
“บุญอมตูก” เป็นยังไง.....
ใครมีความรู้บ้าง ช่วยบอกที!?
เพราะช่วงนี้ เขมรทั้งเมือง “อยู่เย็นเป็นสุข” ในน้ำที่ท่วมทั่วถึงทั้งประเทศ จนมีเสียงโอดครวญ
ว่า เตรียมจัดงานใหญ่ "บุญอมตูก"
แต่ดันเจอน้ำท่วม “ต้องยกเลิก” เพื่อเจียดงบไปกู้ภัย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ยังญาติดีกับไทยละก็
ป่านนี้ "กู้ภัยไทย" มาช่วยนานแล้ว!
ผมก็ว่า ฮู้ยยย...จะต้องบ่นไปไย เดี๋ยว “กู้ภัยฮุน เซน” ก็มาช่วยเก็บไปสวดเองแหละ
เรื่องน้ำปีนี้ อย่าว่าแต่ที่เขมรเลย ที่ไทยก็ใช่ว่าจะนอนเอาตูดแช่น้ำได้เย็นใจ
ที่หาดใหญ่ “จะซ้ำรอยเดิม” หรือไม่อย่างไร เมื่อวานเห็นนายกฯ ลงไปสำรวจตรวจตราแล้ว
แต่ก่อนจะคุยเรื่องน้ำ....
คุยเรื่องเศรษฐกิจบ้านเมืองไทยของเราก่อนดีกว่า เพราะ ๒-๓ ปีก่อนหน้านี้ ไทยได้รับการขนานนามว่า
เป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”!
แต่มาปี ๒๕๖๙ นี้ ด้วยทีมหมอผ่าตัด “รัฐบาลอนุทิน”
จาก “คนป่วยแห่งเอเชีย”
ถูกหามออกจากห้องไอซียู แล้วชูให้เป็น “ดาวรุ่งดวงใหม่” ของเศรษฐกิจโลกไปแล้ว!!
..................................
“Chira Shing”
Bloomberg ยกให้ ‘ไทย’ เป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ เศรษฐกิจโลก!!!!
จากก่อนหน้านี้ ที่ “The Financial Times” ได้เสนอบทวิเคราะห์ ขนานนามให้ประเทศไทยเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’
จาก “เศรษฐกิจ” ชะลอตัวต่อเนื่อง
และ “การเมือง” ที่ยังไร้เสถียรภาพ
แต่ล่าสุดนี้ สำนักข่าว “Bloomberg” สื่อชั้นนำระดับโลก ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ ๒ ฉบับซ้อน
ยกให้ไทยเป็น ‘ดาวรุ่งดวงใหม่’ (Rising Star) ของเศรษฐกิจโลก เรียบร้อยแล้ว!!!!!!
“Bloomberg” วิเคราะห์ไว้ว่า สาเหตุมาจาก การที่ไทยเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก ๒ เมกะเทรนด์ใหญ่
อย่างกระแส “ปัญญาประดิษฐ์” (AI)
และการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Migration)
รวมถึงความพร้อมของ “ระบบโลจิสติกส์” และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ data center
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ส่งผลให้ไทยกลายเป็น “ฐานการผลิตยุคใหม่” ที่มี “เสถียรภาพ” และ “ปลอดภัยสูง” ในสายตาของนักลงทุนข้ามชาติอีกด้วย
Cr.เชียร์ลุง
....................................
แค่ “Bloomberg” อวยยศ ยังไม่พอ
IMF ยังชี้เปรี้ยง ไทยเป็น ๑ ใน ๔ ประเทศที่ “เซอร์ไพรส์” เศรษฐกิจโลก”!!!
อ่านรายละเอียดตามโพสต์นี้
..............................................
“Sathit Talaengsatya
IMF เอ่ยชื่อไทยตรงๆ ในรายงาน เศรษฐกิจโลก ขณะที่ กนง. เพิ่งแถลงมุมมองล่าสุดสัปดาห์เดียวกัน - เทียบกันแล้ว เจออะไรน่าสนใจ?
