อยากรู้เหตุที่จีนโกรธมะกัน เรื่องไต้หวันจริงๆ...อ่านตรงนี้

คนที่ติดตามเรื่องดุเดือดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กรณีแนนซี เพโลซี, ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ, เยือนไต้หวันอาจจะอยากรู้ว่าจริงๆ แล้วเหตุผลของปักกิ่งมีรายละเอียดอย่างไรกันแน่

หนึ่งในระดับนำของจีนที่นำเสนอแนวทางวิเคราะห์จากมุมมองของปักกิ่งในเรื่องนี้คือ นาย “ฉินกัง” Qin Gang เอกอัครราชทูตจีนประจำวอชิงตัน

เขาเขียนตอบแนนซี เพโลซี แบบหมัดต่อหมัดได้อย่างจะแจ้ง

อ่านแล้วจะประเมินต่อได้ว่าจีนจะเดินหน้าเรื่องไต้หวันอย่างไร

เริ่มจากที่เพโลซีเขียนบทความลงใน The Washington Post ภายใต้หัวข้อ “Why I'm lead a congressional delegation to Taiwan”

หรือ “ทำไมข้าพเจ้าจึงนำคณะผู้แทนรัฐสภาสหรัฐฯ ไปเยือนไต้หวัน”

ไม่รอช้า ท่านทูตฉินกังเขียนตอบโต้ผ่านสื่ออเมริกันเดียวกันภายใต้หัวใจ “ทำไมจีนจึงคัดค้านการเยือนไต้หวันของเพโลซี” ใน The Washington Post เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2565 ฉบับเต็มมีดังนี้

ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตของจีนที่แยกออกไม่ได้มาเป็นเวลา 1,800 ปีแล้ว

ในปี ค.ศ.1943 บรรดาผู้นำของจีน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ได้ออกปฏิญญาไคโร ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าดินแดนทั้งหมดที่ญี่ปุ่นขโมยมาจากจีน เช่น ไต้หวัน จะถูกคืนสู่จีน

ปฏิญญาพอทสดัมปี ค.ศ.1945 ยืนยันว่าเงื่อนไขของปฏิญญาไคโรจะมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง

มติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 2758 ซึ่งผ่านในปี 1971 ยอมรับว่าผู้แทนของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงคนเดียวของจีนต่อสหประชาชาติ

เมื่อจีนและสหรัฐอเมริกาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1979 สหรัฐฯ ยอมรับในแถลงการณ์ร่วมกับจีนว่ารัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายของจีนแต่เพียงผู้เดียว

4 ทศวรรษผ่านไปตั้งแต่นั้นมา สหรัฐอเมริกาก็ให้คำมั่นที่จะไม่พัฒนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวันมาตลอด

แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร (พรรคเดโมแครต-แคลิฟอร์เนีย) ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงอันดับ 3 ในรัฐบาลสหรัฐฯ ตามลำดับการสืบทอดอำนาจหน้าที่

การเดินทางโดยเครื่องบินทหารเพโลซีได้ "เยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการ" ซึ่งเป็นที่รู้กันไปทั่วในสัปดาห์นี้

ตามที่สำนักงานของเธอออกคำแถลงการณ์คณะของเธอได้รับการปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบโดยทางการของพรรค

เป็นที่รู้กันว่าพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าของไต้หวันได้พยายามแสวงหาความเป็นอิสระจากจีน

 การเยือนดังกล่าวได้ละเมิดคำมั่นสัญญาของอเมริกาที่จะไม่พัฒนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวันอย่างเปิดเผย

สิ่งเหล่านี้เป็นการเคลื่อนไหวที่ขาดความรับผิดชอบ ยั่วยุ และอันตรายอย่างยิ่ง

หลักการจีนเดียวเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบระหว่างประเทศหลังสงครามและกลายเป็นฉันทามติระหว่างประเทศทั่วไป

ในฐานะประเทศที่คิดว่าตัวเองเป็นแชมป์ของ “ระเบียบระหว่างประเทศที่อิงตามกฎ” สหรัฐฯ ควรปฏิบัติตามหลักการจีนเดียวอย่างเคร่งครัด

ในอดีต สหรัฐอเมริกาได้ละเมิดและบ่อนทำลายหลักการโดยนำพระราชบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวันและ "Six Assurances" (“คำรับรอง 6 ประการ”) มาใช้กับไต้หวัน และกำลังทำเช่นนี้อีกครั้งจากการขยายความพยายามที่กว้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนสถานะที่เป็นอยู่ของไต้หวันเพียงฝ่ายเดียว และเปลี่ยนแปลงระเบียบระหว่างประเทศหลังสงคราม

เมื่อ 50 ปีที่แล้ว Henry Kissinger ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการเจรจาเพื่อฟื้นฟูจีน-สหรัฐฯ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานว่าประเด็นของไต้หวันได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักการจีนเดียว

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า “สหรัฐฯ ไม่ควรจะใช้อุบายหรือใช้กระบวนการค่อยเป็นค่อยไปพัฒนาบางสิ่งบางอย่างของวิธีแก้ปัญหาแบบ 'สองจีน'”

