
มีจดหมายจากคนคุ้นเคยมาอีกแล้วครับ
“คุณเพนเฟรนด์”
เราเป็นเพื่อนกันทางอีเมลมาพักใหญ่ คุยกันตั้งแต่เรื่องการเมือง เรื่องบ้านเมือง ไปจนถึงวันไหนฝนตกหนัก คุณเพนเฟรนด์ยังถามผมว่าที่พักน้ำท่วมหรือเปล่า มีของกินไหม ระวังสัตว์ด้วย ระวังตาแดงด้วย
คุยกันขนาดนี้ แต่ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณเพนเฟรนด์นะครับ
ชื่อจริงก็ไม่รู้
รู้จักกันเท่าที่คุณเพนเฟรนด์อยากให้รู้จัก และผมว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
คราวนี้หายไปหลายวัน ก่อนจะกลับมาพร้อมจดหมายยาวกว่าปกติ
ดูเหมือนเรื่องของ คุณลลิตา ที่เราเพิ่งคุยกันไป จะไปสะกิดความทรงจำของคุณเพนเฟรนด์เข้า ถึงได้ย้อนกลับไปเล่าเรื่องความรัก การเลือกคู่ และชีวิตแต่งงานของตัวเองตั้งแต่สมัยยังสาว
ที่ผ่านมาแกไม่ค่อยอยากให้ผมนำจดหมายมาเผยแพร่ แต่ฉบับนี้ผมขออนุญาตเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนหนุ่มสาว
แกอนุญาตครับ แต่บอกให้ช่วยปรับสำนวนด้วย
ผมอ่านแล้วว่าไม่ต้องปรับหรอก เขียนมาอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว ได้ทั้งเรื่องสนุกและประสบการณ์ชีวิต
ลองอ่านกันดูครับ
....................
เรียน คุณเสมอต้นที่เคารพ
สบายดีมั้ยคะ
ไม่ได้เขียนจดหมายมาหลายวันเลย เพราะว่ามีธุระต้องออกไปข้างนอกบ่อย แต่ก็ได้ติดตามอ่านทุกวันตามของคุณเสมอต้น ซึ่งมีความรู้สึกหลายอย่างอยู่ในนั้น โดยเฉพาะคุณลลิตา และชั้นสอง งานเสวนา และการพบปะของใครหลายคนที่ไม่เจอกันนาน
หลังจากอ่านจบ ก็คิดว่าคนเรามนุษย์ การหาคู่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติเนอะ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น มนุษย์ก็คงสิ้นสูญพันธุ์ไปแล้ว
แต่ว่าเนื่องจากเหตุปัจจุบัน มันต่างจากในอดีต การที่จะมีคู่ หรือมีลูก มันเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ต้องคิดมากกว่าคนเมื่อก่อนเยอะนะ
เมื่อก่อนเขาก็บอกว่า แต่งกันไป เดี๋ยวก็รักกันเอง นั่นแหละ อารมณ์หนังจีนที่พ่อแม่เลือกให้ แต่ในปัจจุบันมันไม่ใช่
ยุคก่อนๆ ยังพอพูดได้ว่ามีความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยุคนี้ก็ไม่ใช่อีกแล้ว มันมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องให้คิดมากกว่านั้น
สมัยก่อน ตอนที่ดิฉันยังเรียนชั้นมัธยมต้น มีอยู่วันหนึ่งคุณพ่อกับคุณแม่ทะเลาะกันว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร สองคนเสียงดังมาก จนเรารู้สึกว่าเขาจะไปเลิกกัน เราก็เลยตะโกนใส่เขาไป ไปหย่ากันเถอะป่ะ