สัปดาห์นี้ IMF เผยแพร่ World Economic Outlook Update ฉบับ เดือนกรกฎาคม 2026
พร้อมๆ กับที่ กนง.แถลงผลการประชุมรอบเดือนมิถุนายน 2026 ผมอ่านทั้งสองฉบับ “เทียบกัน” แบบละเอียด
และพบว่า มีทั้งจุดที่ “มองต่างกัน” อย่างมีนัยสำคัญ และจุดที่ “บรรจบกัน” แบบที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย ขอสรุปเป็น 6 ประเด็น
1.ไทยถูก IMF เอ่ยชื่อตรงๆ ว่า เป็นหนึ่งในสี่ประเทศที่ "เซอร์ไพรส์" เศรษฐกิจโลก
IMF จัดกลุ่มผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก 4 ประเทศ คือ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย และมาเลเซีย
พบว่าไตรมาสแรกปี 2569 กลุ่มนี้ เติบโตเกินคาดการณ์เฉลี่ยถึง 4.4 percentage point
ขณะที่ประเทศอื่นทั่วโลก กลับต่ำกว่าคาดเฉลี่ย -0.3 percentage point นี่คือการยืนยันจาก “สถาบันระดับโลก” ว่า
ไทยไม่ได้แค่ "ได้อานิสงส์" จากวัฏจักร AI
แต่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ขับเคลื่อน “ภาพรวมเศรษฐกิจโลก” ได้ดีเกินคาดจริงๆ
2.IMF และ กนง.ชี้ไปที่ตัวขับเคลื่อนตัวเดียวกันเป๊ะ โดยไม่ได้นัดหมายกัน
อีกจุดที่ผมว่าน่าสนใจ คือ IMF ระบุชัดว่า ที่ปรับ GDP ไทยปี 2569 ขึ้น 0.4 percentage point เป็น 1.9% นั้น
มาจาก "emergency fiscal measures" ร่วมกับการส่งออกและการลงทุนที่แข็งแกร่งในกลุ่มเทคโนโลยี
ซึ่งตรงกับที่ กนง.เอง ระบุในสไลด์แถลงข่าวว่า “เป็นผลจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน 4 แสนล้านบาท” รับมือ “วิกฤตพลังงาน”
3.ประมาณการเศรษฐกิจต่างกัน แต่ถ้าปรับผลมาตรการชั่วคราวออก ตัวเลขจริงใกล้กันมาก
IMF คาด GDP ไทยปี 2569 ที่ 1.9% และปี 2570 ที่ 2.2% ขณะที่ กนง. คาดสูงกว่าที่ 2.3% และ 1.8% ตามลำดับ
ดูเผินๆ เหมือนมองต่างกันมาก...
แต่ กนง.เอง ระบุในสไลด์ว่า ถ้าตัดผล “มาตรการรัฐ” ออก ตัวเลขปี 2569 จะเหลือ 1.8% ใกล้เคียงกับตัวเลขของ IMF ทันที
ความต่างส่วนใหญ่ จึงมาจากมุมมองต่อมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่มุมมองต่อพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง
4.แม้ได้แรงหนุนจาก AI เต็มที่ ไทยก็ยัง “โตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” เศรษฐกิจโลกและกลุ่ม “ตลาดเกิดใหม่”
IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.0% ปี 2569 และ 3.4% ปี 2570 ส่วนกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนาโดยรวม โต 3.8% และ 4.5% ตามลำดับ
ขณะที่ไทย ไม่ว่าจะใช้ตัวเลขของ IMF หรือ กนง.ก็ยัง “โตต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” ทั้งสองกลุ่มอย่างชัดเจน
สะท้อนว่า แม้ไทยจะอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรเทคโนโลยีโลก
แต่ “ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ” ยังฉุดไทยให้โตต่ำกว่าเพื่อนบ้านในกลุ่มเดียวกัน
5.สมมติฐานราคาน้ำมัน - จุดที่สองสถาบันมองตรงกันแบบแทบไม่ต่างกันเลย
IMF ตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันดูไบ เฉลี่ยที่ 89.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลปี 2569 และ 78.70 ดอลลาร์ปี 2570
ขณะที่ กนง.ใช้ตัวเลข 90 ดอลลาร์ และ 80 ดอลลาร์ตามลำดับ ใกล้เคียงกันมาก จนแทบไม่มีนัยสำคัญ
นี่คือสัญญาณที่ดีว่า...
