ยุคเปลี่ยนผ่าน

ผ่านไปแล้วครับ...

เวทีสัมมนา เหลียวหลังแลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

แบ่งเป็น ๓ ช่วง

เน้นช่วงแรก ที่เป็นปาฐกถาของรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

เนื้อหาหลักพูดถึงภูมิรัฐศาสตร์โลก 

แลหลังช่วงปี ค.ศ. ๑๙๘๐ เศรษฐกิจโลกถูกกำหนดโดย ๓ ขั้วอำนาจใหญ่ ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น

มาถึงโลกปัจจุบันที่แตกออกเป็นหลายขั้วเศรษฐกิจ มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีตมาก เพราะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

สิ่งที่สหรัฐฯ เร่งดำเนินการในตอนนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการทางค่าเงินเหมือนในอดีต แต่ยังมีการใช้มาตรการกำแพงภาษี กับทุกประเทศที่เกินดุลการค้าด้วย

จึงเกิดกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน!

เป็นการย้ายออกจากประเทศต่างๆ ทั้งตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น และยุโรปมายังพื้นที่ปลอดภัย หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย

นี่จึงเป็นโอกาส

 “...ผมได้มีโอกาสเจอนักลงทุนต่างชาติ ก็มักจะสอบถามไปว่าเหตุใดถึงเลือกที่จะมาลงทุนที่ประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยืนยันว่า เพราะประเทศไทยปลอดภัย และสามารถค้าขายได้กับทุกคน เนื่องจากเรามีความเป็นกลาง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาสูงมาก และนี่คือความต่างของประเทศไทย เพราะคำว่าปลอดภัยนั่นเอง...”

นั่นคือสิ่งที่ "เอกนิติ" เห็นและ เดินหน้ายุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ BOI ในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและการลงทุน

ส่วนตัวฟังปาฐกถาของ "เอกนิติ" สนใจประเด็น การเปลี่ยนผ่านพลังงานมากที่สุด

ก็อย่างที่ทราบกันครับว่าประเทศไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซสูงมาก คิดเป็น ๑๐% ของจีดีพี

"เอกนิติ" บอกว่ามากจนทำให้ในไตรมาส ๒/๒๕๖๙ ไทยมีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว ๖ แสนล้านบาท

ที่จริงประชาชนควรรับรู้ข้อมูลพวกนี้ เพราะดูเหมือนว่าส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ด้านพลังงานของไทย

ยังเชื่อว่า ไทยมีน้ำมันเยอะ มีก๊าซเต็มไปหมด แต่ที่แพงเพราะนายทุนสูบเลือดประชาชน

ถ้ายังเข้าใจอยู่อย่างนี้ ลำบากครับ จะไม่มีวันเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นได้เลยว่าประเทศไทยกำลังเจอกับอะไร และต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร

ประเด็นเล็กๆ แต่ความหมายไม่เล็ก

"เอกนิติ" บอกว่า...

 “...แนวทางหนึ่งที่สำคัญ คือ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและพัฒนาระบบ Smart Grid รวมถึงส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นผู้ขายไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เพราะวันนี้ไม่รู้ว่าสงคราม การสู้รบกันจะจบเมื่อไหร่ เราจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน ที่เรียกว่าการ Jump Start แม้จะทำได้ไม่เร็ว แต่ก็ต้องทำ...”

งบประมาณ ๗.๕ หมื่นล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ถูกโจมตีว่าไม่คุ้ม 

ที่สำคัญไม่ได้สร้างมูลค่าอะไรขึ้นมาเลย

เพราะไม่มีการลงทุน

มีแต่นำเข้า

จริงครับ อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน

แต่หากมองว่านี่คือจุดเริ่มต้น และสร้างการรับรู้ให้ประชาชน ในแง่ตัวเลขงบประมาณอาจคุ้มค่ากว่าที่คิด

ประเทศไทยมักมีปัญหาในการเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ และหลายโครงการล้มเหลวเพราะไม่สามารถสร้างความรับรู้ให้ประชาชนได้

ประชาชนไม่ได้รับรู้ถึงการมีส่วนร่วม หรือได้สัมผัสจริงด้วยการปฏิบัติ

ยกตัวอย่าง ประเทศไทย อยู่อันดับที่ ๓ ของโลกในการใช้งาน QR Code สแกนจ่ายเงิน รองจากจีน และมาเลเซีย

