
ตอนเริ่มเขียน “เปิดซองออนไลน์” ผมเคยบอกไว้ครับว่า เรื่องที่จะส่งมาคุยกันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมือง
เรื่องบ้านเมืองก็ได้ เรื่องกฎหมายก็ได้ หรือจะเป็นเรื่องใกล้ตัว เรื่องที่ค้างอยู่ในใจ ก็เขียนมาเถอะ
แต่เขียนมาพักหนึ่ง ซองที่เข้ามาส่วนใหญ่ก็หนีเรื่องบ้านเมืองไม่ค่อยพ้น
มีทั้งรัฐบาล นักการเมือง กฎหมาย น้ำท่วม มิจฉาชีพ สารพัดเรื่อง
จนวันนี้มีซองหนึ่งเข้ามา
เรื่องความรักครับ
จาก “เปิดซองออนไลน์” จะพาผมไป Club Friday แล้วหรืออย่างไร
อีกหน่อยถ้ามีคนเขียนมาถามว่า “รักเขาแล้วเหนื่อยไหมคะ” ผมคงต้องไปตามพี่อ้อยพี่ฉอดมาช่วยตอบแล้วละ
แต่พออ่านจริงๆ ไม่ใช่ครับ
คุณลลิตาไม่ได้ส่งมาถามว่าจะทำอย่างไรให้คนรักกลับมา ไม่ได้ให้ผมช่วยตัดสินว่าใครผิดใครถูก และเรื่องของเธอก็ผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้ว
เหมือนอยากหาใครสักคนมานั่งคุยด้วยมากกว่า
งั้นผมนั่งฟังครับ
เชิญคุณลลิตา
เรียน คุณเสมอต้น ที่นับถือ
ฉันติดตามอ่านคอลัมน์ “เปิดซองออนไลน์” มาพอสมควร เห็นคุณเสมอต้นเปิดพื้นที่รับฟังเรื่องราวชีวิต คอยให้ข้อคิดและสะท้อนมุมมองหลากหลายแก่ผู้คนในสังคม วันนี้ในฐานะผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง จึงอยากจะขอส่งเรื่องราวชีวิตของตัวเองมาบอกเล่าให้ฟังบ้าง ไม่ได้หวังจะเรียกร้องความสงสารจากใคร แต่ถ้าหากคุณเสมอต้นเห็นว่าเรื่องราวของฉันจะมีประโยชน์หรือพอจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจใครได้บ้าง ก็ยินดีและอนุญาตให้นำไปเผยแพร่ได้ตามแต่จะเห็นสมควรค่ะ
ย้อนกลับไปสมัยที่ฉันยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ชีวิตช่วงนั้นเต็มไปด้วยความฝัน สดใส และไร้เดียงสา ฉันได้พบกับเขา ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่คณะเดียวกัน เขาเป็นคนมีเสน่ห์ พูดจาดี และดูมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ความรักในวัยเรียนตอนนั้นมันช่างดูสวยงาม ทุกอย่างอิ่มเอมไปด้วยความเชื่อมั่นว่า “แค่มีความรักก็เพียงพอแล้วสำหรับการสร้างอนาคต” เราเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยความหวังอันวาดไว้สวยงาม แต่ความจริงของชีวิตไม่ได้จบลงแค่งานแต่งงานหรือคำสัญญาในวัยเยาว์
