ว่าด้วยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามประเพณีการปกครองของอังกฤษ (ตอนที่ ๕)

ในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการที่องค์พระมหากษัตริย์จะทรงบริหารพระราชภารกิจไม่ได้ (royal incapacity) อังกฤษได้ออกกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ที่จะครอบคลุมกรณีต่างๆที่พระมหากษัตริย์จะทรงบริหารพระราชภารกิจไม่ได้ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตและรวมทั้งในกรณีที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต กฎหมาย ฉบับนี้คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ค.ศ. ๑๙๓๗ (The Regency Act 1937) สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ค.ศ. ๑๙๓๗ มีสามประการ

เริ่มต้นจากหลักการข้อแรกที่ว่า พระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ในขณะที่มีพระชนมายุไม่ครบ ๑๘ พรรษาถือว่าทรงบริหารพระราชภารกิจไม่ได้ หลักการที่ว่านี้ถูกกำหนดขึ้นอย่างชัดเจนครั้งแรกใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ และพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระเยาว์ (พระชนมายุไม่ถึง ๑๘ พรรษา) จะทรงครองราชย์ภายใต้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Regent) โดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะทำหน้าที่บริหารพระราชภารกิจในนามของพระมหากษัตริย์ หลักการประการต่อมาคือ ในกรณีที่องค์พระมหากษัตริย์จะทรงบริหารพระราชภารกิจไม่ได้ ด้วยทรงพระประชวรหรือไม่สามารถบริหารพระราชภารกิจด้วยเหตุใดก็ตาม ให้มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และหลักการข้อที่สามคือ เมื่อองค์พระมหากษัตริย์ทรงพระประชวร (โดยที่อาการพระประชวรไม่ถึงขนาดที่จะต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) หรือเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงประทับอยู่ในสหราชอาณาจักร (the United Kingdom)


พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้มีการแต่งตั้งและกำหนดหน้าที่ของสภาสำเร็จราชการแผ่นดิน (Counsellors of State) และการทำหน้าที่ของสภาสำเร็จราชการแผ่นดินนี้อาจจะทำในลักษณะของการทำหน้าที่ร่วมกัน นั่นคือ จะปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ต่อเมื่อครบองค์

บทบัญญัติเกี่ยวกับสภาสำเร็จราชการแผ่นดิน พ.ร.บ. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ค.ศ. ๑๙๓๗ ได้บัญญัติให้ สภาสำเร็จราชการแผ่นดินประกอบขึ้นด้วยบุคคลห้าคน และมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่าบุคคลทั้งห้าที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นสภาสำเร็จราชการแผ่นดินนี้คือใครบ้าง โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดไว้ว่า บุคคลทั้งห้านี้ประกอบไปด้วย

๑. พระราชสวามีหรือพระมเหสีในองค์พระประมุข (the consort of the monarch)

๒. บุคคลอีกสี่คนที่อยู่ในสายของการสืบราชสันตติวงศ์ตามลำดับและจะต้องมีอายุเกิน ๒๑ ปี

แต่หลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้  ได้เกิดปัญหาขึ้นสองกรณีที่ไม่ได้ระบุไว้ใน พ.ร.บ     กรณีแรกคือ  คือในปี ค.ศ. ๑๙๓๙  สองปีให้หลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ฯ   สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่หกทรงเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา และการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาครั้งนั้น  สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ สมเด็จพระราชินีมเหสีได้ทรงตามเสด็จด้วย (อย่าสับสนกับสมเด็จพระราชินินาถเอลิซาเบธที่สอง ผู้ซึ่งเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่หกและสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ เพราะมีพระนามเดียวกัน)  ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ทรงอยู่ในสถานะอันดับแรกของผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาสำเร็จราชการแผ่นดิน  ขณะเดียวกัน พ.ร.บ. ไม่ได้เปิดทางให้มีการแต่งตั้งบุคคลอื่นแทนบุคคลในตำแหน่งที่ พ.ร.บ. ระบุเฉพาะเจาะจงไว้ หรืออนุญาตให้แต่งตั้งบุคคลที่จะสืบราชสันตติวงศ์ในอันดับต่อๆไปขึ้นมาแทนได้จนครบ                                                             กรณีที่สองคือ พ.ร.บ. กำหนดให้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หากองค์พระประมุขทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ก่อนพระชนมายุ ๑๘ พรรษา  และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และรวมทั้งผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาสำเร็จราชการแผ่นดินจะต้องมีอายุ ๒๑ ปี                                     

