
นานๆ โผล่มาที
วานนี้ (๗ ตุลาคม) "ทักษิณ ชินวัตร" ไปขึ้นศาลภาษีอากรกลาง
ศาลนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่เจ้าตัว เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร กรณีการเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในปี ๒๕๔๙ กว่า ๑.๗ หมื่นล้านบาท
และมีการยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อนำไปชำระหนี้ภาษี
นี่คือกรรมเก่าที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
และ "ทักษิณ" ก็ยังคงเป็น "ทักษิณ" คนเดิม ที่เปลี่ยนก็แค่อายุมากขึ้น แต่ความคิดความอ่านยังเหมือนหลายสิบปีก่อน
"...ที่ผมต้องมานั่งในศาลขณะนี้ เพราะผมคือผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ จากการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง
การซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แต่ขณะนั้นผมอยู่ต่างประเทศ เมื่อมีคำพิพากษาก็เคารพคำพิพากษา โดยการได้มาซึ่งคำพิพากษาเกิดจากผลไม้เต็มถาดยื่นไปให้ศาล..."
มัวแต่โทษคนอื่นแล้วเมื่อไหร่ตัวเองจะผิด!
ประโยคนี้ใช้ได้กับ "ทักษิณ" แบบไร้รอยต่อจริงๆ
ใครคือคนปลูกต้นไม้พิษ
มาทวนกันอีกทีครับ
ต้นไม้ต้นนี้ถูกปลูกเงียบๆ มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๖ แต่ไม่มีใครมองออกว่ามันคือต้นอะไร
รู้แต่ชื่อว่า..."ชิน คอร์ปอเรชั่น"
"ทักษิณ" คิดการใหญ่ ตั้งพรรคไทยรักไทย ด้วยการควบคุมพรรคการเมือง ดูด สส. และก่อนลงเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ "ทักษิณ" รู้กติกาดีว่า นักการเมืองต้องไม่ถือกิจการที่อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐได้
โดยเฉพาะกิจการที่เป็นสัมปทานจากรัฐอย่างโทรคมนาคม
ในปี ๒๕๔๒ "ทักษิณ" จึงตั้งบริษัทชื่อ แอมเพิลริช ที่เกาะบริติชเวอร์จิน
ความเป็นพิษของต้นไม้ต้นนี้เริ่มปรากฏ เพราะเกาะบริติชเวอร์จิน เป็นเขตปลอดภาษี และรักษาความลับเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น
"ทักษิณ" ถือหุ้นคนเดียว
"ทักษิณ" ขายหุ้นชิน ร่วมๆ ๓๓ ล้านหุ้นให้ แอมเพิลริช ในราคาหุ้นละ ๑๐ บาท โดยไม่มีกำไร
เมื่อไม่มีกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษี
ต่อมาปี ๒๕๔๓ โครงสร้างภายในแอมเพิลริช ปรับให้คนถือหุ้นเป็น พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายซึ่งบรรลุนิติภาวะแทน ทำให้เอกสารทั้งหมดแสดงภาพว่าตัว "ทักษิณ" ไม่ได้ถือหุ้นชินคอร์ปโดยตรงอีกต่อไป
ตอนยื่นบัญชีทรัพย์สินจึงไม่เห็น "แอมเพิลริช"
ต่อมาปี ๒๕๔๔ ชินคอร์ปแตกพาร์หั่นจาก ๑๐ บาทเป็น ๑ บาท ทำให้หุ้นในมือ แอมเพิลริช เพิ่มจาก ๓๓ ล้านเป็นประมาณ ๓๓๐ ล้านหุ้น และมีต้นทุนบัญชีหุ้นละ ๑ บาทแทน
ต้นปี ๒๕๔๙ ก่อนรัฐประหาร มีการประกาศ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ ๒ เพื่อปลดล็อกให้กิจการโทรคมนาคมสามารถให้คนต่างชาติถือหุ้นได้ ๔๙%
จากเดิม ๒๕%
กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๙
อีก ๒ วันหลังจากนั้น ครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ปผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประมาณ ๔๙% ให้กลุ่มบริษัทในเครือเทมาเสกของสิงคโปร์
มูลค่า ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท
ราคาขายวันนั้นคือหุ้นละ ๔๙.๒๕ บาท
การขายครั้งนั้น ทุกคนได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไร เพราะมีกฎหมายยกเว้นภาษีให้สำหรับบุคคลธรรมดาที่ขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์
แต่มีหุ้นตัวปัญหาอยู่จำนวนหนึ่ง คือส่วนที่ "พานทองแท้-พิณทองทา" ขายไปจำนวนเกือบ ๓๓๐ ล้านหุ้น เพราะที่มาของหุ้นจำนวนนี้มาจากที่ แอมเพิลริช ถือไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒
ถึงตอนนี้ต้นไม้พิษแตกกิ่งก้านที่มีพิษชัดเจน
แต่เพื่อให้การขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี จึงมีการเล่นกลนิดหน่อย
คือวันเดียวกับที่ขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเสก กรรมการบริษัทแอมเพิลริชคือ "โอ๊ค-เอม" สั่งให้บริษัทขายหุ้นให้ "โอ๊ค-เอม" ในสัดส่วนคนละครึ่ง ๕๐/๕๐ ในราคาทุนหุ้นละ ๑ บาท
จึงเอาพฤติการณ์นี้รับสิทธิปลอดภาษีในวันเดียวกัน
ขายหุ้นราคา ๔๙.๒๕ บาทในราคา ๑ บาท
ที่สุดแสบคือ ขายในวันเดียวกัน
ต้องขอบคุณสรรพากรในยุคนั้นครับ
จับได้!