เมื่อต้องออกมาเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงในฐานะครอบครัว สภาพสังคมและปัจจัยทางเศรษฐกิจเริ่มเข้ามาทดสอบ ความกดดันจากค่าครองชีพ ความคาดหวังในบทบาทหน้าที่ และช่องว่างของความคิดที่เติบโตไปคนละทิศละทาง ทำให้ความสัมพันธ์ของเราเริ่มสั่นคลอน การใช้ชีวิตคู่มันซับซ้อนกว่าความรักวัยรุ่นมากนัก สุดท้ายเมื่อเคมีไม่ตรงกัน และคำสัญญาในอดีตไม่สามารถทานทนต่อความเปลี่ยนแปลงของจิตใจและแรงกดดันภายนอกได้ ชีวิตคู่ของเราก็เดินมาถึงทางตัน เราตัดสินใจแยกทางกัน และตอนนี้ก็เป็นการเลิกรากันมาครบ 5 ปีเต็มแล้ว
ช่วงเวลาที่ความรักพังทลายลง บอกตามตรงว่ามันคือความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต มันเหมือนโลกทั้งใบที่เราเคยร่วมสร้างกันมาสลายไปต่อหน้าต่อตา คำว่า “แม่เลี้ยงเดี่ยว” ในวันแรกๆ ที่ได้สัมผัส มันหนักหนาเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะจินตนาการไว้ ความกลัว ความกังวลเรื่องอนาคต และคำตัดสินจากสายตาคนรอบข้างในสังคม กลายเป็นแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาพร้อมๆ กัน สังคมเราแม้ยุคนี้จะเปิดกว้างขึ้น แต่ลึกๆ แล้วตราบาปหรือความเห็นอกเห็นใจเชิงตั้งคำถามต่อ “ผู้หญิงที่ล้มเหลวในชีวิตคู่” ก็ยังคงมีอยู่อย่างเงียบๆ
แต่ในวันที่มืดแปดด้าน ความจริงข้อหนึ่งก็ปรากฏชัดเจนขึ้นมา คือสายตาของ “ลูก” เด็กน้อยที่ไม่รู้อีโนเอโน่ แต่ต้องมาร่วมรับผลจากการตัดสินใจของผู้ใหญ่ เมื่อมองหน้าลูก ฉันตระหนักได้ทันทีว่าฉันไม่มีเวลาให้กับการนั่งร้องไห้หรือจมกองความเศร้าอีกต่อไป การดำรงชีวิตอยู่ต่อจากนี้ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอีกแล้ว แต่ทำเพื่ออีกหนึ่งชีวิตที่เค้าไม่ได้ขอเกิดมา แต่เราเป็นคนพาเค้ามาดูโลกใบนี้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวสอนบทเรียนชีวิตราคาแพงให้ฉันหลายอย่าง
1. การยอมรับความจริงและการปล่อยวาง ความผิดหวังในอดีตคือสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะอ้อนวอนหรือเสียใจแค่ไหนก็แก้ไขไม่ได้ การยอมรับว่าชีวิตคู่จบลงแล้วคือจุดเริ่มต้นของการเจ็บแล้วจบ เพื่อจะเริ่มต้นเดินหน้าต่อ
2. ความอดทนและการตั้งรับกับสภาพสังคม: ในยุคที่ค่าครองชีพสูงและการแข่งขันในสังคมเข้มข้น การพาชีวิตตัวเองและลูกให้รอดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้พลังกายและพลังใจเป็นสองเท่า ฉันต้องเรียนรู้ที่จะเข้มแข็ง ทำงานหนักขึ้น และเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน โดยไม่นำความรู้สึกติดลบจากอดีตไปถ่ายทอดใส่ลูก
3. การเห็นคุณค่าในตัวเอง การล้มเหลวในชีวิตคู่ ไม่ได้หมายความว่าเราล้มเหลวในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ฉันเลิกเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับครอบครัวที่สมบูรณ์แบบของคนอื่น แล้วหันมาภูมิใจกับทุกๆ วันที่เราสามารถหาเงิน เลี้ยงดู และส่งเสียให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ
ตอนนี้ ลูกกลายเป็นพลังงานบวกและเป็นเป้าหมายเดียวที่ทำให้ฉันยิ้มได้ในทุกๆ วัน แม้ชีวิตจะไม่ได้เป็นไปตามบทละครที่เคยฝันไว้สมัยเป็นนักศึกษา แต่มันคือความเป็นจริงที่เราต้องก้าวผ่านไปให้ได้
สุดท้ายนี้ ฉันอยากฝากถึงน้องๆ หรือใครก็ตามที่กำลังมีความรักในวัยเรียน ขอให้ใช้สติปัญญาควบคู่ไปกับความรักเสมอ อย่ามองว่าความรักคือทั้งหมดของชีวิตจนมองข้ามความจริงเรื่องการใช้ชีวิตคู่ และสำหรับใครก็ตามที่กำลังเผชิญกับความผิดหวังในชีวิตครอบครัวหรือต้องกลายเป็นแม่/พ่อเลี้ยงเดี่ยวชั่วข้ามคืน อยากให้เชื่อมั่นว่าเราเข้มแข็งกว่าที่เราคิดเสมอ แม้ในวันที่มืดที่สุด วันใหม่จะมาถึงเสมอ ขอแค่เราไม่ละทิ้งหน้าที่และก้าวเดินต่อไปด้วยความรักที่มีต่อลูกและตัวเอง
ขอบพระคุณคุณเสมอต้นอย่างยิ่งที่รับฟังเรื่องราวของฉันค่ะ
ด้วยความนับถือ
ลลิตา (แม่เลี้ยงเดี่ยวคนหนึ่ง)
คุณลลิตาไม่ได้ถามอะไรผมมาสักคำครับ
ก็ดีเหมือนกัน
เพราะถ้าถามเรื่องความรักจริงๆ ผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบได้ดีกว่าคุณลลิตาหรือเปล่า
เรื่องรัก เรื่องเลิกรา คนที่ผ่านวัยหนุ่มวัยสาวมาก็คงเคยเจอกันมาบ้าง ผมเองก็เคยมีความรัก เคยมีวันที่ไปกันต่อไม่ได้เหมือนกัน
ตอนรักกัน ใครจะนั่งคิดล่ะครับว่าวันหนึ่งจะเลิกกัน
แต่เรื่องของคุณลลิตาต่างออกไปหน่อย เพราะความรักครั้งนั้นไม่ได้เหลือไว้แค่ความทรงจำ วันนี้ยังมีลูกอีกคนที่ต้องดูแล
ผมอ่านจดหมายมาตั้งแต่ต้นจนจบ มีอย่างหนึ่งที่สะดุดใจ
คุณไม่ได้ด่าพ่อของลูกเลย
ผมไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเกิดอะไรขึ้นบ้าง และก็ไม่จำเป็นต้องรู้
แต่เมื่อมีลูกอยู่ด้วย ผมว่านี่สำคัญ
คนสองคนเลิกเป็นสามีภรรยากันได้ แต่ไม่ได้เลิกเป็นพ่อเป็นแม่ของลูก
ถ้าวันหนึ่งลูกโตขึ้น อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องมารับความโกรธของพ่อกับแม่ต่ออีกทอดหนึ่ง
ส่วนคำว่า “ล้มเหลวในชีวิตคู่” ที่คุณใช้ ผมอ่านแล้วก็คิดอยู่เหมือนกัน
ชีวิตคู่จบ กับชีวิตล้มเหลว มันเรื่องเดียวกันหรือเปล่า?
