ความสูญเสียของสหรัฐ

ครับ...

เห็นแล้วสยอง!

ช่วงนี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นติดๆ อารมณ์เดียวกับสงครามตะวันออกกลางรอบแรก มีโอกาสไปแตะ ๒ ลิตรร้อยอีกรอบแล้ว

การเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังไม่ถูกปิดประตูตายเสียทีเดียว แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มมานั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว ฉะนั้นยังวางใจอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

ในแง่ของเศรษฐกิจโลกนั้นกระทบแน่นอน เพราะ "พลังงาน" กลับมามีปัญหาอีกครั้ง

ที่น่ากังวลคือ รบกันรอบ ๒ นี้เริ่มต้นอย่างรุนแรง ฝั่งสหรัฐเองก็คาดไม่ถึงว่า อิหร่านยังมีขีปนาวุธมากพอที่จะสร้างความเสียหายต่อเป้าหมายทางทหารได้

มีบทวิเคราะห์จากสื่อตะวันตกยอมรับว่า รอบ ๒ เป็นการเริ่มต้นที่ฝั่งสหรัฐเสียหายจากการโจมตีอย่างมาก

อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายต่างๆ ทั่วภูมิภาค โดยมีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายอย่างเห็นได้ชัด

มุ่งเน้นการโจมตีคูเวตและจอร์แดนด้วยกำลังอาวุธจำนวนมหาศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

มีการพูดถึงยุทธวิธีใหม่ของอิหร่าน ที่นำมาใช้และสร้างความเสียหายให้สหรัฐอย่างใหญ่หลวง

นั่นคือสงครามทางอากาศ

ใครๆ ก็คิดว่าสหรัฐกินขาด เพราะมีทั้งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 เครื่องบินล่องหน F-35 

ภาพรวมของสงครามทางอากาศของอิหร่านครั้งนี้ คือการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างต่อเนื่องไปทั่วภูมิภาค

แตกต่างจากครั้งแรกที่อิหร่านโจมตีฐานทัพทั่วทั้งภูมิภาคพร้อมกัน

การโจมตีครั้งนี้เริ่มต้นด้วยเป้าหมายใกล้ชายฝั่งอิหร่าน และค่อยๆ รุกคืบไปจนถึงชายแดนอิสราเอล หลังจากทำลายเครือข่ายเรดาร์ส่วนใหญ่ที่ปกป้องฐานทัพฝ่ายอักษะของสหรัฐในระยะแรกของสงคราม

นักวางแผนของอิหร่านได้ให้ความสำคัญกับการโจมตีคลังเก็บเชื้อเพลิง โรงเก็บโดรน เรือเติมเชื้อเพลิง และค่ายทหาร

ขณะที่สิ่งที่กองทัพสหรัฐทำ คือการถอนกำลังออกจากประเทศริมอ่าวไปยังฐานทัพในอิสราเอลและจอร์แดน

เป็นความจำเป็นที่สหรัฐต้องหลีกเลี่ยงการสูญเสียกำลังพล นั่นเพราะการสนับสนุนทางการเมืองในสหรัฐสำหรับสงครามอยู่ในระดับต่ำมาก

ฉะนั้นเมื่อมีการสูญเสีย "โดนัลด์ ทรัมป์" จึงเดือดดาล และประกาศว่า "จะแก้แค้น"

เมื่อการสูญเสียกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์บั่นทอนการสนับสนุนสงคราม กองทัพสหรัฐจึงตัดสินใจอพยพฐานทัพที่เปราะบางที่สุด

ให้กำลังพลไปอยู่ในโรงแรมแทน

แต่อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ย้ายไม่ได้ ถูกทิ้งไว้ที่ฐานทัพก็เสียหายยับเยิน

เช่นเครื่องบิน E-3 Sentry (AWACS) ซึ่งเป็นเครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ ถูกทำลายบนลานบินที่ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่านในซาอุดีอาระเบีย                 

อิหร่านได้สร้างความเสียหายให้เครื่องบินเติมน้ำมัน ที่จอดในฐานทัพอากาศอัลอูเดด (Al Udeid Air Base) ซึ่งเป็นฐานทัพทางทหารขนาดใหญ่ในประเทศกาตาร์ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงโดฮาไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๓๐ กิโลเมตร โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการสำคัญของกองทัพอากาศสหรัฐและกองทัพกาตาร์