ในปี ค.ศ. ๑๙๓๙ เมื่อสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่หกทรงเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาพร้อมกับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ สมเด็จพระราชินี สภาสำเร็จราชการแผ่นดินที่ตั้งขึ้นจึงไม่สามารถมีสมาชิกครบห้าคนได้ ด้วยเหตุผลสองประการคือ หนึ่ง สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ สมเด็จพระราชินี (the consort of the monarch) ไม่ทรงประทับอยู่ในราชอาณาจักร

เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธในปี ค.ศ. ๑๙๔๔


สอง เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธในสถานะของผู้ที่จะสืบราชสันตติวงศ์เป็นอันดับแรกทรงมีพระชนมายุไม่ถึง ๒๑ พรรษา จึงไม่สามารถเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และสมาชิกสภาสำเร็จราชการแผ่นดินได้ ข้อกังขาประการหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ทำไมองค์พระมุขจึงสามารถบริหารพระราชภารกิจได้อย่างเต็มพระราชอำนาจในขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๑๘ พรรษา แต่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือสมาชิกสภาสำเร็จราชการแทนพระองค์จะต้องมีอายุ ๒๑ ปีขึ้นไป ? ทำให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องลงรอยกันในบทบัญญัติใน พ.ร.บ. ดังกล่าว และปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกก็คือ ในกรณีที่ผู้จะสืบราชสันตติวงศ์ในอันดับแรกมีอายุไม่ถึง ๒๑ ปี จะไม่สามารถเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือสมาชิกสภาสำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ เพราะตาม พ.ร.บ. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ค.ศ. ๑๙๓๗ เจ้าฟ้าหญิงหญิงเอลิซาเบธ—ซึ่งคาดว่าพระองค์จะทรงขึ้นดำรงตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ—จะทรงมีพระชนมายุครบ ๑๘ พรรษาในปี ค.ศ. ๑๙๔๔ จะยังไม่สามารถเป็นสมาชิกสภาสำเร็จราชการแผ่นดินได้ เพราะมีพระชนมายุไม่ถึง แต่จะทรงทำหน้าที่นี้ได้ก็ต่อเมื่อทรงพระชนมายุ ๒๑ พรรษา นั่นคือ หลังจากปี ค.ศ. ๑๙๔๗ เป็นต้นไปแล้วเท่านั้น


จากปัญหาดังกล่าวนี้ สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่หกจึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยว่าควรมีการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว (พึงสังเกตว่า พระมหากษัตริย์ของอังกฤษสามารถมีพระราชดำริในการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถทำหน้าที่ประมุขของรัฐได้อย่างต่อเนื่อง) เพราะพระองค์ทรงปรารถนาให้พระราชธิดาทรงมีประสบการณ์ในการบริหารพระราชภารกิจก่อนที่จะสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระองค์ พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความจำเป็นในข้อนี้จากการที่พระองค์เองต้องทรงเสด็จขึ้นครองราชย์โดยไม่มีประสบการณ์มาก่อน ด้วยไม่มีใครคาดคิดว่า สมเด็จพระเจ้าเอดเวิร์ดที่แปด พระเชษฐาของพระองค์จะทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติ
ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น—–ซึ่งเป็นคณะรัฐมนตรีในสถานการณ์พิเศษ นั่นคือ เป็นคณะรัฐมนตรีในภาวะสงคราม เพราะอังกฤษอยู่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง—-เห็นพ้องต้องกันที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในปี ค.ศ. ๑๙๔๓ โดยกำหนดให้เป็นกรณีพิเศษเฉพาะองค์รัชทายาทสามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาสำเร็จราชการแผ่นดินตั้งแต่อายุ ๑๘ ปีขึ้นไป

สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ห้าทรงเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกา  ในปี ค.ศ. ๑๙๔๔  พร้อมกับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ

ดังนั้น เจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธจึงสามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาสำเร็จราชการแผ่นดินได้ทันทีในอีกสามปีต่อไป (ค.ศ. ๑๙๔๔)     การแก้ไขดังกล่าวอาจจะนำมาซึ่งข้อโต้แย้งที่ว่า การแก้ไขที่เกิดขึ้นเป็นการย้อนกลับไปสู่สภาพ การณ์ในอดีต นั่นคือ แก้ไขตามกรณีเฉพาะตัวบุคคลหรือเฉพาะกรณี  ไม่ต่างจากการออกกฎหมายก่อนหน้าที่จะเกิด พ.ร.บ. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  เพราะการออกกฎหมายในการแก้ปัญหาการที่องค์พระมหากษัตริย์ไม่ทรงบริหารพระราชภารกิจก่อนหน้าปี ค.ศ. ๑๙๓๗ เป็นการออกกฎหมายที่เกิดขึ้นแก้ปัญญาเฉพาะในแต่ละกรณีในแต่ละรัชกาล                                                                                         แต่ในตัว พ.ร.บ. ที่ออกใหม่ในปี ค.ศ. ๑๙๔๓ นี้ ได้กล่าวถึงปัญหาความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในขณะที่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ห้าทรงเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาพร้อมกับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ สมเด็จพระราชินี  ในปี ค.ศ. ๑๙๓๙ และเจ้าฟ้าหญิงเอลิซาเบธยังทรงพระเยาว์อยู่ ซึ่งทำให้สภาสำเร็จราชการแผ่นดินมีสมาชิกไม่ครบองค์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สอดคล้องกับที่กำหนดไว้ พ.ร.บ. ดังกล่าว ! หรืออีกนัยหนึ่งคือ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญประเพณีการปกครองของอังกฤษ.        

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ชลบุรี เอฟซี'แชมป์สมัยที่4 ศึก'Chang Junior Cup 2026' ได้ไปเปิดประสบการณ์ที่อังกฤษ

“น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง” ตอกย้ำภารกิจ “ช้างเคียงข้างวงการฟุตบอลไทย” เดินหน้าสนับสนุนและพัฒนาเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านเวทีลูกหนังรุ่นอายุ 13 ปีระดับประเทศ ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ก้าวตามความฝัน ในรายการ “Chang Junior Cup 2026” ที่สุดของรายการแข่งขัน มุ่งมั่นพัฒนาเยาวชน ชิงรางวัล Dream Prize สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อม "Most Talented Player” และ “Chang Sportsmanship Awards” ร่วมเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกที่ประเทศอังกฤษ

'ฝรั่งเศส'จะกลับมาคว้าแชมป์ ยกนักเตะ'อังกฤษ'ทีมในดวงใจของคนไทย จัดโดยKBU POLL

จากการที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ระหว่าง วันที่ 11 มิถุนายน -19 กรกฎาคม 2569 ซึ่งในการแข่งขันรายการนี้เป็นหนึ่งในปรากฎการณ์ที่คนไทยให้ความสนใจและติดตามมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นและของประชาชน

การทำประชามติแยกตัวจากสหภาพของนอร์เวย์ในปี ค.ศ. 1905: ประชามติครั้งแรก (ตอนที่ 4)

วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1905 นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย โดย

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 11) จาก “แสงเงินแสงทอง” ถึง “วันใหม่ของชาติ” : การตีความและการใช้หลักฐานในงานศึกษาว่าด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490

“ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า ‘เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา’” และ “ทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหารว่า ‘วันใหม่ของชาติ’”