ทำไมต้องยกตัวอย่างนี้ขึ้นมา ก็เพราะมันเข้าไปเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทย

"แอปเป๋าตัง" โครงการคนละครึ่ง เปลี่ยนวิธีการชำระเงินของคนไทยไปอย่างถาวร

ถอยหลังไปเมื่อ ๑๐ ปีที่้แล้ว ใครจะไปคิดครับว่า วันนี้คนไทยแทบจะไม่ถือเงินสดกันแล้ว

การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ก็เช่นกัน

ถ้ารัฐบาลบอกว่าให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้โซลาร์เซลล์โดยไม่มีมาตรการใดๆ รองรับทั้งสิ้น ถามว่าใครอยากจะเปลี่ยน

ก็มันไม่มีแรงจูงใจ

ไม่เห็นความจำเป็น

จึงยากครับที่จะขยับอะไรได้

กลับกันเมื่อรัฐบาลบอกว่า มีงบประมาณพร้อมอุดหนุนประชาชนที่เปลี่ยนผ่านพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล

นั่้นคือโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน

แนวคิดตอนนี้คือสนับสนุนเงินอุดหนุนค่าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สูงสุด ๕ หมื่นบาท ต่อครัวเรือน

คาดว่าจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการในช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้

เป้าหมายของรัฐบาลคือครอบคลุม ๑.๕ ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ

แบบนี้มีคนสนใจครับ

มันคือการกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนผ่าน

แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ซัพพลายเชน อุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้้ำจะต้องอยู่ในประเทศไทยให้มากที่สุด

ไม่ใช่นำเข้าจากจีนเกือบทั้งหมดเหมือนในปัจจุบัน

เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ในอนาคตจะมีปัญหาเดิมๆ ตามมา นั่นคือยังผูกติดกับการนำเข้าอยู่ดี

ทำอย่างไรให้มีบริษัทผลิตอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ สัญชาติไทยให้มากที่สุด

หรืออย่างน้อยๆ เป็นการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ  แต่ใช้แรงงานและวัตถุดิบในไทยให้มากที่สุด

ไม่ยากไม่ง่ายครับ

แต่เป้าหมายต้องชัดเจน

ไม่ใช่แค่เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ต้องเปลี่ยนมาเป็นเจ้าของนวัตกรรมด้วย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใครรู้ช่วยขุดที

คงจะเพิ่งเริ่มต้น... เรื่องที่ “รังสิมันต์ โรม” อภิปรายในสภา พาดพิง “ไทหยาง ซาง” สามีของ “ไอเดียร์-สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นที่ล่อแหลม

สัญญาจาก 'อนุทิน'

ถือเป็นสัญญาประชาคมครับ...วานซืน (๑ ตุลาคม) เป็นอีกครั้งที่ นายกฯ อนุทิน พูดถึงปัญหาคอร์รัปชัน ปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Polity to Action” ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

โหมแรงตัดแปะ

โหมโรงซักฟอกรัฐบาล... ที่ประชุมสภาผู้แทนฯ วานนี้ (๑ ตุลาคม) ปะทะคารมกันดุเดือดครับ

'อนุทิน-ชัชชาติ'

ด่ากันพอหอมปากหอมคอแล้ว ทีนี้มาดูว่ากรณีเกิดน้ำท่ว กรุงเทพมหานคร หรือสาธารณภัยอื่นๆ ใครเป็นผู้ต้องรับผิดชอบอันดับ ๑ ตามกฎหมายคือ ผู้ว่าฯ กทม.ครับ

โลกร้อนคนร้อน

อย่าไปคิดมากครับ นายกฯ อนุทิน ถูกผู้ประสบภัยน้ำท่วม ตะโกนด่าอย่างหยาบคายที่แฟลตคลองจั่น เพราะจะให้ด่าเทวดากลุ่มวัสสวลาหก ท่านก็คงไม่รับรู้

ศาลจบแต่ส้มไม่จบ

ตามคาด... วานนี้ (๒๘ กันยายน) ศาลรัฐธรรมนูญลงมติคดี “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิดสิทธิประชาชน