การเปลี่ยนผ่านจากเทวราชามาสู่การสถาปนาอัตลักษณ์ราชาธิปไตยแบบพุทธศาสนาในพระไตรปิฏก

 

กานต์ บุณยะกาญจน

การจะทำความเข้าใจพลวัตอำนาจในสมัยพุทธกาล จำเป็นต้องเริ่มต้นที่รากฐานความคิดเกี่ยวกับสถานภาพของกษัตริย์ในอุดมการณ์พราหมณ์ดั้งเดิม ซึ่งวางรากฐานอยู่บนคัมภีร์พระเวท ซึ่งอธิบายว่าวรรณะทั้ง 4 อุบัติขึ้นจากร่างกายของพระพรหม โดยกษัตริย์เกิดจากแขน ในโครงสร้างนี้ กษัตริย์แม้จะมีอำนาจในทางโลก แต่กลับมีฐานะรองลงมาจากวรรณะพราหมณ์ซึ่งถือเป็นผู้กุมอำนาจทางศาสนพิธีและความชอบธรรมสูงสุด ผู้เกิดจากปากของพรหม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว กษัตริย์ในคติพราหมณ์ดั้งเดิมจึงมีอำนาจที่ถูกกดทับ โดยต้องอยู่ภายใต้การกำกับของพราหมณ์ปุโรหิตผู้เป็นที่ปรึกษา ยิ่งกว่านั้นบทบาทหลักของผู้ปกครองยังถูกผูกโยงเข้ากับ “ทัณฑ์” หรืออำนาจบังคับเพื่อธำรงระเบียบวรรณะ มากกว่าการสร้างความยินยอมพร้อมใจ เมื่อเข้าสู่ในช่วงศตวรรษที่ 6–5 ก่อนคริสตกาล เกิดการขยายตัวของสังคมเมืองและการค้าทำให้วรรณะแพศย์ เช่น พ่อค้าและคหบดี สั่งสมความมั่งคั่งมหาศาล แต่ภายในโครงสร้างวรรณะแบบพราหมณ์คนเหล่านี้ยังถูกจำกัดสถานะทางสังคมและจิตวิญญาณอยู่เช่นเดิม ปัจจัยกดดันเหล่านี้จึงนำไปสู่การอุบัติขึ้นของพุทธศาสนา

 โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่าพุทธศาสนาปฏิเสธระบบวรรณะอย่างสิ้นเชิง แต่หากพิจารณาจากตัวบท “อัคคัญญสูตร” จะพบว่าพุทธศาสนามิได้ปฏิเสธระบบวรรณะในฐานะข้อเท็จจริงทางสังคมแต่ทำการจัดระเบียบคุณค่าใหม่โดยอิงจากการกระทำมากกว่าชาติกำเนิด เพื่อเข้าใจประเด็นนี้เราอาจต้องย้อนไปดูมูลเหตุของพระสูตร ที่เกิดจากสามเณรสองรูปคือ วาเสฏฐะ และ ภารทวาชะ ผู้มาจากตระกูลพราหมณ์ ถูกเหล่าพราหมณ์ด่าทอและบริภาษอย่างหนักที่มาบวชในสำนักสมณะว่าละทิ้งวรรณะพรามหณ์ที่เกิดจากปากของพรหม พระพุทธเจ้าจึงทรงโต้กลับด้วยคำอธิบายอันแสนทรงพลังว่า “ก็ปรากฎชัดอยู่ว่า นางพราหมณีของพราหมณ์ทั้งหลายมีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดอยู่บ้าง ให้ลูกดื่มนมบ้าง ก็พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เกิดทางช่องคลอดของนางพราหมณีทั้งนั้น” พร้อมกันนั้นพระองค์ยังเล่าเรื่องกำเนิดมนุษยชาติเพื่อโต้แย้งสิทธิพิเศษของพราหมณ์ โดยทรงนำเสนอการจัดเรียงวรรณะใหม่ โดยให้การเล่าเรื่องในอัคคัญญสูตรแสดงให้เห็นว่า วรรณะกษัตริย์คือกลุ่มแรกที่เกิดขึ้นเมื่อสังคมมนุษย์เริ่มก่อตัวเป็นรูปธรรม ในอัคคัญสูตรบรรยายว่ามนุษย์ค่อยๆ เสื่อมลงจากความโลภ จนเกิดปัญหาสำคัญคือ ความขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในข้าวสาลี มีการกักตุนและลักขโมยเกิดขึ้น เมื่อสภาวะธรรมชาติกลายเป็นเช่นนี้ มนุษย์จึงตกลงประชุมกันเพื่อเลือกผู้ปกครองที่ให้ทำหน้าที่ว่ากล่าวและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างถูกต้องเป็นธรรม แลกกับการแบ่งส่วนผลผลิตให้เป็นค่าตอบแทนดังปรากฏในตัวบทความว่า

"ครั้งนั้นแล พวกสัตว์ที่เป็นผู้ใหญ่จึงประชุมกัน ครั้นแล้ว ต่างก็ปรับทุกข์กันว่า พ่อเอ๋ย ก็การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้จักปรากฏ การติเตียนจักปรากฏ การพูดเท็จจักปรากฏ การถือท่อนไม้จักปรากฏ ในเพราะบาปธรรมเหล่าใด บาปธรรมเหล่านั้นเกิดปรากฏแล้วในสัตว์ทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราจักสมมติสัตว์ผู้หนึ่งให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ ส่วนพวกเราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น"

