
วันนี้วันอาทิตย์ครับ
งานประจำวันก็ยังมีเหมือนเดิม แต่พอมีจังหวะเลยแวะเข้ามารื้อซองที่ส่งถึง “เปิดซองออนไลน์” ดูเสียหน่อย
มีทั้งซองที่วางอยู่กับผมมาพักหนึ่งแล้ว และซองสดๆ ร้อนๆ เพิ่งส่งมาเมื่อวานก็มี อ่านไปอ่านมาเห็นว่าน่าสนใจหลายเรื่อง แถมแต่ละซองก็ไม่ได้ยาวมาก
งั้นวันนี้เปิดทีเดียว 4 ซองเลยแล้วกันครับ
อ่านแล้วก็ขอคุยไปตามเรื่องตามราวนี่แหละ ส่วนจะตอบคำถามได้แค่ไหน…
อย่าคาดหวังกับเสมอต้นมากครับ เดี๋ยวผิดหวังกันทั้งสองฝ่าย
เริ่มกันเลยดีกว่า
ถึง คุณเสมอต้น
ผมติดตามอ่านคอลัมน์คุณมาพักนึง วันนี้อดไม่ได้จริงๆ ต้องขอเขียนมาระบายและถามความเห็นหน่อยครับ เรื่องน้ำท่วม กทม. รอบนี้ มันเห็นชัดเลยว่าระบบการบริหารจัดการบ้านเมืองเรามีปัญหาหนักมา
ในมุมของผมนะ ผมเห็นผู้ว่าฯชัชชาติแกก็ลงพื้นที่งกๆ ทุกวัน แต่งาน กทม. มันแค่น้ำปลายทางครับ ถ้ากระทรวงมหาดไทยไม่สั่งการบูรณาการน้ำทั้งระบบ ปล่อยให้ กทม. รับอ่วมอยู่คนเดียว มันจะไปรอดได้ยังไง แล้วนายกฯอนุทินในฐานะ มท.1 ที่คุม ปภ. ทั้งประเทศ มีงบกลาง มีอำนาจสั่งการกว้างขวาง กลับดูถอยรอกปล่อยให้คนกรุงเทพฯ จมน้ำรับกรรมกันไปเอง พอน้ำท่วมทีก็โยนกันไปมา
ผมเลยอยากถามคุณเสมอต้นว่า ในทางกฎหมายจริงๆ แล้ว ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าภาพหลักที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จครับ
วิเชียร คนสายไหม
คุณวิเชียรถามว่าใครเป็นเจ้าภาพหลักที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
คำว่า “เบ็ดเสร็จ” นี่แหละครับที่ทำให้ผมไม่กล้ารับปากว่าจะหาเจ้าภาพให้เจอ
เพราะเรื่องน้ำในกรุงเทพฯ มันไม่ได้มีหน่วยงานเดียวดูแลตั้งแต่ฟ้าจนถึงทะเล กทม.มีหน้าที่ของ กทม. กรมชลประทานมีส่วนของกรมชลฯ ปภ.มีหน้าที่ของ ปภ. กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลก็มีอำนาจและกลไกอีกระดับหนึ่ง
พอน้ำมาพร้อมกันมากๆ เราเลยได้เห็นคำที่ราชการไทยชอบใช้กันนักหนา คือ “บูรณาการ”
แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คงประมาณว่า หลายคนมีหน้าที่ครับ
แต่ถ้าจะถามว่าเจ้าภาพคือใคร รอให้น้ำลดก่อนก็ได้ครับ
เผื่อถึงตอนนั้นจะมีใครยอมรับเป็นเจ้าภาพสักคน
ไปอีกซองครับ
ถึงคอลัมน์ เปิดซองออนไลน์