ประชาชนทั้ง 2 ฝั่งของช่องแคบไต้หวันเป็นคนจีน จีนจะแสดงความจริงใจอย่างที่สุดและพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดการรวมตัวอย่างสันติ

แต่จีนจะไม่ยอมให้ไต้หวันถูกแบ่งออกจากไต้หวันในรูปแบบใดก็ตาม

ทางการไต้หวันในปัจจุบันได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงและเหตุผลทางกฎหมายที่ทั้ง 2 ฝ่ายของช่องแคบไต้หวันเป็นของจีนเดียวกัน ในการแสวงหาเอกราชด้วยความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ

กลวิธีของพวกเขารวมถึงการพยายามขจัดความผูกพันทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกับแผ่นดินใหญ่ การลบล้างเอกลักษณ์ประจำชาติและการเผชิญหน้าที่รุนแรง

ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าไต้หวันเป็นเครื่องมือในการสกัดจีน และได้เซาะกร่อนหลักการจีนเดียวมาตลอด

เฉพาะในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ขายอาวุธให้กับไต้หวันแล้ว 5 รอบ

ประธานาธิบดีไบเดนได้กล่าวหลายครั้งว่าสหรัฐฯ จะไม่เปลี่ยนนโยบายจีนเดียวและไม่สนับสนุน "เอกราชของไต้หวัน"

แต่สำหรับกองกำลัง "เอกราชของไต้หวัน" การมาเยือนของเพโลซีแสดงถึงสัญญาณที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษว่า "สหรัฐฯ อยู่ข้างไต้หวัน"

สิ่งนี้ขัดกับหลักการจีนเดียว รวมถึงแถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับ ระหว่างจีน-สหรัฐฯ และคำมั่นสัญญาของอเมริกาเอง

นอกจากนี้ การเยือนเมืองเพโลซีจะนำกองกำลัง “เอกราชของไต้หวัน” ไปสู่เส้นทางที่อันตราย และทำให้สันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงมากขึ้น

ลองคิดดูว่าหากรัฐของอเมริกาใดรัฐหนึ่งประกาศแยกตัวออกจากสหรัฐอเมริกาและประกาศเอกราช จากนั้นประเทศอื่นบางประเทศก็จัดหาอาวุธและการสนับสนุนทางการเมืองสำหรับรัฐนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ หรือชาวอเมริกันจะยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นหรือไม่

ประเด็นของไต้หวันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอธิปไตยและเอกภาพของจีน ไม่ใช่ประชาธิปไตย

แต่เป็นความจริงที่การมาเยือนของเพโลซีได้ปลุกเร้าความขุ่นเคืองให้กับชาวจีน 1.4 พันล้านคน

หากสหรัฐฯ คำนึงถึงประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็ควรแสดงความเคารพต่อการเรียกร้องของชาวจีน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรโลก

ด้วยทั้งความขัดแย้งระหว่างโควิด-19 และยูเครนกลายเป็นวิกฤตที่ยืดเยื้อ ถึงเวลาแล้วที่จีนและสหรัฐฯ จะกระชับความร่วมมือและทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อหาทางแก้ไข

ในทางกลับกัน นักการเมืองบางคนเลือกที่จะทำลายผลประโยชน์หลักของจีน ไม่ว่าจะแสวงหาจุดสนใจหรือเพื่อยึดถือมรดกทางการเมืองของพวกเขา

การกระทำของพวกเขาจะกัดเซาะความสัมพันธ์ของจีน-สหรัฐฯ และทำให้ประชาชนและกองทัพของเราตกอยู่ในอันตราย

ไต้หวันเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเด็นที่อาจทำให้จีนและสหรัฐฯ ขัดแย้งกัน

ดังนั้นในการพูดถึงไต้หวันจึงขาดเสียมิได้ที่จะต้องใช้ความระมัดระวังและความรับผิดชอบเป็นพิเศษ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อปักกิ่งต้อง ‘ประคอง’ รัสเซีย ในสงครามที่จีนไม่ต้องการเข้าร่วม

จุดยืนของจีนต่อสงครามยูเครนเป็นประเด็นที่น่าวิเคราะห์จากหลากหลายมิติ...เพราะหากอ่านระหว่างบรรทัดของถ้อยแถลงจากระดับนำจากปักกิ่งจะเห็นความแตกต่างของจีนกับรัสเซียในหลายๆ มุมทีเดียว

ปุจฉาวิสัชนาว่าด้วย การตรึงค่าเงินบาท

พอพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี ยกประเด็นเรื่อง “เงินบาทแข็งไป” และอยากเห็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เกิน 35 บาทต่อดอลลาร์ นักวิชาการหลายค่ายต่างก็ออกมาแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง

ความต่างของเรื่องเงินบาท ยุค ‘บิ๊กป้อม’ กับยุค “บิ๊กจิ๋ว”

ข่าวเรื่องรักษาการนายกฯ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ “บ่นดัง ๆ” ว่าเงินบาทที่ทะลุ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นแข็งเกินไป “อยากเห็นที่ 35 บาท” และขอให้รัฐมนตรีคลังไปปรึกษาหารือกับผู้ว่าฯ แบงก์ชาติว่าจะทำอย่างไรต่อไป...