แต่พอเวลาผ่านไปจนเราโตขึ้น อายุขนาดนี้ ผ่านการแต่งงานแล้ว ก็รู้สึกว่าเรื่องที่เขาสองคนทะเลาะกันนั้น เป็นเรื่องที่เล็กมากเลยนะ เรื่องเล็กน้อยมาทะเลาะกันว่าจะกินอะไรพรุ่งนี้ ก็แปลว่ายังมีเงินกินข้าวไง ใช่มั้ย ยังมีแรงทำกับข้าว มีข้าวสารกรอกหม้อ
แต่ถ้าวันใดที่เขาสองคนทะเลาะกันว่า พรุ่งนี้ไม่มีอะไรจะกินแล้ว ไม่มีค่าไฟ ค่าแก๊ส จะทำยังไง นั่นถึงจะน่าเป็นห่วงกว่า
ตอนที่เราอยู่ในวัยที่ต้องแต่งงานหาคู่ ก็อยากจะเล่าเป็นประสบการณ์ถ่ายทอดให้คนหนุ่ม-คนสาวสมัยนี้ฟัง คิดให้ดีก่อนที่จะแต่งงาน
สมัยนั้นบ้านก็มีคนมาแนะนำเนอะ ว่า “ลูกชายบ้านนั้นดี เรียนจบที่ไหน ทำมาค้าขายอะไร รับราชการ พ่อแม่เขาเป็นคนดีมั้ย ญาติครอบครัวเขาเป็นยังไง”
คนแรกที่รู้จักคือคนข้างบ้านมาแนะนำ ผู้ชายอายุน้อยกว่าเราสองปี แม่กับพี่สาวเขา แล้วก็ตัวผู้ชายพาเราออกไปกินสุกี้เอ็มเค ยุคนั้นถือว่าฮิตนะ
เราเติบโตมาด้วยความคิดว่า ต้องตักกับข้าวกินเอง ทำอะไรก็ต้องทำด้วยตัวเอง จะทำตัวเป็นผู้หญิงอ่อนเปลี้ย เพลียแรง มือขาชา ไม่มีแรงก็ไม่ได้
พอไปกินปุ๊บ ผู้ชายเขาตักกับข้าวให้ เราก็บอกว่าไม่เป็นไร เราตักเองได้
คืนนั้นผู้ชายขอเบอร์โทรเรา ตอนนั้นยังเป็นโทรศัพท์กดปุ่มแบบโบราณ เขาโทรมาพอเห็นว่าเขาอายุน้อยกว่าสองปี เราก็ไปเรียกเขาว่าน้อง
เขาก็หายไปเลย ตอนวันที่สองก็ไม่ติดต่ออีก เราก็คิดว่า มันจะอะไรกันหนักหนา แค่เรียกว่าน้องแค่นี้ ล้อเล่นนิดเดียวยังรับไม่ได้เหรอ เจอแค่สองวันก็หายไป
ภายหลังหลายปีต่อมาคนข้างบ้านมาเล่าว่า ผู้ชายคนนั้นแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน ที่มีสมบัติมากกว่าเรา แต่สุดท้ายได้ข่าวว่าหย่ากันไป ผู้หญิงยึดบ้านยึดสมบัติไว้ ส่วนผู้ชายก็กลับไปอยู่กับแม่เขา
คิดดูแล้ว เราไม่ได้เลือกคนนั้น รู้สึกว่าเขาอ่อนแอไปนิดหนึ่ง
คราวต่อไปก็ยังเป็นคนข้างบ้านแนะนำอีก เพราะชุมชนมันเล็ก เขาเห็นเราโตมาตั้งแต่เด็ก แนะนำผู้ชายจากอีกจังหวัดหนึ่ง รู้จักกันในวงสมาคม
วันที่เขาจะมาบ้านเรา เราก็เตรียมผลไม้ น้ำดื่ม น้ำชา น้ำหวานไว้ให้ แต่กลายเป็นว่าเขาส่งพ่อเขากับคนข้างบ้านของพ่อเขามา ตัวผู้ชายไม่มาเลย
เรารู้สึกว่าไม่ให้เกียรติกันเลย ตอนแรกก็คิดว่าเขาเป็นกระเทยรึเปล่า
ภายหลังคนรู้จักบอกว่า ผู้ชายบ้านนั้นมีเมียแล้ว อ้าว มีเมียแล้วก็ไม่ควรมาประกาศว่าเป็นหนุ่มโสด เสียเวลาชาวบ้านหมด คราวนี้เราก็ไม่เอาแล้ว
ต่อมาเพื่อนในที่ทำงานแนะนำผู้ชายให้อีกคน เราก็คบๆ ไปก่อนเผื่อมีตัวเลือก
คบไปได้สักพัก ก็รู้ว่าผู้ชายคนนั้นเพิ่งห่างจากแฟนเก่าไม่นาน เจอหน้าก็มาลูบคลำ จับมือ จับแขน เราถือว่ารู้จักกันแค่ไม่กี่วัน ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะชอบแบบนี้ เราทนไม่ไหว