ผมว่าไม่ใช่นะ
บางคนแต่งงานอยู่กันจนแก่ก็ใช่ว่าจะมีความสุขทุกบ้าน บางคนแยกกันแล้วต่างคนต่างใช้ชีวิตต่อได้ดี
เรื่องในบ้านของใคร เราคนนอกก็รู้ไม่หมดหรอกครับ
ห้าปีที่ผ่านมา คุณลลิตาทำงาน หาเงิน เลี้ยงลูก ส่งเสียเขา แล้วก็พาตัวเองเดินมาถึงวันนี้
ตรงนี้ต่างหากที่ผมเห็นจากจดหมาย
แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมอยากคุยด้วย
คุณบอกว่า ลูกเป็น “เป้าหมายเดียว” ที่ทำให้ยิ้มได้ทุกวัน
ลูกเป็นกำลังใจได้ครับ เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตก็ได้
แต่อย่าลืมคุณลลิตาด้วย
เป็นแม่แล้วก็ยังเป็นคุณลลิตาอยู่
วันหนึ่งลูกโต เขาก็มีชีวิตของเขา แม่เองก็ควรมีชีวิตของแม่ มีเพื่อน มีเรื่องที่ชอบ มีอะไรให้หัวเราะ และมีความสุขของตัวเองได้เหมือนกัน
ส่วนเรื่องวันข้างหน้า ก็ค่อยๆ ใช้ชีวิตกันไปครับ
ผมอ่านจดหมายของคุณลลิตาแล้วก็คิดว่า ในบ้านเมืองที่เราคุยกันสารพัดเรื่องทุกวัน ยังมีชีวิตแบบนี้อยู่อีกมาก
คนตื่นเช้าไปทำงาน หาเงิน เลี้ยงลูก ส่งลูกเรียน กลับถึงบ้านก็มีเรื่องของตัวเองให้คิด
บางบ้านอยู่กันพร้อมหน้า บางบ้านเหลือพ่อกับลูก บางบ้านเหลือแม่กับลูก แต่ทุกบ้านก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องหาเงิน และต้องพาชีวิตผ่านแต่ละวันไปเหมือนกัน
คนธรรมดาแบบคุณลลิตามีอยู่เต็มประเทศครับ
แต่ละคนก็มีเรื่องของตัวเอง มีภาระ มีความสุข มีความผิดหวัง แล้วก็ใช้ชีวิตกันไป
และถ้าจะพูดถึงบ้านเมืองกันจริงๆ ชีวิตเหล่านี้ก็อยู่ในบ้านเมืองเดียวกับเรานี่แหละ ใช้ชีวิต ทำมาหากิน เสียภาษี จ่ายค่าไฟ ซื้อข้าว ส่งลูกเรียนกันไปทุกวัน
เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ค่าครองชีพขึ้นหรือลง หรือนโยบายอะไรของรัฐบาลออกมา เรื่องพวกนี้ก็มาถึงชีวิตคนธรรมดาอยู่ดี
จดหมายของคุณลลิตาจึงไม่ใช่เรื่องเล็กกว่าการเมืองหรอกครับ
มันแค่เป็นเรื่องของคนหนึ่งคน
แต่ประเทศหนึ่งประเทศ ก็มีคนหนึ่งคนแบบนี้รวมกันอยู่ตั้งเท่าไร
ขอบคุณคุณลลิตาที่เขียนมาคุยกันครับ
— เสมอต้น
5 ตุลาคม 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติ 'คนมีบุญ'
อีกไม่ถึง ๑๐ วัน งานประชุม World Bank Group ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ ๑๒-๑๘ ตุลา.ที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ก็จะมาถึง
คาถาชีวิต วิกรม กรมดิษฐ์ | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569
น้ำก็มา ภาษีบาปก็มี…การเมืองก็ไม่เว้น
วันนี้วันอาทิตย์ครับ งานประจำวันก็ยังมีเหมือนเดิม แต่พอมีจังหวะเลยแวะเข้ามา
2 ด้านแห่งความเป็นไทย!!!
ถ้าดูจากตารางการสรุปเหรียญเอเชียนเกมส์ ณ วันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา...ประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ต้องเรียกว่า เอาเรื่อง อยู่พอสมควรทีเดียว คือผงาดขึ้นเป็นอันดับ
ยกเลิกใช้ 'ฟาร์ลังก์'
คึกคักต้อนรับปีงบประมาณใหม่ “สีกากี” มีการปรับเปลี่ยนหัวเรือระดับ “นายพล” หลายตำแหน่ง ตั้งแต่ “แม่ทัพใหญ่” บิ๊กราญ-พล.ต.อ.สำราญ นวลมา นั่งเก้าอี้ “ผบ.ตร.” คนใหม่ป้ายแดง
น้ำลายท่วม! | ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์
ห้องข่าวไทยโพสต์สุดสัปดาห์ : วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569