 แนวคิดดังกล่าวคือ “มหาชนสมมติ”  ซึ่งมีความสอดคล้องกับ ทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract) ในโลกตะวันตกและเป็นที่มาของแนวคิด “อเนกนิกรสโมสรสมมติ” ของสังคมไทย ด้วยเหตุนี้การก่อรูปของระบอบราชาธิปไตยในพุทธศาสนาจึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางการมีอำนาจจำกัด เนื่องจากอำนาจกษัตริย์มิได้มาจากอาณัติสวรรค์ แต่มีที่มาจากฉันทามติของมหาชน และจำกัดอยู่เพียงหน้าที่ในการค้ำประกันความยุติธรรมและปากท้องของราษฎร สถานภาพของวรรณะกษัตริย์ที่พุทธศาสนายกย่อง จึงต้องมาพร้อมกับพันธะสัญญาที่ผูกพันกับประชาชนอย่างแยกไม่ออกผ่านพระนามทั้งสามคือ มหาชนสมมติ (อำนาจมาจากความยินยอม), ขัตติยะ (เจ้าแห่งผืนนา) และ ราชา (ผู้ยังราษฎรให้ยินดีด้วยธรรม)

ด้วยเหตุนี้ เราอาจกล่าวได้ว่าการก่อรูปของแนวคิดราชาธิปไตยของพุทธศาสนานั้น แท้จริงแล้วมีพัฒนาการมาจากการที่สถานะของพระมหากษัตริย์ในคติความเชื่อแบบพราหมณ์ดั้งเดิมถูกกดทับอยู่ภายใต้อำนาจของวรรณะพราหมณ์ ทว่าเมื่อพุทธศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทนำในสังคมชมพูทวีป พุทธศาสนาได้ทำการปฏิวัติระเบียบคุณค่าใหม่ โดยมอบสถานะและอำนาจให้กับวรรณะกษัตริย์ เพิ่มมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการสถาปนาให้ขัตติยะเป็นวรรณะที่สูงที่สุดในโครงสร้างสังคมใหม่ดังปรากฏอยู่ในตอนท้ายของ อัคคัญญสูตร ผ่าน “สนังกุมารพรหมคาถา” ความว่า

กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ผู้รังเกียจด้วยโคตร แต่ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในเทวดาและมนุษย์”

อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนามิได้มอบอำนาจให้กษัตริย์อย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดดั่งเช่นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในโลกตะวันตก หากแต่ได้สร้างรากฐานความชอบธรรมจากพันธะหน้าที่ที่แตกต่างจากแนวคิดเทวราชา อย่างสิ้นเชิง ด้วยพันธะหน้าที่เหล่านี้ สถานภาพของวรรณะกษัตริย์ที่พุทธศาสนายกย่องให้สูงกว่าวรรณะพราหมณ์จึงมิใช่อำนาจที่ใช้บังคับตามอำเภอใจ แต่คืออำนาจบารมีที่ต้องผูกพันเอาไว้กับพันธะสัญญาที่มีต่อประชาชน ตามชื่อว่า “มหาชนสมมติ” นั่นเอง

รายการอ้างอิง (References)

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539).พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

Collins, S. (1993). The discourse on what is primary (Aggañña-Sutta): An annotated translation. Journal of Indian Philosophy, 21(4), 301–393.

Gombrich, R. F. (2006). Theravāda Buddhism: A social history from ancient Benares to modern Colombo (2nd ed.). Routledge.

Huxley, A. (1996). The Buddha and the social contract. Journal of Indian Philosophy, 24(4), 407–420.

Tambiah, S. J. (1976). World conqueror and world renouncer: A study of Buddhism and polity in Thailand against a historical background. Cambridge University Press.

Thapar, R. (2014). The history of early India: From the origins to AD 1300. University of California Press.

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ร่องรอยของพุทธศาสนาในการก่อรูป “การปกครองโดยกษัตริย์แบบอำนาจจำกัด”ในมคธสมัยพุทธกาล ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' ตอบปม 'ธรรมนัส' บินโมนาโก ชี้สีแดงผสมเขียว ก็เป็นน้ำเงินอยู่ดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุรีเซตกระทรวงมหาดไทยในเดือนสิงหาคม จะเริ่มต้น ด้วยการโยกย้ายใช่หรือไม่ ว่า

'ธรรมนัส' แจงบินโมนาโก พาครอบครัวไปเที่ยว ไม่ได้นัดเจอทักษิณ ซัดไม่ใช่พวกอีแอบ

“ธรรมนัส” แจงบิน “โมนาโก” พาครอบครัวพักผ่อน ลั่นไม่ใช่พวกอีแอบ ไม่จำเป็นต้องบินไปพบ “ทักษิณ” ข้ามทวีป ชี้เช็กเส้นทางบินก็รู้ความจริง พร้อมติด #ไม่มีปฏิญญาMonaco

'อนุทิน' ยัวะ! ข่าว '2น.1พ.' ถามนักข่าว 'คุณอยู่ในบ้านผมเหรอ' ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม

ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่า