คบได้เกือบสองเดือน สุดท้ายก็บอกเลิกไป เพื่อนก็มาอ้างแก้ตัวให้ว่า “เขาเพิ่งห่างจากผู้หญิงมานาน ขอโทษนะ”
เราก็คิดว่า หาคู่มันมีเรื่องต้องคิดเยอะ ไม่ใช่แค่ความรักนะ และไม่ใช่มีแค่เรื่องอย่างว่าด้วย
อีกคนหนึ่ง ผู้ใหญ่พาไปรู้จัก อยู่คลองเตย อายุเท่ากันปีเดียวกัน บ้านเขาก็ดี ทำมาค้าขายธรรมดา ผู้ใหญ่หวังดี บอกว่า “ออกไปกินข้าวด้วยกันมั้ย” กินสุกี้เอ็มเคอีกแล้ว
ตอนนั้นเราหิวข้าวมาก ร้อนด้วย คลองเตยร้อนมาก แต่ผู้ชายปฏิเสธว่าไม่ว่าง จะไปตีแบดมินตัน
เราได้ยินคำตอบก็รู้แล้วว่าเขาไม่สนใจเรา
ภายหลังผู้ใหญ่ที่พาไปกินข้าวก็หัวเราะกลบเกลื่อน เพราะผู้ชายคนนั้นมีศักดิ์เป็นหลานเขา บอกว่าอย่าไปถือสาเลย
เราก็นั่งกระดิกเท้า อิ่มแล้ว ไม่อยากสนใจแล้ว
ไปกันสองคน มีเรากับน้องสาวอายุน้อยกว่าสามปี ผู้ใหญ่บอกว่า “คนไหนก็ได้ พี่ก็ได้ น้องก็ได้”
แต่เรารู้สึกว่าไม่ชอบที่โดนปฏิเสธแบบนั้น แต่มองกลับไปก็ดีเหมือนกัน เขาปฏิเสธเราตั้งแต่แรก เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลา
ระยะสั้นรีบตัดสินใจ ยังดีกว่าคบยาวๆ แล้วสุดท้ายไม่ได้อะไรเลย รีบศึกษานิสัยใจคอ ถ้าไม่ใช่ก็รีบปฏิเสธ ดีกว่ายืดเยื้อหลายปี
สุดท้ายก็ตัดสินใจคบกับสามีตัวจริง
นั่งคิดดูแล้ว เลือกคนนี้ก็ไม่ผิดล่ะ เขาไม่ได้ร่ำรวยมาก แต่มีความรับผิดชอบ กินง่าย อยู่ง่าย ไม่พิถีพิถัน ทำงานจริงจัง สำคัญคือความรับผิดชอบ
บางครั้งคนที่ไม่มีแฟนมาก่อน มาเจอคนรักเราอาจขาดประสบการณ์
ยุคนี้อยากจะเตือนน้องๆ ที่กำลังจะหาคู่ว่า คิดให้ดี คิดให้ลึก
* ผู้ชายหรือผู้หญิงคนนั้น มีความรับผิดชอบมั้ย
* มีคุณธรรม มีศีลธรรมมั้ย
* บ้านเขาทำอะไร มีเรื่องที่ทำให้เราตะขิดตะขวงใจรึเปล่า ดูแล้วไม่สบายหูสบายตารึเปล่า
* ทัศนคติการดำเนินชีวิตเหมือนกันมั้ย
* มีสิ่งที่ทำร่วมกันได้ เช่น ชอบกีฬา ดนตรี ละคร รสนิยมการกินเหมือนกันรึเปล่า
ไม่ใช่แค่รักกันอย่างเดียว ต้องคิดถึงเรื่องจริงด้วย
* แต่งงานแล้วจะแบ่งค่าใช้จ่ายยังไง
* รายได้มาจากทางไหน
* จะมีลูกกี่คน
* จะให้ลูกเรียนที่ไหน
* ใครจะมาช่วยเลี้ยงลูก จะหาพี่เลี้ยง หรือให้พ่อแม่ช่วย
* เวลาลูกไม่สบาย สามีภรรยาแบ่งงานทำยังไง
* แบ่งหน้าที่ในบ้านอย่างไร
ใครสอนการบ้าน วิชาอะไร จะเรียนพิเศษมั้ย
คิดให้ชัดตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความรักบังตา ใครเตือนอะไรก็ไม่ฟัง
ก่อนแต่งงาน ก็ไปสืบดูให้ดีๆ ครอบครัวเขามีอะไรผิดปกติ มีพิรุธไหม เขามีคนอื่นแอบคบอยู่รึเปล่า สืบให้แน่ใจก่อนค่อยตัดสินใจ ดีกว่าตัดสินใจไปแล้วค่อยมาพลาดทีหลัง บางอย่างก็แก้ไขไม่ได้