เลยส่งหมายเรียกไปหาทั้งคู่ให้เคลียร์ประเด็นนี้และประเมินภาษีเงินได้ของปีภาษี ๒๕๔๙
หลังจากนั้นก็ไปสู้กันในศาล
"ชินวัตร" แพ้ เพราะพ่อที่เป็นนายกรัฐมนตรีเลี่ยงกฎหมายให้ลูกเป็นนอมินี
ศาลฎีกา ศาลภาษี เห็นตรงกันหมด เงินพ่อไม่ใช่เงินลูก
"ทักษิณ" ต้องจ่ายภาษีรวมค่าปรับทั้งหมด ๑๗,๖๒๙ ล้านบาท
ก็โทษแต่คนอื่นไงครับตัวเองจึงไม่ผิด ก็ไปฟ้องสรรพากรจนต้องไปศาลวานนี้
ฉะนั้นถ้าจะบอกว่า ตัวเองเป็นผลไม้พิษ ที่เกิดจากต้นไม้พิษ ต้องยกนิ้วให้ครับ ส่วนจะเป็นนิ้วไหน ก็สาดไปสมาชิก!
ที่ต้องยกนิ้วเพราะเป็นครั้งแรกที่ "ทักษิณ" พูดด้วยความจริงใจ
มองแววตาตอนพูดก็รู้ครับว่า จริงใจอย่างแรง
เพราะปลูกต้นไม้พิษด้วยมือตัวเอง จะให้ผลที่ออกมาเป็นผลไม้ตลาดไทได้ไง
มันต้องเป็นพิษกินแล้วไม่ตายก็สาหัสเท่านั้น
มาถึงวันนี้แล้ว "ทักษิณ" ยังไม่ยอมรับความจริง
ยังคิดว่า ตัวเองถูก กฎหมายต่างหากที่ผิด!
เอะอะก็จะโทษรัฐประหาร ทั้งๆ ที่พฤติการณ์หลบเลี่ยงภาษีมันเกิดตอนตัวเองมีอำนาจ
ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี
แถมยังใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อนอีกต่างหาก
"ทักษิณ" เบิกความในศาลว่า...
"...มีทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัด รวมถึงรถยนต์ ๕ คัน โดยในจำนวนนี้มี ๒ คันเป็นรถยนต์สั่งทำพิเศษ มีกระจกกันกระสุน เนื่องจากระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเคยถูกลอบสังหารหลายครั้ง และหลังพ้นจากตำแหน่งก็ยังมีเหตุการณ์ต่างๆ
จึงไม่แน่ใจว่าจะมีใครมาปองร้ายหรือไม่ หากรถถูกยึดไปจะเป็นอันตรายต่อชีวิต และหากต้องสั่งทำใหม่ก็ต้องใช้เวลานาน..."
พิโถ...มาถึงวันนี้แล้ว ใครจะไปทำอะไร
ตอนเลือกตั้ง สส. อบจ. ยันเทศบาล ก็เห็นเดินโทงๆช่วยคนของพรรคเพื่อไทยหาเสียง ไม่เห็นมีใครทำอะไร
๔ โรคห่างหมอไม่ได้ตอนอยู่ห้อง VIP โรงพยาบาลตำรวจ ยังน่ากลัวกว่าเป็นไหนๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันเทิงธิปไตย
คนกันเองวิจารณ์พอเลย “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ส่งเสียงไปยังพรรคประชาชนว่า พอได้แล้ว!
ยุคเปลี่ยนผ่าน
ผ่านไปแล้วครับ... เวทีสัมมนา เหลียวหลังแลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ ๓๐ ปีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ใครรู้ช่วยขุดที
คงจะเพิ่งเริ่มต้น... เรื่องที่ “รังสิมันต์ โรม” อภิปรายในสภา พาดพิง “ไทหยาง ซาง” สามีของ “ไอเดียร์-สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ประเด็นที่ล่อแหลม
สัญญาจาก 'อนุทิน'
ถือเป็นสัญญาประชาคมครับ...วานซืน (๑ ตุลาคม) เป็นอีกครั้งที่ นายกฯ อนุทิน พูดถึงปัญหาคอร์รัปชัน ปาฐกถาพิเศษในงาน Dinner Talk “Zero Corruption: From Polity to Action” ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี
โหมแรงตัดแปะ
โหมโรงซักฟอกรัฐบาล... ที่ประชุมสภาผู้แทนฯ วานนี้ (๑ ตุลาคม) ปะทะคารมกันดุเดือดครับ
'อนุทิน-ชัชชาติ'
ด่ากันพอหอมปากหอมคอแล้ว ทีนี้มาดูว่ากรณีเกิดน้ำท่ว กรุงเทพมหานคร หรือสาธารณภัยอื่นๆ ใครเป็นผู้ต้องรับผิดชอบอันดับ ๑ ตามกฎหมายคือ ผู้ว่าฯ กทม.ครับ

