ประเทศไทย “งดออกเสียง” ในข้อมติวันที่ 12 ตุลาคมของที่ประชุมสมัชชาใหญ่, สหประชาชาติ เรื่อง “บูรณภาพแห่งดินแดน” ของยูเครน กรณีรัสเซียผนวกหลายแคว้นของประเทศนี้ เป็นประเด็นที่จะต้องแสวงหาคำตอบให้ชัดเจน
ต่อข้อมติประณามรัสเซียที่รุกรานยูเครนของสหประชาชาติเมื่อวันที่ 2 มีนาคมก่อนหน้านี้นั้น ไทยลงคะแนน “สนับสนุน”
ทั้งๆ ที่สองประเด็นนี้มีความเกี่ยวโยงกันอย่างมาก
คำอธิบายของคุณดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ไทยงดออกเสียงครั้งหลังนี้คือ
“เป็นเพราะเห็นว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้มีความอ่อนไหวและพลุ่งพล่านอย่างมาก ความพยายามหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาแทบไม่ปรากฏ มีแต่คิดจะประณามกัน ซึ่งรังแต่จะผลักให้คู่ขัดแย้งหันไปใช้ความรุนแรงมากขึ้น เสี่ยงกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทำลายล้างกัน...”
คุณดอนเสริมว่า
"ไทยรู้สึกเศร้าใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนชาวยูเครน จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งลดใช้ความรุนแรงและหันหน้ามาเจรจากัน และเรียกร้องให้สหประชาชาติหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เพื่อนำความปกติสุขกลับคืนมาสู่ประชาชนยูเครนและชาวโลก”
แต่อีก 7 ประเทศในอาเซียนลงมติสนับสนุนมตินี้ (จากทั้งหมด 143)
ไทยเป็น 1 ใน 35 ประเทศ (รวมถึงเพื่อนเราในอาเซียนสองประเทศคือ เวียดนามและ สปป.ลาว) ที่ตัดสินใจ “งดออกเสียง”
ขณะที่ 5 ประเทศคัดค้านคือ รัสเซีย, เกาหลีเหนือ, เบลารุส, ซีเรีย และนิการากัว
การที่จุดยืนของไทยกลายเป็นเสียงส่วนน้อยในอาเซียนมีนัยที่แปลก
แต่ไทยเรางดออกเสียงทั้งๆ ที่เป็นประเด็นของหลักการแห่งกติกาสากลและเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติ
นั่นคือ “บูรณภาพแห่งดินแดน” ซึ่งสำหรับทุกประเทศแล้วต้องปกป้องจนสุดฤทธิ์
หาไม่แล้วก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้อีกประเทศหนึ่งมาอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนของตน...เช่นกรณีรัสเซียที่ส่งทหารเข้ายูเครนด้วยข้ออ้างว่าจะมา “ปกป้อง” คนที่มีเชื้อชาติและพูดภาษารัสเซีย
ประเทศทั่วโลกจำนวนไม่น้อยล้วนมีประชากรที่พูดภาษาอื่นและมีเชื้อชาติอื่น แต่เป็นพลเมืองของประเทศนั้น
ไม่มีประเทศไหนมีสิทธิ์อ้างเหตุผลของเชื้อชาติหรือภาษาเพื่อไปยึดดินแดนของอีกประเทศหนึ่งได้
การที่กระทรวงต่างประเทศไทยลงมติประณามการที่รัสเซียส่งทหารเข้ายูเครน แต่ “งดออกเสียง” ประเด็นบูรณภาพแห่งดินแดน จึงเป็นการ “ย้อนแย้ง” ตนเองที่สร้างความสับสนให้กับคนไทยเองและประชาคมโลกได้
แม้รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศจะอ้างว่าสถานการณ์ “อ่อนไหวและพลุ่งพล่าน” ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยเราจะเปลี่ยนจุดยืนเกี่ยวกับหลักการที่มีความสำคัญระดับสากล
หรือที่อ้างว่าหากไทยเราร่วมประณามก็จะผลักดันให้โลกไปสู่สงครามนิวเคลียร์ก็ฟังไม่ขึ้น
เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็เท่ากับเรายอมให้ประเทศที่รุกรานอีกประเทศหนึ่งใช้ท่าทีที่แข็งกร้าวและละเมิดหลักการสากลกำหนดให้เราต้องเปลี่ยนจุดยืน โดยอ้าง “ความกลัว” จะเกิดสงครามใหญ่
ทั้งๆ ที่สงครามนี้ก็ยืดเยื้อมาสู่เดือนที่แปดแล้ว
หรือเป็นเพราะรัสเซียขู่ว่าอาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์จึงทำให้ไทยกลัว...ต้องเปลี่ยนท่าทีของตนจากเดิม
หากเป็นเช่นนี้ก็ต้องถามว่าไฉนประเทศส่วนใหญ่คือ 143 ประเทศจึงลงมติประณาม...พวกเขาไม่เห็นสถานการณ์ “อ่อนไหวและพลุ่งพล่าน” เหมือนไทยหรือ?
