ผู้คนจำนวนหนึ่งยังปักหลักอยู่ในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศแม้จะกลายเป็นเป้าของการโจมตีอย่างหนักหน่วงตลอดกว่าหนึ่งเดือนของการบุกใหญ่ของรัสเซียก็ตาม
หนึ่งในนั้นคือ Veronika Melkozerova บรรณาธิการบริหารของ New Voice of Ukraine ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษ
เธอเขียนเล่าถึงบรรยากาศของกรุงเคียฟภายใต้ความเสี่ยงและความวุ่นวายของชีวิตชาวยูเครนอย่างเห็นภาพชัดเจน
เธอเล่าว่า ทุกเช้าจากหน้าต่างที่บ้านจะเห็นรถหลายร้อยคันเรียงราย เพื่อไปยังสะพานในบริเวณใกล้เคียงที่ทอดออกจาก Kyiv เพื่อหนีความตายที่ขยับมาใกล้ตัวทุกที
เกือบ 2 ล้านคนได้หนีออกจากเมือง Kyiv อันเป็นที่รักของเธอแล้ว
เธอเป็นหนึ่งในคนประมาณอีก 2 ล้านคนที่ยังอยู่ในเมืองหลวงที่กลายเป็นสมรภูมิรบอันน่าสยดสยอง
ชาวเคียฟกว่า 200 คนได้เสียชีวิตไปแล้ว
และกว่า 900 คนได้รับบาดเจ็บระหว่างการโจมตีของรัสเซียในเมืองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเมื่อใด
รัสเซียได้ทำลายอาคารมากกว่า 70 แห่งในเคียฟ
เกือบทุกชั่วโมง ผู้คนจะได้ยินเสียงถล่มของปืนใหญ่ฝั่งยูเครนที่โจมตีตำแหน่งของรัสเซียทางตะวันตกเฉียงเหนือของเคียฟ
หรือไม่ก็เป็นเสียงของระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนยิงสวนขีปนาวุธของรัสเซียบนท้องฟ้า
ชาวบ้านเริ่มจะแยกออกว่าเสียงดังตูมตามๆ นั้นมาจากแหล่งใดและมีจุดประสงค์อันใด
แน่นอนว่า แม้จะเคยชินกับเสียงถล่มต่อเนื่อง แต่ก็หวังว่ามันจะไม่ใช่ขีปนาวุธที่จะหล่นลงมาบนที่พักของตน
หรือแฟลตของสมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนๆ ชาวเคียฟตื่นตกใจทุกคืน เพราะเสียงไซเรนหรือเสียงระเบิดตอนตี 4
“พอถูกปลุกด้วยเสียงระเบิดกลางดึก ฉันก็จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบว่ามีระเบิดไปลงเป้าหมายที่ไหนบ้างในคืนนั้น..."
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน รัสเซียใช้ขีปนาวุธทำลายห้างสรรพสินค้า เคียฟและอาคารใกล้เคียง
มีคนตายไม่น้อยกว่า 8 ราย
มีคนถามเธอว่าทำไมยังไม่ออกจากเคียฟ ทั้งๆ ที่มันมีความเสี่ยงหนักขึ้นทุกวัน...และเธอมีทุกอย่างในชีวิตที่จะต้องปกปักรักษาเอาไว้
“ในวันแรกของสงคราม เพื่อนของฉันและนายจ้างบางคนจากต่างประเทศขอให้ฉันออกจาก Kyiv แต่ฉันตัดสินใจที่จะอยู่ ด้วยเหตุผลมากมายที่ฉันไม่สามารถระบุสาเหตุหลักได้...”
เหตุผลแรกคือเธอบอกว่าคนเราไม่เคยทิ้งคนที่ตนรัก
“และ Kyiv คือความรักของฉัน” วิโรนิกาเขียนเล่า
เพราะเคียฟเป็นที่เธอเกิดมาดูโลกครั้งแรกเมื่อ 31 ปีที่แล้ว
ปี 1991 เป็นปีที่ยูเครนได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียตกลับคืนมา
เป็นเมืองที่เธอพบสามีในอนาคตของเธอ
และเป็นเมืองที่เธอได้สร้างอาชีพด้านสื่อ
“ฉันทิ้งความทรงจำไว้บนถนนเกือบทุกสายของ Kyiv” เธอเขียนในรายงานตีพิมพ์ใน The Atlantic
นอกจากนั้นเคียฟยังเป็นเมืองที่มีการปฏิวัติสามครั้งเพื่อต่อต้านระบอบโปรโซเวียตหรือรัสเซีย
เป็นเมืองที่ชาวยูเครนโค่นล้มคนที่เธอเรียกว่า “ผู้นำหุ่นเชิดที่สนับสนุนรัสเซียที่ทุจริต”
และชาวยูเครนก็ลุกฮือขึ้นเพื่อขับไล่เขาออกนอกประเทศ
เธอหมายถึงอดีตประธานาธิบดี Viktor Yanukovych ที่ถูกโค่นในปีนั้นหลังการชุมนุมครั้งใหญ่
เธอย้ำว่าสิ่งสำคัญเกี่ยวกับ Kyiv คือเป็น “เมืองแห่งอิสรภาพ”
“เพราะที่นี่ คุณสามารถเป็นใครก็ได้ที่คุณต้องการ รักใครก็ได้ และรู้สึกมีความสุขถ้าคุณทำงานหนัก เคียฟยินดีต้อนรับชาวต่างชาติและชาวยูเครนจากเมืองอื่นๆ เสมอ...”
