานวิชาการ ทั้งที่เมื่อสืบค้นแล้วไม่พบแหล่งที่มาอื่นใดนอกจาก ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย และ  เบื้องหลังการสวรรคต ร.8  ทั้งที่ไม่มีการบอกที่มาของเอกสารพระราชหัตถเลขานี้ อีกทั้งก็ไม่เคยไม่ใครพบต้นฉบับพระราชหัตถเลขาฉบับนี้   

ดังนั้น ในทางวิชาการ กรณีพระราชหัตถเลขาฉบับนี้ จึงยังไม่สามารถสรุปลงไปได้ว่า เป็นพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่จอมพล ป. พิบูลสงครามจริง

กรณีดังกล่าวนี้จึงสะท้อนให้เห็นความสำคัญของการตรวจสอบเอกสารต้นฉบับก่อนนำไปใช้สนับสนุนข้อสรุปทางประวัติศาสตร์            


[1] ณัฐพล ใจจริง, รัฐประหาร 2490, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า

https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2490#cite_ref-25

[2] Nattapoll Chaiching, “The Monarchy and the Royalist Movement in Modern Thai Politics” in Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand, (Copenhagen: Nordic Institute of Asian Studies: 2010),  pp. 166-167.

[3] ว.ช. ประสังสิต, ปฏิวัติรัฐประหารและกบฏจลาจลในสมัยประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (พระนคร: โรงพิมพ์บริษัทรัฐภักดี: 2492), หน้า 141-153, 165-177; เบื้องหลังการสวรรคต ร. ๘ (พระนคร : สำนักพิมพ์ธรรมเสวี: 2498), หน้า 253-266, 536-538.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฎฐ์ ชี้ยึดคำวินิจฉัยศาล รธน. ปมเลือกตั้ง สสร. ความเห็นส่วนตัวไม่มีผลผูกพัน

“ดร.ณัฏฐ์” ระบุกรณีมีกระแสอ้างว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าสามารถเลือกตั้ง สสร.จากประชาชนได้ 100% ว่า หากเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ย่อมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย พร้อมย้ำต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งกำหนดให้รัฐสภาไม่มีอำนา

รบรอบสาม ไทย-เขมร มีแน่ ต้องไม่เลี้ยงไข้กัมพูชา

สถานการณ์"ไทยVSกัมพูชา"ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS)

จับตา 2 กลุ่มในภูมิใจไทย เสี่ยงถูกปรับพ้นรัฐมนตรี

อดีต สส.นครศรีธรรมราช วิเคราะห์กระแสภายในพรรคแกนนำรัฐบาล ชี้จับตา 2 กลุ่มรัฐมนตรีเสี่ยงถูกประเมินผลงาน หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งกลุ่มรัฐมนตรีคนรุ่นใหม่ และกลุ่มคนนอกหรือมืออาชีพ ที่ยังถูกตั้งคำถามเรื่องผลงานในช่วงที่ผ่านมา