จดหมายฉบับนี้ วันนี้ไม่ได้พูดเรื่องการเมืองหรือปัญหาบ้านเมือง เพราะก็รอดูว่าเขาจะแก้กันยังไง
แต่ก็สงสารคนกรุงเทพ สงสารคนที่น้ำท่วมมากเลยนะ มันคงมืดแปดด้าน ท่วมแล้วบ้านต้องซ่อม เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องซื้อใหม่ รถจะทำยังไง จากนี้จะดำเนินชีวิตอย่างไร
บางทีก็รู้สึกว่าบางคนอยู่สุขสบาย แต่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเลย ทั้งๆ ที่ความสุขสบายนั้น ถ้าเสียสละแบ่งปันให้คนอื่นนิดหน่อยก็ยังดี
แต่เขามีเยอะขนาดนั้น ก็ไม่คิดจะแบ่งใคร คิดแค่หาเพิ่มอีกเรื่อยๆ
ความสุขของมนุษย์ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีอะไรเหนือกว่าใคร เอามาอวดใคร ความสุขแบบนั้นเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
ด้วยความเคารพ
เพนเฟรนด์
....................
อ่านจบแล้ว เรื่องเลือกคู่นี่คุณเพนเฟรนด์มีประสบการณ์ตรงกว่าผมเยอะครับ
แต่ผมสงสัยอยู่อย่าง
ทำไมต้องสุกี้เอ็มเคครับ
คนแรกก็สุกี้เอ็มเค พอมาถึงคลองเตยก็สุกี้เอ็มเคอีก
อ่านไปสองรอบ ผมชักสงสัยว่า เมื่อก่อนสุกี้เอ็มเคเขามีบริการดูตัวด้วยหรือเปล่า
ล้อเล่นนะครับ
คนแรกโดนเรียก “น้อง” คำเดียว หายไปเลย
แหม…แค่คำว่าน้องเอง
อีกคนนัดว่าจะมาบ้าน คุณเพนเฟรนด์เตรียมผลไม้ น้ำดื่ม น้ำชา น้ำหวานไว้รอเรียบร้อย
คนที่จะมาดูตัวไม่มา ส่งพ่อมากับคนข้างบ้านแทน
แล้วทีหลังถึงรู้ว่ามีเมียแล้ว
อ้าว!
มีเมียแล้วจะให้ชาวบ้านเขาเตรียมน้ำชาไว้รอทำไมล่ะครับ
ส่วนอีกคนพอชวนไปกินข้าว บอกไม่ว่าง จะไปตีแบดมินตัน
รายนี้อย่างน้อยรู้กันเร็ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลา
แต่พอมาถึงคนที่คุณเพนเฟรนด์เลือกเป็นสามีจริงๆ เรื่องกลับสั้นนิดเดียว
ไม่ได้ร่ำรวยมาก กินง่าย อยู่ง่าย ทำงานจริงจัง และมีความรับผิดชอบ
ผมว่าน่าสนใจนะครับ คุณเพนเฟรนด์เล่าเรื่องผู้ชายที่มีคนแนะนำให้รู้จักแต่ละคนเสียสนุก แต่พอถึงคนที่ตัดสินใจเลือกเป็นสามี กลับพูดถึงคุณสมบัติอยู่ไม่กี่อย่าง โดยเฉพาะความรับผิดชอบ
เรื่องความรักของผมไม่ได้มีเรื่องดูคู่แบบคุณเพนเฟรนด์ครับ สมัยหนุ่มๆ ก็ธรรมดา เจอใคร คุยกัน ชอบกัน ก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป
พออายุมากขึ้นถึงรู้ว่า ความรักก็เรื่องหนึ่ง การใช้ชีวิตด้วยกันก็อีกเรื่องหนึ่ง
แล้วผมชอบเรื่องพ่อกับแม่ของคุณเพนเฟรนด์ครับ
ตอนนั้นยังเรียนมัธยม พ่อกับแม่ทะเลาะกันว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร เสียงดังจนลูกตะโกนว่า
“ไปหย่ากันเถอะป่ะ”
พ่อแม่ทะเลาะกันเรื่องกับข้าวอยู่ที่บ้าน ลูกตัดบทไปถึงอำเภอแล้ว!
