การเปลี่ยนผ่านจากเทวราชามาสู่การสถาปนาอัตลักษณ์ราชาธิปไตยแบบพุทธศาสนาในพระไตรปิฏก : สามัญผลสูตรในฐานะทฤษฎีขีดจำกัดของอำนาจรัฐเหนือแรงงานและทรัพย์สิน

 

กานต์ บุณยะกาญจน

“สามัญผลสูตร” เป็นบันทึกการยอมรับของกษัตริย์ที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคสมัยพุทธกาลว่าอำนาจรัฏฐาธิปัตย์มีขีดจำกัดและขีดจำกัดนั้นอยู่ที่พรมแดนระหว่างร่างกายและจิตใจของพลเมือง เพื่อจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของการยอมรับข้อจำกัดนี้ เราสมควรทำความเข้าใจบริบทของบทสนทนาเสียก่อน บทสนทนานี้ถูกริเริ่มโดยพระเจ้าอชาตศัตรูผู้ทรงขึ้นครองราชย์ผ่านการปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารพระราชบิดา ในแง่นี้ก็อาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าอชาตศัตรูขึ้นสู่อำนาจในสถานะที่ขาดความชอบธรรม และพระองค์จำเป็นต้องการฐานอำนาจใหม่อย่างเร่งด่วน ในพระสูตรได้บรรยายว่าพระองค์ได้ตั้งคำถามกับนักบวชที่มีชื่อเสียงในชมพูทวีปจำนวนมากแต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบเป็นที่พอพระทัย ดังนั้นปรากฏการณ์ที่พระองค์เสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในค่ำคืนนั้นจึงมิใช่การแสวงหาธรรมะด้วยความบังเอิญ แต่คือกระบวนการสร้างความชอบธรรมใหม่ทางการเมืองด้วย การที่พระองค์เสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและถามคำถามเรื่องผลของความเป็นสมณะจึงมีนัยทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง เพราะราวกับเป็นการยอมรับโดยนัยว่าอำนาจสูงสุดทางทหารไม่ใช่คำตอบเดียวของการปกครองที่ดี และอาจจะมีมีมิติของชีวิตมนุษย์ที่กำลังทหารซึ่งพระองค์ถือครองไม่สามารถควบคุมได้ จุดเริ่มต้นของการอภิปรายในสามัญผลสูตรจึงเริ่มต้นจากการที่พระพุทธเจ้าทรงย้อนถามพระเจ้าอชาติศัตรู ก่อนที่พระองค์จะตอบผลของการบวชด้วยตัวอย่างที่แสนจะคมคายตามตัวบทว่า

“อาตมภาพจะขอย้อนถามมหาบพิตรก่อน โปรดตรัสตอบตามที่พอพระทัย มหาบพิตรจะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน สมมติว่า มหาบพิตรพึงมีบุรุษผู้เป็นทาสกรรมกรมีปกติตื่นก่อน นอนทีหลังคอยฟังพระบัญชาว่า จะโปรดให้ทำอะไร ประพฤติถูกพระทัย กราบทูลไพเราะ คอยเฝ้าสังเกตพระพักตร์ เขาจะมี ความคิดเห็นอย่างนี้ว่า คติของบุญ วิบากของบุญ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตรพระองค์นี้เป็นมนุษย์ แม้เราก็เป็นมนุษย์ แต่พระองค์ท่านทรงเอิบอิ่มพรั่งพร้อมบำเรออยู่ด้วยเบญจกามคุณดุจเทพเจ้า ส่วนเราสิเป็นทาสรับใช้ของพระองค์ท่าน ต้องตื่นก่อนนอนทีหลัง ต้องคอยฟังพระบัญชาว่าโปรดให้ทำอะไร ต้องประพฤติให้ถูกพระทัย ต้องกราบทูลไพเราะ ต้องคอยเฝ้าสังเกตพระพักตร์ เราพึงทำบุญจะได้เป็นเหมือนพระองค์ท่าน ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมา เขาปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิตเมื่อบวชแล้ว เป็นผู้สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจอยู่ สันโดษด้วยความมีเพียงอาหารและผ้าปิดกายเป็นอย่างยิ่ง ยินดียิ่งในความสงัด ถ้าพวกราชบุรุษพึงกราบทูลถึงพฤติการณ์ของเขาอย่างนี้ว่า ขอเดชะ ขอพระองค์พึงทรงทราบเถิด บุรุษผู้เป็นทาสกรรมของพระองค์ผู้ตื่นก่อนนอนทีหลัง คอยฟังพระบัญชาว่าจะโปรดให้ทำอะไร ประพฤติถูกพระทัย กราบทูลไพเราะคอยเฝ้าสังเกตพระพักตร์อยู่นั้น เขาปลงผมและหนวดนุ่งผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิตเมื่อบวชแล้ว เป็นผู้สำรวมกาย สำรวมวาจา สำรวมใจอยู่ สันโดษด้วยความมีเพียงอาหารและผ้าปิดกายเป็นอย่างยิ่ง ยินดียิ่งในความสงัด มหาบพิตรจะพึงตรัสอย่างนี้เทียวหรือว่า เฮ้ยคนนั้น จงมาสำหรับข้า จงมาเป็นทาสและกรรมกรของข้า จงตื่นก่อนนอนทีหลัง จงคอยฟังบัญชาว่าจะให้ทำอะไร ประพฤติให้ถูกใจ พูดไพเราะ คอยเฝ้าสังเกตดูหน้าอีกตามเดิม”[1]