รวมทั้ง อัลคาร์จในซาอุดีอาระเบีย และมูวัฟฟักซัลติ ในจอร์แดน ในการโจมตีระลอกเดียว

เจ้าหน้าที่สหรัฐหลายคนเสียชีวิต และอีกหลายสิบคนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านที่ฐานทัพอากาศมูวัฟฟักซัลติ ในจอร์แดน

การโจมตีฐานทัพอากาศเจ้าชายฮัสซัน (Prince Hassan Air Base) ซึ่งเป็นฐานทัพทหารสำคัญของจอร์แดน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดมาฟรัก ใกล้เมืองซาฟาวี ห่างจากกรุงอัมมานไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร ถูกใช้งานร่วมกันโดยกองทัพจอร์แดน สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ทำให้เฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์กหลายลำที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย

จอร์แดนเป็นจุดสำรองที่ชัดเจนสำหรับกำลังพลที่เคยปฏิบัติการจากฐานทัพใกล้กับอิหร่านในบาห์เรน คูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ฐานทัพในจอร์แดนก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน

นี่เป็นการบีบให้ฝ่ายวางแผนของอเมริกาต้องเผชิญกับทางเลือกที่ลำบาก

ที่น่าตกใจคือ การโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยกลาง (MRBM) ของอิหร่าน ในจอร์แดนพบว่ามีอัตราการสกัดกั้นที่ต่ำอย่างน่าตกใจสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยของสหรัฐ

แม้จะสามารถสกัดกั้นในอัตราส่วน ๓:๑ แต่ก็เพียงพอที่อิหร่านจะสร้างความเสียหายอย่างย่อยยับต่อเป้าหมายทางทหาร

จนสหรัฐต้องถอยร่นไปใช้ฐานทัพอากาศในอิสราเอลแทน

การที่กองกำลังสหรัฐในภูมิภาคนี้สูญเสียการเข้าถึงฐานทัพอากาศ ทั้งแนวแรกและแนวที่สองที่มีอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้งนั้น เป็นพัฒนาการที่มีผลกระทบทางยุทธศาสตร์และการปฏิบัติการอย่างมาก

ก่อนเกิดสงครามสหรัฐสามารถใช้ฐานทัพประมาณ ๒๐ แห่งในประเทศพันธมิตรรอบอ่าวฯ ส่งเครื่องบินโจมตีอิหร่านได้

แต่ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ ๕ แห่งเท่านั้น

เครี่องบินรบไปกระจุกตัวอยู่ที่นั่น ก็ยังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกอิหร่านโจมตี

สื่อบางสำนักวิเคราะห์เรื่องการใช้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศไว้น่าสนใจครับ

เมื่ออิหร่านไม่อาจสู้กับกองกำลังทางอากาศของสหรัฐได้ ไม่สามารถตรวจสอบเครื่องบิน F-35 ได้ ก็ต้องทำลายสนามบินเพื่อไม่ให้ F-35 ใช้บินขึ้นแทน

ผลักศักยภาพทางอากาศของสหรัฐให้ถอยร่นไปเรื่อยๆได้ การขึ้นบินของเครื่องบินรบ จะต้องมีเครื่องบินเติมน้ำมันทางอากาศสนับสนุน

เดิมทีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงมีจุดนัดพบกับเครื่องบินโจมตีเพื่อเติมเชื้อเพลิงได้โดยตรงเหนือจุดขึ้นบินที่อัลอูเดด ในกาตาร์

แต่ตอนนี้จะต้องบินไกลกว่าพันไมล์เพื่อไปยังชายแดนทางใต้ของอิหร่าน

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐต้องส่ง B-1 จากฐานทัพอังกฤษบินข้ามทวีปโจมตีอิหร่าน

ต่างฝ่ายต่างต้องการลดทอนศักยภาพของอีกฝ่ายลงให้ได้

แต่คราวนี้ดูเหมือนสหรัฐจะสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

การทำลายเครื่องบินรบ E-3 Sentry ที่ผลิตโดยโบอิ้ง ซึ่งมีราคาประมาณ ๓๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินประเภทนี้ถูกทำลายในการรบ

