นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไปวอชิงตันเพื่อร่วมประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำอาเซียนกับสหรัฐฯ วันที่ 12-13 พฤษภาคมนี้
เป็นจังหวะเดียวกับที่สงครามยูเครนยังดำเนินต่อเนื่อง
ทำให้เกิดประเด็นว่าผู้นำอาเซียน (รวมถึงไทย) จะถูกสหรัฐฯ นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเผชิญหน้ากับรัสเซียหรือไม่
จะเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” หรือไม่
ไทยจะมีนโยบาย “ถ่วงดุลมหาอำนาจ” อย่างไรในสถานการณ์ที่เปราะบาง
และหลังสงครามยูเครน (ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่าจะจบลงเมื่อใด และฝ่ายใดจะอยู่ในฐานะได้เปรียบเสียเปรียบต่อกัน) “ระเบียบโลกใหม่” จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
รัฐบาลไทยกำลังถูกมองว่าโอนเอียงเข้าสหรัฐฯ มาก จนทำให้จีนมีความไม่พอใจต่อแนวทางของไทยจริงหรือไม่
ในภาวะที่อาเซียนดูเหมือนจะมีความแตกแยกทั้งในประเด็นเรื่องจีน, สหรัฐฯ และแม้แต่กรณีเมียนมา ไทยเรามีการปรับยุทธศาสตร์ทั้งด้านการทูต, การเมืองและความมั่นคงอย่างไร
ล้วนเป็นเรื่องที่ควรจะได้รับความสนใจ และต้องได้รับการถกแถลงในมวลหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง, รอบด้านและอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
วันก่อนผมได้อ่านคำแถลงของโฆษกกระทรวงต่างประเทศในบางประเด็นเหล่านี้
จึงขอนำมาเล่าต่อเพื่อประกอบกับการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ของคนไทยกันเองดังนี้
เมื่อ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวต่อกรณีที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าการเยือนไทยระหว่าง ๑-๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ ของนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เป็นการชักจูงไทยเข้าร่วมต่อต้านจีนและรัสเซีย และการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งที่ ๒ ของนายกรัฐมนตรีว่าเป็นไปตามแนวคิด "NATO 2" ดังนี้
๑.การยกระดับสถานะความสัมพันธ์จาก “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” สะท้อนความแน่นแฟ้นและความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งครบรอบ ๑๓๕ ปีในปีนี้
๒.นอกจากนี้ ผู้นำไทยและญี่ปุ่นได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ร่วมด้านเศรษฐกิจในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันภายใน ๕ ปี โดยส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ ของไทย
๓.ทั้ง 2 ฝ่ายหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศ อาทิ สถานการณ์ในเมียนมา ยูเครน ทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก คาบสมุทรเกาหลี การปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และความสนับสนุนของญี่ปุ่นต่อการจัดประชุมเอเปกของไทย โดยไม่ได้มีการพูดถึงการต่อต้านจีนหรือรัสเซีย หรือปูพื้นฐานให้ไทยเป็นสมาชิกของยุทธศาสตร์ อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านจีนแต่ประการใด
๔.การเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งที่ ๒ ของนายกรัฐมนตรีไทย ระหว่าง ๑๒-๑๓ พฤษภาคมนี้ ที่กรุงวอชิงตัน มีวัตถุประสงค์ฉลอง ๔๕ ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ โดยผู้นำอาเซียนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะร่วมกันกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างกันท่ามกลางความท้าทายต่างๆ เพื่อฟื้นฟูการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาคหลังโควิด-๑๙ ทั้งนี้ ระหว่างการเยือนนายกรัฐมนตรีไทยจะพบภาคเอกชนรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อหารือส่งเสริมการลงทุนและการทำธุรกิจในไทยและพบชุมชนไทยในสหรัฐฯ ด้วย
๔.ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุล ส่งเสริมบทบาทความเป็นแกนกลางของอาเซียนในภูมิภาคมาโดยตลอด ซึ่งหลายประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia : TAC) ของอาเซียนที่ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค โดยการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ สนธิสัญญา TAC มีอัครภาคีรวมทั้งสิ้น ๔๐ ประเทศ รวมถึงสมาชิกถาวรแห่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้ง ๕ ประเทศด้วย
ความตกลงว่าด้วยการมอบยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างไทยและญี่ปุ่น และความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ไทยมีกับประเทศอื่นๆ นั้น เป็นความร่วมมือทวิภาคี ที่มีการหารือมาหลายปีแล้ว และญี่ปุ่นก็มีกับหลายประเทศในภูมิภาคแล้ว ไม่ได้มีลักษณะเป็นความร่วมมือทางทหารที่มีเป้าประสงค์ในการป้องกันร่วมกัน (collective defence) ซึ่งถือว่าการรุกรานประเทศหนึ่งเป็นการรุกรานทุกประเทศที่เป็นภาคีในสนธิสัญญาดังเช่นสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) แต่อย่างใด
๕.จากข้อเท็จจริงข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่า วาทกรรมเรื่องการจัดตั้ง "NATO 2" เป็นเพียงการตีความตามจินตนาการของบางบุคคล โดยไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงแต่อย่างใด
หัวใจของเรื่องคงอยู่ที่ประโยคที่ว่า “ไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุล”
คำว่า “สมดุล” ในภาวะที่โลกกำลังเข้าสู่ความขัดแย้งที่แยกขั้วอย่างชัดเจนเพราะสงครามยูเครนนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายและละเอียดอ่อน
อีกทั้งยังต้องเข้าใจและตามให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของดุลแห่งอำนาจที่กำลังเกิดขึ้นตลอดเวลา
เพราะการเมืองระหว่างประเทศวันนี้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากแต่มีพลวัตที่ปรับและขยับตัวอยู่ตลอดเวลา
หน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศคือ การทำให้นโยบาย “สมดุล” ที่ว่านี้ให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในแง่การชี้แจงอธิบาย และในทางปฏิบัติที่คนไทยทั่วไปสามารถเข้าใจและรับรู้ได้ด้วย
นั่นย่อมหมายถึงการที่รัฐบาลไทยต้องทำให้คำว่า “นโยบายต่างประเทศ” ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทูตของกระทรวงต่างประเทศ หากแต่ต้องหมายรวมถึงความมั่นคง, การค้า, การลงทุน, วัฒนธรรม, การท่องเที่ยว และที่เรียกว่า soft power ให้เป็นนโยบายเดียวกันด้วย
ความสำคัญอยู่ที่การที่ไทยสามารถกำหนด “ผลประโยชน์ของประเทศไทย” ณ เวลาใดเวลาหนึ่งและต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ถูกต้องแม่นยำเพียงใด
มิใช่เพียงแค่อ้างคำว่า “เป็นกลาง” โดยไม่สามารถประเมินสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลาให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