อย่างน้อย “สมมติฐานตั้งต้น” ด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของทั้งเงินเฟ้อและดุลการค้า ไม่ใช่จุดที่สองสถาบันมองต่างกัน
6.ความเสี่ยงที่ทั้งสองฝ่ายจับตาคล้ายกัน แต่ IMF มองมุมโลก ส่วน กนง. มองมุมในประเทศ
IMF เตือนความเสี่ยงจากการแบ่งขั้วการค้าที่อาจรุนแรงขึ้น และความเสี่ยงจากการ “ปรับฐานของมูลค่าหุ้น” กลุ่ม AI ที่ปรับขึ้นมามากแล้ว
ซึ่งอาจกระทบไทยเป็นพิเศษ เพราะเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายหลักของโลก
ขณะที่ กนง.เน้นความเสี่ยงในประเทศ คือความสามารถในการแข่งขันของ SME และคุณภาพ “หนี้ครัวเรือน” ที่เปราะบาง
ทั้งสองมุมมองเป็นความเสี่ยงคนละชั้น แต่เชื่อมโยงกัน หากแรงกดดันจากภายนอกที่ IMF เตือนเกิดขึ้นจริง
จะยิ่งซ้ำเติมจุดเปราะบางในประเทศที่ กนง.กังวลอยู่แล้ว
โดยสรุป ภาพจาก IMF และ กนง. ไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างที่ตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจแสดง
ทั้งสองสถาบัน “เห็นตรงกัน” ในตัวขับเคลื่อนหลักและสมมติฐานสำคัญ
ความต่างที่เหลืออยู่คือมุมมองต่อความยั่งยืนของมาตรการกระตุ้นระยะสั้น และจุดที่ต้องจับตาคือ
ไทยได้ประโยชน์จากวัฏจักร AI โลกจริง แต่ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน
...........................................
ครับ...เรื่องอย่างนี้ อ่านเอาสนุก “ไม่สนุก”
แต่อ่านเอาสาระจะมี “ความสุข” ที่ได้เห็นประเทศจาก “ป่วยเรื้อรัง” กลายเป็นไทย Rising Star ในวงจร “เศรษฐกิจโลก”!
ย้อนกลับมาเรื่องหาดใหญ่บ้าง....