ซึ่งภาพของเครื่องบินลำดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในโซเชียลมีเดีย โดยแสดงให้เห็นส่วนหางที่หักและโดมเรดาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ตกอยู่บนพื้น

หากไม่มีเครื่องบิน E-3 กองกำลังสหรัฐอาจตรวจจับภัยคุกคามจากอิหร่านได้ยากขึ้น นี่คือสิ่งที่กองทัพสหรัฐกังวลเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันเหลือเครื่องบิน E-3 เพียง ๑๖ ลำในกองทัพสหรัฐ แต่ไม่ใช่ทุกลำที่พร้อมใช้งาน

เครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้เพื่อตรวจจับขีปนาวุธที่กำลังเข้ามาและช่วยประสานงานการโจมตีทางอากาศ

ในตะวันออกกลางมี ๖ ลำ แต่ถูกทำลายไปแล้ว ๑ ลำ ย่อมเสียสมดุลอย่างแน่นอน

บลูมเบิร์ก เผยข้อมูลภาพรวมว่า เครื่องบินสหรัฐอย่างน้อย ๑๗ ลำถูกยิงตก หรือถูกทิ้งระเบิด รวมถึงโดรน Reaper ๑๐ ลำ เครื่องบิน F-15 ๓ ลำ และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 อีก ๑ ลำ

และ KC-135 อีก ๕ ลำได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านที่สนามบินแห่งหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย

ครับ...นี่คือภาพทั้งหมดที่สื่อตะวันตกวิเคราะห์ออกมา

เราคนไทยได้แต่จับตามองปัญหาที่อยู่เหนือความควบคุมนี้ และต้องอยู่กับมัน

อดทนกันต่อไปครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อิทธิพลของคนโกง

“ผมไม่ต้องการล้มรัฐบาลชุดนี้ แต่ให้อยู่ไม่เป็นสุข” นั้นคือคำประกาศของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ก็ว่ากันไป... สรุปคือต้องรอวันที่ ๑๔ กันยายน วันที่ กกต.จะเอาไงกับคดีฮั้ว สว. "สนธิ" บอกว่าหากผลการพิจารณาคดีฮั้ว สว.ออกมาเป็นไปตามแนวทางมติ ๕ ต่อ ๒ ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาและข้อโต้แย้ง คณะที่ ๓๖ เป็นการตัดตอนผู้เกี่ยวข้องระดับสูง ก็จะมีความเคลื่อนไหวภายในสัปดาห์ดังกล่าว

มันมากกว่าฮั้ว สว.

เรื่องฮั้ว สว.จะเป็นชนวนสำคัญทางการเมืองครับ ถึงขั้นล้มรัฐบาลได้ ไม่ใช่เพราะ “ไอติม-ไอลอว์” ออกมาแฉ

อาถรรพ์กันยายน

ดุเดือดครับ...การเมืองรอบสัปดาห์นี้ โหมโรงนำไปสู่การซักฟอกรัฐบาลที่ฝ่ายค้านยังปิดเป็นความลับว่าจะยื่นเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือ ยื่นในสมัยประชุมนี้อย่างแน่นอน สรุปคือไม่เกิน ๒๒ ธันวาคม

เอาประเทศของเราคืนมา

มาแล้วครับ... สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศ "ลงถนน" ผ่านเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" "...ถึงเวลาแล้ว 'เอาประเทศไทยของเราคืนมา' สนธิแถลงข่าว ๗ กันยา. แสดงจุดยืนลงถนน

ขำตรงไหน

ดูเหมือนจะเป็นเอกฉันท์ครับ เสียงบูลลี สว. "ประทุม วงศ์สวัสดิ์" ที่นำเสนอแก้ปัญหา "นอมินี" บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ด้วยการให้ต่างชาติถือหุ้น ๑๐๐%

เปลี่ยนม้ากลางศึก

ไม่มีสาระอะไรมากหรอกครับ... แค่ตรวจสอบประวัติของโฆษกรัฐบาลคนใหม่ เพราะอยากรู้ว่าทำไมนายกฯ อนุทินถึงตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึก