
เมื่อไม่กี่วันมานี้...มี ข่าวต่างประเทศ อยู่ชิ้นหนึ่ง ที่แม้จะไม่ได้ดังระเบิดระเบ้อ ได้รับความสนใจเหมือนข่าวอื่นๆ แต่ต้องถือเป็นเรื่องที่น่าคิด น่าสะกิดใจ เอามากๆ นั่นคือเรื่องของ อดีตครู ชาวอเมริกันที่ผันตัวเองไปเป็นนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยา ผู้มีนามว่า Dr. Jared Coomey Horvath และมีฐานะตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบัน LME Global อีกด้วยต่างหาก ที่ได้เข้าไปให้การกับคณะกรรมาธิการวุฒิสภาด้านการค้า-วิทยาศาสตร์-ขนส่งสหรัฐ ถึงความน่าห่วง น่าวิตก ที่กำลังอุบัติขึ้นมากับบรรดา คนรุ่นใหม่ หรือผู้ที่ถูกเรียกขานในนามพวก Gen Z หรือ Gen Zers อันได้แก่ผู้ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ.1997 ไปจนต้นปี ค.ศ.2010 หรือผู้มีอายุราวๆ 29 ปี ไปจนถึง 16 ปีในทุกวันนี้นั่นเอง...
ด้วยเหตุเพราะโดยข้อมูล โดยตัวเลขสถิติ ที่นักวิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยารายนี้ รวบรวมและสุ่มสำรวจภายในสังคมอเมริกัน รวมทั้งสังคมของประเทศต่างๆ อีก 80 ประเทศ ได้ระบุถึงแนวโน้มที่สามารถ ฟันธง และ ฟันเฟิร์ม ได้แบบเต็มผืน เต็มด้าม ว่าบรรดาผู้คนที่เรียกว่า Gen Z หรือ Gen Zers ทั้งหลายนี่แหละ คือกลุ่มคนที่มีความฉลาดลดน้อยถอยลงไปกว่าคนรุ่นก่อนๆ รุ่นพ่อ-รุ่นแม่ รุ่นปู่-ย่า-ตา-ยาย ฯลฯ หรือออกอาการ โง่ขึ้นๆ นับตั้งแต่ได้มีการรวบรวมข้อมูล สถิติ เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ปลายยุค 1800 เอาเลยก็ว่าได้ หรือจะเรียกว่ากลายเป็น เจเนอเรชันที่โง่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็คงพอได้...
โดยไม่ว่าจะวัดจากความสนใจต่อสิ่งหนึ่ง-สิ่งใด ที่มีลักษณะสับสน เสื่อมโทรม อย่างเห็นได้ชัด ไปจน ความจำ ความสามารถในการ อ่าน ความเชี่ยวชาญด้านตัวเลข หรือ คณิตศาสตร์ ตลอดไปจนขีดความสามารถในการ แก้ปัญหา รวมทั้งระดับ สติปัญญา ที่เรียกว่า IQ อีกด้วย ฯลฯ อันเนื่องมาจากสาเหตุสำคัญโดยตรง นั่นคือ ความยึดมั่น-ถือมั่นที่เกินเลยต่อเทคโนโลยีดิจิตอล ของบรรดาสถานศึกษาทั้งหลาย ที่พยายามนำเอาสิ่งเหล่านี้มายัดเยียด มาประยุกต์ใช้ กับระบบการศึกษา แบบที่เรียกว่า Educational Technology หรือ EdTech นั่นเอง โดยอาศัยคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต เป็นอุปกรณ์ เครื่องมือในการเรียนรู้ ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนต่อกระบวนการทางชีวภาพ เกิดอาการ สมองบวม หรือ สมองหมา-ปัญญาควาย อย่างที่สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ด้านยีนและดีเอ็นเอ Dr. Gerald Crabtree ท่านเคยสรุปไว้ในงานวิจัยเรื่อง Our fragile Intellect ตั้งแต่สิบกว่าปีมาแล้ว...