ดิฉันนั่งตามข่าวเรื่องที่มีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับรวด ทั้งเรื่อง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส, กองทุน สสส., กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ แล้วก็กองทุนผู้สูงอายุ บอกตรงๆ ว่าอ่านแล้วรู้สึกกังวลใจมากกว่าสงสัยค่ะ
เท่าที่ดิฉันเข้าใจแต่เดิม ทั้ง 4 หน่วยงานนี้เขาได้เงินจัดสรรตรงมาจาก “ภาษีบาป” หรือภาษีสุราและยาสูบโดยไม่ผ่านกระทรวงการคลัง (Earmarked Tax) เพื่อตัดปัญหาเรื่องการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่ร่างกฎหมายใหม่กลับจะยกเลิกการตัดเงินส่วนนี้ แล้วเปลี่ยนให้ทั้ง 4 องค์กรไปขอเงินสนับสนุนจาก “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” แทน
ส่วนตัวดิฉันมองว่า รัฐบาลกำลังอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังเพื่อหาทางรวบตึงเงินภาษีบาปหมื่นล้านเข้าคลัง แล้วเอาองค์กรพวกนี้ไปผูกไว้กับงบประมาณรายปี ซึ่งมันเสี่ยงมากนะคะ อย่างกรณีสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส พอต้องไปง้อขอเงินงบประมาณจากรัฐบาลทุกปี ความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวและตรวจสอบรัฐบาลก็คงหมดไป สุดท้ายจะกลายเป็นกระบอกเสียงให้ฝ่ายบริหาร ไม่ต่างอะไรกับช่อง 11 สาขา 2 เลยค่ะ
ดิฉันมองว่าการดึงอำนาจการเงินกลับเข้าส่วนกลางแบบนี้ มันคือการลดทอนความคล่องตัวและทำลายเจตนารมณ์ดั้งเดิมขององค์กรเพื่อสังคมชัด ๆ ขอแสดงความเห็นไว้เท่านี้ก่อนนะคะ ไว้ว่างๆ จะเขียนมาคุยแลกเปลี่ยนประเด็นอื่นใหม่ค่ะ
นับถือ
กัลยานี ปิยะวงศ์
เรื่องนี้ผมเคยเขียนไปแล้วครับ และตอนนั้นผมพูดถึงไทยพีบีเอสเป็นหลัก เพราะจุดที่ผมห่วงอยู่ตรงคำว่า “สื่อสาธารณะ”
ส่วนที่เรียกกันว่า “ภาษีบาป” ก็คือเงินจากภาษีสุราและยาสูบที่กฎหมายกำหนดให้จัดสรรไปสนับสนุนหน่วยงานและกองทุนเหล่านี้โดยตรง ประเด็นที่กำลังเถียงกันก็อยู่ตรงนี้แหละครับว่า ถ้าเปลี่ยนทางเดินของเงินให้กลับไปผ่านระบบงบประมาณประจำปี ผลจะเป็นอย่างไร
สำหรับไทยพีบีเอส ผมยังมองเหมือนเดิม ไทยพีบีเอสถูกออกแบบให้มีแหล่งเงินของตัวเอง ก็เพื่อให้มีระยะห่างจากรัฐบาลและการเมืองพอสมควร เพราะถ้าสื่อที่มีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลต้องคอยยื่นของบประมาณจากรัฐบาลทุกปี ภาพมันก็ดูแปลกๆ อยู่เหมือนกัน