คำถามของพระพุทธเจ้านั้นทิ่มแทงไปถึงศูนย์กลางความกังวลของพระเจ้าอชาติศัตรู ด้วยพระองค์ตระหนักถึงที่มาอันไม่ชอบธรรมของตน การยึดอำนาจจากพระราชบิดาด้วยพระองค์ประสงค์จะเป็นกษัตริย์นั้นไม่เพียงเป็นตราบาปใหญ่หลวงในทางศีลธรรม แต่ยังทิ้งตราบาปของความหวาดระแวงของการถูกยึดอำนาจเอาไว้ด้วย แต่ตัวอย่างของพระพุทธเจ้ากลับเลือกบุคคลที่ตั้งคำถามต่อสถานะกษัตริย์เป็นเพียงทาสสามัญคนหนึ่ง

 ในแง่หนึ่งเราอาจตีความได้ว่าคำถามนี้คือคำถามของผู้สงสัยต่อประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำและความเท่าเทียมทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ซึ่งแต่ละสังคมและแต่ละช่วงเวลาต่างก็มีคำตอบที่แตกต่างกันออกไป อย่างไรก็ดี พระพุทธเจ้ามิได้มอบคำตอบอันชวนกังวลใจเช่นการปฏิวัติหรือการล้มล้างชนชั้น แต่พระองค์กลับยื่นการอธิบายแบบพุทธศาสนาว่าเป็น อำนาจของบุญที่ทำให้แตกต่าง ด้วยเหตุนี้ทาสผู้นั้นจึงตัดสินใจออกบวช คำถามที่ชวนถ้าทายต่อมาจึงกลายเป็นว่า กษัตริย์จะแสดงอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามเขากลับมารับใช้เหมือนเดิม หรือจะยอมจำกัดอำนาจตนเองไว้ และมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ที่เชื่อในคำอธิบายความไม่เท่าเทียมตามอำนาจของบุญเพื่อหลีกเลี่ยงการหาคำอธิบายแบบอื่นๆที่อาจอันตรายกับรัฐมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่พระเจ้าอชาติศัตรูจะเลือกตอบพระพุทธเจ้าว่า

“จะเป็นเช่นนั้นไม่ได้เลย พระเจ้าข้า อันที่จริงหม่อมฉันเสียอีกควรจะไหว้เขา ควรจะลุกรับเขา ควรจะเชื้อเชิญเขาให้นั่ง ควรจะบำรุงเขาด้วยจีวร บิณฑบาตเสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ควรจะจัดการรักษาป้องกันคุ้มครองเขาอย่างเป็นธรรม.”

ด้วยคำถามที่ทรงพลังเช่นนี้จึงทำให้พระพุทธเจ้าไม่ต้องอธิบายสามัญผลต่อให้มากความ พระเจ้าอชาตศัตรูก็ย่อมตระหนักดีในสามัญผลของการเป็นสมณะอย่างแจ่มแจ้ง ทั้งประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นสมณะเองที่รัฐไม่อาจเข้าไปกล้ำกลาย และประโยชน์ต่อตัวพระองค์เองและรัฐที่ได้ชุดคำอธิบายความไม่เท่าเทียมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงน้อยที่สุด และด้วยเหตุนี้เองพระพุทธเจ้าจึงมิได้ต้องอธิบายขยายความเพิ่มอย่างได้เลย โดยสิ่งซึ่งพระองค์ทำเป็นแต่เพียงการถามย้ำโดยให้พระเจ้าอชาติศัตรูทบทวนตัวเองว่า

“มหาบพิตร จะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น สามัญผลที่เห็น ประจักษ์จะมีหรือไม่?

รายการอ้างอิง (References)

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539).พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

Collins, S. (1993). The discourse on what is primary (Aggañña-Sutta): An annotated translation. Journal of Indian Philosophy, 21(4), 301–393.

Gombrich, R. F. (2006). Theravāda Buddhism: A social history from ancient Benares to modern Colombo (2nd ed.). Routledge.

Huxley, A. (1996). The Buddha and the social contract. Journal of Indian Philosophy, 24(4), 407–420.

Tambiah, S. J. (1976). World conqueror and world renouncer: A study of Buddhism and polity in Thailand against a historical background. Cambridge University Press.

Thapar, R. (2014). The history of early India: From the origins to AD 1300. University of California Press.

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ร่องรอยของพุทธศาสนาในการก่อรูป “การปกครองโดยกษัตริย์แบบอำนาจจำกัด”ในมคธสมัยพุทธกาล ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)


[1] มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย: พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม 1 ภาค 1: สามัญญผลสูตร. โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'โจ มณฑานี' เย้ย ปชป. มาถึงจุดที่ไม่มีใครเอา กระแสข่าวตั้งรัฐบาลส้ม เขียว แดง ก็ยังไม่มีฟ้าเลย

โจ มณฑานี ตันติสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สิ่งที่พี่สังเกตเห็นในกระแสข่าวรัฐบาลส้มโอแดงคือ ไม่มีฟ้าอยู่ในนั้นเลย มาถึงจุดที่เป็นพรรคที่ทุกฝั่งลืมได้ไงเนี้ย

นายกฯ ลั่นกลางวง ครม. รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขอ รมต. สบายใจ อย่าหวั่นไหวคำถามยุยง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า จากการนำเสนอข่าว เรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งสื่อมวลชนรับทราบคำตอบจากพรรคร่วมรัฐบาลและนายกฯไปแล้วว่า รัฐบาลนี้มีเสถียรภาพและทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่

อนุกมธ.ติดตามงบฯ แฉจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง 1 แสนโครงการทั่วประเทศ เอื้อทุจริตงบกว่า 5 หมื่นล้านบาท

นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภายใต้คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร แถลงความคืบหน้า "การศึกษาการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ" ว่า คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ประกอบด้วยตัวแทน สส.