จากน้ำท่วมจนแห้งและใกล้จะเปียกรอบใหม่ ก็เกิดสงครามน้ำลายการเมืองเรื่องงบแก้ปัญหาน้ำท่วม
จะจาระไนที่แต่ละคนพูดก็ยาวยืด ฉะนั้น จะยกจากที่มีผู้สรุปไว้มาให้อ่าน ดังนี้
“Anucha Supasee”
“นายกแป้น” โอด งบแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 70 ถูกตัดเกือบหมด เหลือเพียงเรือยาง 4 ลำ - สิบล้อ 3 คัน - ถนน 1 สาย
ยัน “งบเทศบาลเหลือแค่ 42 ล้าน” ไม่ใช่ 200 ล้าน สามารถตรวจสอบได้
เผยขุดลอกคูคลองดำเนินการแล้ว กว่า 200 กิโลเมตร มั่นใจ บอก “จัดสรรได้เท่าที่งบมี”
นายณรงค์พร ณ พัทลุง (นายกแป้น) นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ที่
“นายภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.สำนักนายกฯ อัดคลิปชี้แจงกระแสวิจารณ์เรื่องการตัดงบปี 70 แก้ปัญหาน้ำท่วมให้หาดใหญ่
นายกแป้นย้ำ “งบถูกตัดหมด” เรื่องห้องเรียนอัจฉริยะ เป็นของสมัย “อดีตนายกฯ คนก่อน ไม่ใช่ยุคของเขา
ซึ่งที่เขาขอไปได้เพียงเรือยาง 4 ลำ รถสิบล้อ 3 คันและถนน 1 สาย ซึ่งยังไม่ทราบว่า จะได้หรือไม่ได้ ต้องเข้ากรรมาธิการงบฯ ในปีหน้าอีก
นายกแป้นกล่าวถึงการจัดซื้อเจ็ตสกีว่า “เราก็ขอไป เพราะต้องใช้ แต่เขาตัดหมดแล้ว ได้เรือยางมาแค่ 4 ลำ”
นักข่าวถาม “การซื้อเจ็ตสกี มีราคา 8 ล้าน ใช่หรือไม่”?
นายกแป้นตอบ “ไม่รู้” เราประมูล e-bidding แต่เขาตัดไปแล้ว เสนอไปเขาก็ตัด เหลือแค่เรือยาง 4 ลำ
ส่วนวันนี้ ที่จะเจอนายกฯ ด้วยตนเอง จะพูดคุยเรื่องนี้มั้ย “ไม่ได้คุย” แค่มาต้อนรับตามปกติ
เมื่อถามว่า “ของบประมาณไป ‘แต่ถูกตัด’ เสียกำลังใจมั้ย?”
“ไม่เป็นไร ก็แล้วแต่เขา ให้อะไรก็เอา เราก็มาบริหารจัดการเพิ่มเติม”
กรณีที่รัฐบาลบอกว่า “เทศบาลนครหาดใหญ่เหลืองบ 200 ล้านบาท” นายกแป้นตอบกลับทันทีว่า
“เหลือ 42 ล้านบาทเอง สามารถดูได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ 2-3 เดือนที่แล้ว 200 ล้าน เราใช้ซ่อมโรงเรียนและถนน รวมถึงซ่อมอนามัย เพราะจมน้ำหมด
และยังรวมถึงซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพราะเทศบาลจมทั้งหมด นอกจากนี้ ยังลอกคูคลอง ซื้อเครื่องสูบน้ำกว่า 200 ล้าน เมื่อสองเดือนที่แล้ว ก็เลยเหลือ 42 ล้าน ฉะนั้นสามารถไปดูได้”
........................................
ทีนี้ มาดู “คนกลาง” พูดบ้าง คุณ “กวีเหลวไหลแท้” โพสต์ว่า
“กวีเหลวไหลแท้”
กรณีดราม่า “รัฐบาลใจดำ” ไม่อนุมัติงบฯ ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จากคำชี้แจง “ดร.ไพโรจน์ ชัยจีระธิกุล” รองประธานกรรมการฝ่าย Digital และนวัตกรรม หอการค้าสงขลา
ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ กกร. สรุปให้เข้าใจง่ายดังนี้
“นายกรัฐมนตรี” มีสิทธิ์อนุมัติงบประมาณได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านมติ ครม.จำนวน 100 ล้านบาท
จึงสอบถามมายังเทศบาลต่างๆ ซึ่งประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากมีแผนจะประชุม “ครม.สัญจร” สงขลาเดือนมิถุนายน
แต่ต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจต่างประเทศ
แต่ “งบประมาณเพื่อความเร่งด่วน” ส่วนนี้ ยังคงมีอยู่
ซึ่งคณะกรรมการ กกร.ก็เชิญเทศบาลต่างๆ เข้าร่วมประชุม เพื่อให้เสนอของบประมาณในวงเงินที่ได้รับมา (ไม่เกิน 100 ล้าน)