แต่พอโตขึ้น คุณเพนเฟรนด์กลับมองเรื่องเดิมอีกแบบ
ทะเลาะกันว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร อย่างน้อยก็ยังมีเงินกินข้าว ยังมีข้าวสารกรอกหม้อ
ถ้าวันหนึ่งต้องมานั่งคุยกันว่าพรุ่งนี้ไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีค่าไฟ ไม่มีค่าแก๊ส จะทำอย่างไร อันนั้นต่างหากที่น่าห่วง
นี่แหละครับ ชีวิตหลังแต่งงาน
ขืนตอนจีบถามกันหมดอย่างที่คุณเพนเฟรนด์เขียนมา อีกฝ่ายอาจหนีก่อนจะได้พาไปสุกี้เอ็มเคเสียอีก
แต่พอแต่งงานกันแล้ว เรื่องที่คุณเพนเฟรนด์เตือนก็เป็นเรื่องที่ต้องเจอจริงๆ ครับ ไหนจะค่าใช้จ่าย ไหนจะเรื่องลูก เรื่องงาน เรื่องในบ้าน ต่อให้รักกันมากแค่ไหนก็ต้องช่วยกันรับผิดชอบ
ผมชอบที่คุณเพนเฟรนด์ไม่ได้บอกว่าต้องเลือกคนรวย แต่เลือกคนที่ทำมาหากินจริงจัง กินง่าย อยู่ง่าย และรับผิดชอบครอบครัว
คนอย่างนี้อาจไม่ได้ทำให้ชีวิตหรูหรา แต่ก็น่าจะทำให้ชีวิตคู่มีเรื่องปวดหัวน้อยลงบ้าง
ส่วนเรื่องน้ำท่วมที่คุณเพนเฟรนด์ฝากไว้ท้ายจดหมาย อ่านแล้วก็อดสงสารคนที่กำลังเดือดร้อนไม่ได้ครับ บ้านเสียหาย ข้าวของพัง รถจมน้ำ แต่ละบ้านคงมีภาระต้องจัดการอีกมาก
คุณเพนเฟรนด์พูดถึงคนที่มีมากแต่ไม่ค่อยนึกถึงคนอื่น ผมว่าแกไม่ได้เรียกร้องให้ใครต้องเสียสละจนตัวเองลำบากหรอกครับ เพียงแต่อยากเห็นคนที่พอมีกำลังช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนบ้าง
เรื่องนี้ผมเห็นด้วย
เอาเป็นว่าขอบคุณคุณเพนเฟรนด์ที่ยอมให้เปิดซองฉบับนี้ครับ
คราวหน้าถ้ามีเรื่องสนุกๆ อีกก็เขียนมาได้เลย
แต่ถ้าเป็นเรื่องดูตัว ผมขออย่างเดียว
เปลี่ยนร้านอาหารบ้างก็ได้ครับ!
— เสมอต้น
12 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ยูเครน’ ถึง ‘เกาะกูด’
โลกคงหายใจคล่องขึ้น เมื่อ “ทรัมป์” ต่อสายคุยกับ “ปูติน” เมื่อศุกร์ที่ ๙ ตุลา. ๖๙ ปรากฏว่า คุยกัน “ถูกคอ-ถูกกระเดือก”
30 ปี ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569
'AI'กับ'เครื่องมืออันเก่าแก่'
ดูเหมือนว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ ในทุกวันนี้...มันน่าจะมีอยู่ 2 โลกหรือ 2 ใบด้วยกัน อันแรก...คือ โลกแห่งความเป็นจริง โลกที่สิ่งใดๆ ที่เห็น มันก็ย่อมต้องเป็นไปตามนั้น เห็นนกเป็นนก
แค่คุยกัน…ถึงกับเปลี่ยนไป!
แป๊บเดียว วันอาทิตย์อีกแล้วครับ วันนี้มีจดหมายสามฉบับมาชวนคุยกัน
'ซีรีส์ 4' เข้าโผ 'ผู้การกรม'
ทิศทาง “กรมปทุมวัน” ยุค ผบ.ราญ-พล.ต.อ.สำราญ นวลมา แม่ทัพใหญ่สีกากี ถูกถ่ายทอดผ่านนโยบาย 9 ข้อ ไปสู่ตำรวจระดับ “นายพล” ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ภายใต้สโลแกน
ข้อหาจิตใจพุพัง!? | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2569