ไม่ได้แปลว่าได้เงินแล้วจะไม่ต้องถูกตรวจสอบนะครับ เงินสาธารณะก็ต้องตรวจสอบ เพียงแต่จะตรวจสอบอย่างไร โดยไม่ทำให้คนถือกระเป๋าสตางค์มีโอกาสกลายเป็นคนถือรีโมตไปด้วย เรื่องนี้ต่างหากที่ผมว่าเป็นโจทย์
ส่วน สสส. รวมถึงกองทุนอื่นๆ ผมขอไม่รับเหมามาตอบหมดครับ ปล่อยให้คนในวงการเขาว่ากันไปบ้าง
ช่วงนี้เห็นออกมาคัดค้านกันคึกคักอยู่เหมือนกัน
ก็พอเข้าใจได้ครับ เรื่องอื่นอาจคุยกันเบาๆ แต่ถ้ามีใครเดินมาแถวหม้อข้าว เสียงย่อมดังขึ้นเป็นธรรมดา
ส่วนผลรับฟังความคิดเห็นที่กำลังเปิดอยู่ถึงวันที่ 14 ตุลาคม ผมลองเข้าไปดูเหมือนกัน เห็นฝ่ายคัดค้านนำอยู่มาก
แหม…ก็ลองดูคำถามสิครับ ถามประมาณว่าจะเอาเงินกลับเข้าไปอยู่ในระบบงบประมาณ
ใครอยากให้เงินไปอยู่ใกล้มือนักการเมืองล่ะครับ
เอางี้…ลองเพิ่มอีกคำถามดีไหม
“ประเทศไทยควรมีไทยพีบีเอสอยู่ต่อหรือไม่”
คราวนี้ตัวเลขอาจวิ่งกันคนละทางก็ได้
เอ้า…ซองที่ 3
เบื่อรัฐบาลชุดนี้เต็มทีแล้วค่ะ โดยเฉพาะคุณอนุทินกับพรรคภูมิใจไทย คุมกระทรวงใหญ่ไว้เต็มมือ แต่ไม่เห็นแก้ปัญหาปากท้องอะไรได้สักอย่าง ร้านค้าแถวบ้านดิฉันเจ๊งกันหมดแล้ว วัน ๆ เห็นแต่ข่าวเล่นเกมการเมือง แทนที่จะเอาเวลาช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประขาชน เห็นแต่ข่าวโต้กันไปโต้กันมาน่าสมเพชนักการเมืองไทย เห็นหัวชาวบ้านคนทำมาค้าขายบ้างหรือไม่ เบื่อมากค่ะ
จากใจ แม่ค้าคนหนึ่ง
ซองนี้ไม่มีคำถามครับ
อ่านจบแล้วผมก็รู้เรื่องเลย คุณแม่ค้าไม่ได้มาถามอะไร มาบอกว่าเบื่อ
เรื่องปากท้องนี่ผมไม่กล้าเถียงกับแม่ค้าหรอกครับ เพราะคนขายของยืนอยู่หน้าร้านทุกวัน เงินเข้าหรือไม่เข้า ลูกค้าเดินหรือไม่เดิน รู้ก่อนตัวเลขเศรษฐกิจออกเสียอีก
ส่วนจะให้ผมช่วยด่ารัฐบาลด้วยไหม…
ไม่ต้องหรอกครับ
คุณแม่ค้าจัดมาเสียขนาดนี้ ผมเข้าไปแทรกเดี๋ยวเสียจังหวะหมด
เอาซองสุดท้ายดีกว่า
สวัสดีครับ คุณเสมอต้น
ผมฟังพวกฝ่ายค้านตอนนี้แล้วเหนื่อยหูมาก มันจะอะไรกันนักกันหนา คอยแต่จะด่า จะจ้องจับผิดรัฐบาลเขาทุกเรื่องด่าน้ำไหลไฟดับ เรื่องเล็กเรื่องน้อยเอามาเป็นประเด็นหมด พอเขาจะทำงานอะไรก็คอยแต่วางยาขัดขา
อยากรู้ว่าพอได้มาเป็นรัฐบาลเองจะทำได้ดีกว่าเขาไหม จะมีปัญญากว่าที่ตัวเองด่าไหม คงเก่งแต่ตอนค้าน พูดเอาหล่อไปวัน ๆ คุณเสมอต้นคิดเหมือนผมไหมครับว่าฝ่ายค้านยุคนี้มันเอาแต่เล่นละครค้านตะพืดตะพือจนน่าเบื่อ?