ในการประชุมหลายครั้ง เทศบาลนครหาดใหญ่ส่งเพียงรองปลัดเทศบาล (ชื่อรองฯ กบ) เข้าประชุม
โดยนายกแป้น “ไม่เคยเข้าประชุมเลย” สักครั้ง ซึ่งรองฯ กบในฐานะตัวแทนเทศบาลนครหาดใหญ่ไม่ได้ของบประมาณในส่วนนี้
โดยแจ้งต่อคณะกรรมการว่า “จะใช้งบสะสม” และรองบฯ ก้อนใหญ่จากรัฐบาลซึ่งจะตามมาในไม่ช้า
“ดร.ไพโรจน์” ยืนยันว่า ได้สอบถามเรื่องนี้หลายครั้ง ก็ยังได้คำตอบเดิม (มีผู้ว่าราชการเป็นพยาน)
งบประมาณส่วนนี้ จึงถูกจัดสรรให้เทศบาลอื่นที่ขอมาแทน
เมื่อมีการประชุม “กรอ.ระดับประเทศ”
“เทศบาลนครหาดใหญ่” กลับคิดขึ้นมาได้ จึงของบประมาณไปด้วย (ห้องเรียนอัจฉริยะและเจ็ตสกี) แต่สภาพัฒน์ไม่อนุญาต
เนื่องจากฉุกเฉินเกินไป ทำอะไรไม่ได้แล้ว!
ต่อมา “นายกแป้น” จึงโพสต์ “น้อยเนื้อต่ำใจ” ว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ “สส.จูรี” ก็นำไปขยายความต่อ
คน “ไม่รู้ที่มา-ที่ไป” ก็ขานรับ…
พิจารณากันเอาเองเถิดครับว่า “ใครหมู่-ใครจ่า ใครหมา-ใครแมว”!
..........................
เรื่องราวมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ...พี่น้อง
“ใครแมว-ใครหมา” ใครจะพาไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน...ก็เชิญ!
-เปลว สีเงิน
๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มีลูก ‘เพื่อชาติ’ กันเถอะ
ที่มาเลย์ เที่ยงวาน (๙ ก.ค.๖๙) “นายกฯ อนุทิน” เป่าแซ็กโซโฟน นายกฯ อันวาร์ คว้าไมค์ แล้ว ๒ นายกฯ ก็กอดคอกันร้องเพลง My Way ในงานเลี้ยงอาหารเที่ยง ที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
COCOCO เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง เดินหน้าขยายตลาดใน-ต่างประเทศ
COCOCO เปิดแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 เดินหน้าขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่งน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มแบรนด์ Thai Coco วางจำหน่ายในร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการขยายตลาดส่งออกภายใต้แนวทาง ESG
อนุทิน ‘ไป’ แต่ ‘อยู่’
๙ กรกฎา. “นายกฯ อนุทิน” ไปมาเลย์ ในวันเดียวกัน ตอน ๐๙.๐๐ น. “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะพิจารณาวินิจฉัย กรณี สส.ฝ่ายค้านยื่นตีความ “พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านบาท” ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ หรือไม่?
ทอท.คุมเข้มสนามบิน ใช้ K-9 ตรวจสัมภาระสกัดขบวนการลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ
ทอท. จับมือกับหน่วยงานความมั่นคง เพิ่มความเข้มงวดตรวจสัมภาระผู้โดยสารและลูกเรือ ใช้เครื่องเอกซเรย์ควบคู่สุนัขตำรวจ K-9 สกัดการลักลอบขนยาเสพติดออกนอกประเทศและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ระดับสากล.
'งมงาย' ใต้ 'จึงไม่จบ'
“๓-๔ กรกฎา” ผบ.ทบ. “พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์” ลงไปชายแดนใต้ “ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย” อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี “ค่ายสิรินธร” จังหวัดปัตตานี