เคียฟเคยเป็นเมืองที่คึกคัก แต่วันนี้มีคนเหลือ 2 ล้านคนเท่านั้น
กลายเป็นเสมือนเมืองร้าง
บรรณาธิการคนนี้บอกว่ารัสเซียไม่สามารถปล่อยให้ Kyiv เป็นอิสระได้
เธอบอกว่าในการโฆษณาชวนเชื่อที่แสดงให้เห็นถึงการรุกรานนั้นยูเครน เครมลินอ้างว่ายูเครน “ไม่ใช่ประเทศที่แท้จริง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของรัสเซีย”
แต่ในความเห็นของเธอนั้น Kyiv เป็นเมืองอิสระ และมอสโกเป็นเมืองที่ตำรวจควบคุมและจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าว
“มอสโกเป็นเมืองที่ผู้คนกลัวที่จะแสดงออกถึงความคิดของตนเอง”
เป็นเมืองที่มีแต่คนที่เฝ้าดูขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุบตีผู้ประท้วงต่อต้านสงครามอย่างรุนแรง
“Kyiv เป็นเมืองที่ลุกขึ้นต่อต้านความรุนแรงของตำรวจในปี 2014 ระหว่างการปฏิวัติ Euromaidan”
วันนี้ในกรุงเคียฟและเมืองอื่นๆ ของยูเครน ผู้คนไม่กลัวที่จะยืนหยัดต่อสู้กับผู้บุกรุกชาวรัสเซียที่ติดอาวุธและพยายามหยุดรถถังด้วยมือเปล่า
แต่เธอก็ยอมรับว่าการตัดสินใจที่จะอยู่ใน Kyiv เธอไม่ได้คิดถึงแต่เรื่องประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ
“ขณะที่ชาวรัสเซียวางระเบิดโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในละแวกของฉัน ฉันก็นึกถึงคุณยายและแม่ของฉัน คุณย่าของฉันอายุ 76 ปี และเธอบอกฉันว่าเธอไม่ต้องการออกจากอพาร์ตเมนต์ของเธอ เธอบอกว่าเธออยากตายที่นั่นมากกว่าในห้องใต้ดินที่สกปรก...”
สำหรับชาวยูเครนหลายพันคน ห้องใต้ดินสกปรกเหล่านั้นได้กลายเป็นบ้านใหม่แล้ว
“ฉันรู้ว่าคุณย่าของฉันจะไม่รอด ถ้าเราตัดสินใจเดินทางไกลเพื่อแสวงหาความปลอดภัยที่เมือง Lviv สามีของแม่ฉันเป็นมะเร็งและเขาไม่สามารถออกจากอพาร์ตเมนต์ได้...”
เธอเล่าว่า ชีวิตใน Kyiv กลายเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเต็มที่
เพราะผู้คนต้องใช้เท้าเพื่อไปไหนมาไหน เพราะการขนส่งสาธารณะเป็นสิ่งที่หายากยิ่ง
ทุกการเดินทางไปซื้อยาหรืออาหารง่ายๆ ล้วนกลายเป็นภาระหนักที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง
“เมื่อเร็วๆ นี้ ฉันต้องเข้าแถวที่ร้านขายยาเป็นเวลาสองชั่วโมง เพื่อซื้อยารักษาโรคหัวใจให้ย่าของฉัน ฉันเอาขวดสุดท้าย ตกใจหมด…”
ชีวิตใน Kyiv กลายเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเต็มที่
“คุณต้องใช้เท้าเดินทางไปไหนมาไหน เพราะการขนส่งสาธารณะเป็นสิ่งที่หายากในปัจจุบัน และทุกการเดินทางไปซื้อยาหรืออาหารง่ายๆ จะกลายเป็นภารกิจหนักและเสี่ยง...”
ที่น่ากลัวที่สุดคือคุณไม่รู้ว่าคุณจะยังมีชีวิตอยู่ถึงชั่วโมงหน้าหรือไม่!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