นับถือ
เบื่อฝ่ายค้าน
ถามตรงเสียด้วยว่า ผมคิดเหมือนคุณไหม
เรื่องอะไรผมจะตอบครับ
ตอบไปทางหนึ่งก็ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกฝ่าย พร้อมศัตรูแถมมาอีกฝ่าย แบบนี้ไม่ค่อยน่าทำธุรกิจด้วยเท่าไหร่
เอาเป็นว่าฝ่ายค้านมีหน้าที่ค้านครับ ถ้าไม่ค้านเลย ผมต่างหากจะเริ่มสงสัยว่าไปเป็นรัฐบาลกันตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ค้านแล้วคนฟังจะเชื่อหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง
เพราะคนฟังก็คงอยากรู้เหมือนคุณนั่นแหละว่า เรื่องที่บอกว่าเขาทำไม่ดี ถ้าวันหนึ่งตัวเองได้ทำ จะทำอย่างไรให้ดีกว่า
พูดตอนยังไม่ได้ทำ ใครๆ ก็พูดได้ครับ
เอาไว้ได้ทำเมื่อไหร่ คนที่เคยนั่งฟังอยู่วันนี้คงจำได้เอง
ครบ 4 ซองแล้วครับ
น้ำท่วมก็มา ภาษีบาปก็มี รัฐบาลก็โดน ฝ่ายค้านก็ไม่รอด
วันนี้คุยกันพอหอมปากหอมคอครับ บางเรื่องได้คำตอบ บางเรื่องได้แค่ความเห็น แต่ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้น อย่าคาดหวังกับเสมอต้นมาก
เดี๋ยวผิดหวังกันทั้งสองฝ่าย
ไว้เปิดซองคุยกันใหม่ครับ
—เสมอต้น
4 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สื่อสาธารณะ' ที่อยากเห็น!
วันนี้ขอพักซองไว้ก่อนครับ มีเรื่องค้างจากวันก่อนที่อยากคุยต่อ
'แก้มลิง-แก้มคิงคอง'
“ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เจ้าของสโลแกน ทำทันที! ทำทันที! ทำทันที! เจอฝนตกเที่ยวนี้ แล้วน้ำใน กทม.พื้นที่ฝั่งตะวันออกก็
'ศุภชัย' กางกฎหมายโต้ 'บรรเจิด' ยันปรับภาษีสรรพสามิตทำได้จริง ไม่ใช่วาทกรรมหลอกประชาชน
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ให้ความเห็นคัดค้านการยกเลิก Earmarked Tax โดยเฉพาะข้อสังเกตว่า หากยกเลิกเงินบำรุงแล้ว จะไม่สามารถออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อทดแทนได้ โดยเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรพิจารณา
“หมอประกิต” ไม่เชื่อ รัฐบาลแก้ พ.ร.บ.สสส. เพราะ NCDs ไม่ลด ปลุกทุกฝ่ายให้ตื่น การควบคุม NCDs ต้องทำด้วยกัน หวังให้หน่วยงานเดียวทำให้สำเร็จไปไม่รอด
จากกรณีที่นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสาเหตุที่รัฐบาลจะแก้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544
นักวิชาการ หนุนหมอเอกรื้อการปรับอัตราภาษียาสูบปี 60 มาตรวจสอบใหม่ ตั้งคำถามหาต้นตอคนรับผิดชอบ ตั้งแต่ปี 60 รัฐสูญภาษีปีละ 2 หมื่นล้าน
จากกรณีนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล ตั้งคำถามถึงการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ปี 2560 ที่เปลี่ยนจากภาษีอัตราเดียวที่ไทยใช้มาตลอด เป็น 2 อัตรา
'จตุพร' หนุนรื้อ 'ภาษีบาป' นำกลับระบบจัดสรรงบประมาณ ต้องกล้าทำอย่างเสมอภาค
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อนถึงเรืองการรื้อกฎหมายภาษีบาปเพื่อยกเลิกการจัดสรรเงินให้โดยเฉพาะกับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และไทยพีบีเอส ว่า ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลถังแตกด้านการเงิน แต่เงินภาษีบาปและเงินทุกกองทุนที่อยู่นอกงบประมาณ ก็ควรนำกลับมาอยู่ในระบบงบประมาณเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายได้

