แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

ด้วยเหตุนี้การที่เอสซีจีได้ร่วมลงนามความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเดินหน้าพัฒนาศักยภาพนักศึกษาผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานจริง (Work-based Learning)

เชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติงานในภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจ และเป็นภาพสะท้อนของความพยายามปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยขณะนี้

โดยความร่วมมือดังกล่าวจะยกระดับการพัฒนานักศึกษาผ่านประสบการณ์ทำงานจริง สร้าง Future Talent พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจและสังคม สร้างบุคลากรคุณภาพสำหรับโลกการทำงานในอนาคต ตอกย้ำแนวคิด "องค์กรแห่งโอกาส" (Organization of Possibilities) ของเอสซีจี ที่มุ่งสนับสนุนโอกาสการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการยื่นมือเข้าไปวางโจทย์ธุรกิจจริง (Real Business Case) ตั้งแต่ในห้องเรียน เพื่อสร้างคนที่ "พร้อมทำงานได้ทันที"

ปรเมศวร์ นิสากรเสน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี กล่าวว่า คนคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนองค์กรและประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงาน แต่เป็นการร่วมกันพัฒนาคนผ่านประสบการณ์การทำงานจริง เพื่อให้นักศึกษาได้ทั้งความรู้ ทักษะ และมุมมองที่พร้อมสำหรับโลกการทำงานในอนาคต เอสซีจีเชื่อว่า ‘โอกาส’ ในการเรียนรู้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง คือการได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และได้เผชิญโจทย์ธุรกิจจริง 

“เราหวังว่าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อสนับสนุนโอกาสการพัฒนาศักยภาพคนให้เติบโต ตามแนวคิด องค์กรแห่งโอกาสจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้าง Future Talent ที่พร้อมเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ สังคม และประเทศชาติ"

ด้าน เนติ สุขสมบูรณ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความสำคัญกับการผลิตบัณฑิตที่มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง ความร่วมมือกับเอสซีจีในครั้งนี้จะช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เชื่อมโยงการเรียนในมหาวิทยาลัยกับการทำงานจริง พร้อมพัฒนาศักยภาพให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ซึ่งกรอบความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนานักศึกษาตั้งแต่ "การเรียนรู้-การลงมือปฏิบัติ-การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ-การเชื่อมโยงสู่โอกาสการทำงาน" ผ่านความร่วมมือหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.เรียนรู้จากประสบการณ์ทำงานจริง (Work-based Learning) เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในภาคอุตสาหกรรม เชื่อมโยงองค์ความรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์การทำงาน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและมุมมองต่อการทำงานในองค์กร

2.พัฒนาทักษะวิชาชีพ (Cooperative and Work Integrated Education (CWIE) ร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาในรูปแบบสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) เพื่อพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 3.เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญ (Industry Learning Experience) ร่วมพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ผ่านโจทย์ธุรกิจจริง (Real Business Case) การบรรยายพิเศษ การให้คำปรึกษา (Mentorship) และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของเอสซีจี

และ 4.เชื่อมโยงสู่โอกาสฝึกงานและการทำงาน (Talent Pipeline Development) แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการรับนักศึกษาและความต้องการบุคลากร เพื่อเชื่อมโยงนักศึกษาสู่โอกาสฝึกงานและการทำงาน พร้อมร่วมกันพัฒนา Talent Pipeline รองรับความต้องการกำลังคนในอนาคต

ความร่วมมือระหว่าง SCG และมหิดล คือ "โมเดลต้นแบบที่ถูกต้อง" ในการแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน แต่สำหรับภาพรวมของประเทศ นี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ทางรอดที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย คือการขยายโมเดลการเรียนรู้จากงานจริงเช่นนี้ไปสู่มหาวิทยาลัยในภูมิภาคและสายอาชีวศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้แรงงานส่วนใหญ่ของประเทศถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไว.

 

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

ความภูมิใจของคนไทย

ประเทศไทยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่บนเวทีโลก หลัง “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม แห่งใหม่ของไทย ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-29 กรกฎาคม 2569 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมของประเทศสู่การยอมรับในระดับสากล