มีบางคนในไทยวิเคราะห์ว่าที่กระทรวงต่างประเทศตัดสินใจลงมติให้ “งดออกเสียง” นั้น เป็นเพราะกลัวว่าถ้าโหวตสนับสนุนข้อมตินี้อาจจะทำให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียไม่มาร่วมประชุมสุดยอด APEC ที่กรุงเทพฯ ในเดือนหน้า
ผมหวังว่าประเด็นวิจารณ์นี้ไม่จริง...เพราะถ้าจริงก็จะทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการตัดสินใจของผู้รับผิดนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของไทยอย่างร้ายแรงทีเดียว
เพื่อเป็นการบันทึกเหตุผลที่ไทยเราตัดสินใจ “งดออกเสียง” ครั้งนี้ ผมขอจารึกคำแปลคำอธิบายการออกเสียงครั้งนี้จากคุณสุริยา จินดาวงษ์, ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ดังนี้
คำแปลคำอธิบายการออกเสียงลงคะแนนร่างข้อมติ: UNGA Emergency Special Session ครั้งที่ 11 (Territorial Integrity of Ukraine)
- 1. ในฐานะประเทศขนาดเล็กที่มีอำนาจอธิปไตย ประเทศไทยยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญเสมือนแนวป้องกันสุดท้าย ไทยยังยึดถือโดยชัดแจ้งต่อหลักการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐต่างๆ ตามหลักของกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ
ประเทศไทยยึดถือนโยบายมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องว่าจะคัดค้านการข่มขู่ คุกคาม หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐใดรัฐหนึ่ง และการใช้กำลังผนวกดินแดนของรัฐอื่นโดยไม่ได้ถูกยั่วยุ
2.อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเลือกที่จะงดออกเสียงลงคะแนนต่อข้อมติซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศและมีสถานการณ์ขึ้นลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการด้อยค่าต่อโอกาสที่การทูตเพื่อแก้วิกฤตจะยังผลให้เกิดการเจรจาข้อมติที่สันติและปฏิบัติได้จริงเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งอาจผลักให้โลกไปสู่ความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์และการพังทลายของเศรษฐกิจโลก
3.ประเทศไทยมีความห่วงกังวลอย่างแท้จริงต่อการแบ่งแยกขั้วทางการเมืองที่สูงขึ้นในหลักการระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้เกิดผลในทางลบต่อวิธีการและแนวทางการยุติสงคราม การประณามนั้นยั่วยุให้เกิดการแข็งขืนไม่ยอมกัน และลดทอนโอกาสของการมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง
4.ประเทศไทยโศกเศร้าเสียใจกับการทำลายล้างทางกายภาพ ทางสังคมและทางมนุษยธรรมของยูเครน และความยากลำบากที่รุนแรงซึ่งประชาชนชาวยูเครนต้องทนทุกข์ทรมาน ไทยจึงต้องการเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายในโศกนาฏกรรมในยูเครนนี้จะต้องลดความขัดแย้งและความรุนแรง ทั้งพยายามเสาะหาสันติวิธีเพื่อจัดการกับความไม่ลงรอย โดยอิงกับความเป็นจริงที่ปฏิบัติได้และข้อห่วงกังวลจากทุกฝ่าย ความมั่นคงของมนุษย์และสิทธิในการมีชีวิตนั้น เป็นเสาหลักที่สำคัญในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และถึงทุกวันนี้สิทธิดังกล่าวได้ถูกพรากจากชาวยูเครนและประชาชนอีกหลายล้านคนทั่วโลก มันจึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบสูงสุดขององค์กรที่ได้รับความเคารพสูงสุดแห่งนี้ ในการนำสันติภาพและความปกติสุขของชีวิตกลับมาสู่ชาวยูเครน ไม่ใช่โดยการใช้ความรุนแรง แต่ด้วยกลไกทางการทูตเท่านั้นที่จะสามารถนำสันติสุขกลับมาได้จริงและโดยถาวร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