แต่การเรียนรู้จากคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มักเห็นอยู่ในสื่อออนไลน์ หรือการอ่านจากบทสรุปย่อๆ ที่ตัดทอนมาจากหนังสือเล่มใหญ่ ฯลฯ บรรดาสิ่งต่างๆ เหล่านี้นักประสาทวิทยาอย่าง Dr. Horvath ท่านเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ออกจะขัดแย้งกับกระบวนการรับรู้โดยธรรมชาติของมนุษย์ หรือ... “มนุษย์โดยทางชีววิทยาแล้ว ถูกโปรแกรมให้เรียนรู้จากมนุษย์ด้วยกันและจากการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ด้วยการเรียนรู้แบบเผชิญหน้าไม่ว่ากับครูหรือผู้ที่มีฐานะเดียวกัน ไม่ใช่จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถมองผ่านๆ จากคลิปวิดีโอสั้นๆ หรือบทสรุปย่อที่มุ่งสู่จุดสำคัญแบบเอาเร็วเข้าว่า” ดังนั้น...โดย ตัวเลขสถิติ ที่แสดงถึงขีดความสามารถในการรับรู้ไม่ว่าในแวดวงธุรกิจ หรือสถานศึกษา นับจากปี ค.ศ.2010 เป็นต้นมา หลังจากเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำเอามาใช้เป็นอุปกรณ์ เครื่องมืออย่างจริงๆ จังๆ ส่งผลให้ระดับความรับรู้และสถิติปัญญาของบรรดา Gen Z ทั้งหลาย เกิดอาการ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ!!!
นี่...จริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ก็ลองไปคิดๆ เอาเองก็แล้วกัน แต่การลงทุน-ลงแรงสำรวจความเป็นไปดังกล่าวครอบคลุมถึง 80 ประเทศ ไม่ใช่แต่เฉพาะประเทศอเมริกาเท่านั้น บทสรุปและข้อเสนอแนะให้ผู้มีอำนาจทั้งหลายหันมาควบคุมและจำกัดบทบาทของเทคโนโลยีเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียได้กระทำไปแล้วต้องถือเป็นสิ่งที่น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย ส่วนประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา จะเอาไงดี...ก็คงต้องแล้วแต่ รสนิยม ของใคร-ของมันก็แล้วกัน เพราะถ้ามองจาก การเลือกตั้ง ที่ทำให้พรรคของคนรุ่นใหม่อย่าง พรรคประชาชน เขาสามารถ แลนด์สไลด์ ในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะส่งเสาไฟฟ้า หรือส่งใครลงสมัครก็ตามที อันนี้...จะไปกล่าวหา กล่าวโทษ ว่าเป็นเพราะมีพวก Gen Z อยู่เยอะแยะมากมายใน กทม. ก็คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก...
คือไม่ว่าจังหวัดไหนก็เถอะ จะ กทม.หรือต่างจังหวัด ต่างก็ต้องมีทั้งพวก Gen X, Gen Y, Gen Z ไปจนพวก Baby Boomer คละเคล้ากันไป เพียงแต่พวก Gen X, Gen Y ใน กทม.อาจมีลักษณะแบบที่ ไอ้หนุ่มผมยาว คุณน้อง สุรวิชช์ วีรวรรณ ท่านระบุเอาไว้ในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ นั่นแหละว่า...ออกจะหนักไปทาง สรยุทธ์-ใบตองแห้ง-หนุ่มเมืองจันท์-นิ้วกลม ฯลฯ ซะเป็นหลักใหญ่ แม้กระทั่ง เจเนอเรชันแห่งความล้มเหลว อย่างพวก Baby Boomer ก็ดูจะออกไปในแนวเหลวเป๋วแบบเดียวกับ อาเฮียสุทธิชัย หรือ คุณปู่บรรยง อะไรประมาณนั้น พรรคประชาชน เขาเลย แ-ก...เรียบ ทั้ง 33 เขต ไปด้วยประการฉะนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่ง'การอยู่ร่วมกันโดยสันติ'
อย่างที่เคยว่าๆ ไว้แล้วนั่นแหละว่า...การปะทะ ขัดแย้ง ที่จะนำมาสู่ จุดเปลี่ยน นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังอุบัติขึ้นมากับโลกทั้งโลก
ระบอบสีน้ำเงิน...อย่าฟังเพลินๆ...คิดให้ดี
ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลยังคงรุมด้อยค่า ด่ารัฐบาล ชักจะไปไกลอย่างน่าเป็นห่วง จากระบอบเนวิน ระบอบอนุทิน มาจนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”
ห้าม 'พงส.' ช่วยราชการ
เก็บตกอีกหนึ่งข้อสั่งการ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ แม่ทัพใหญ่สำนักปทุมวัน ในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี
สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1)
ความเปลี่ยนแปลงกับ...'ระบอบสีน้ำเงิน'
คงต้องยอมรับว่า...โลกทั้งโลก มันกำลังเคลื่อนเข้าสู่ จุดเปลี่ยน แบบถนัดชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที จะเปลี่ยนเพราะแรงเหวี่ยง แรงสวิง จากความขัดแย้ง ไม่คิดประนีประนอมยอมความ
ปรับแก้เอกสารความร่วมมือ 'ไทย-สหรัฐฯ'
ต้องบอก "สำนักปทุมวัน" ชั่วโมงนี้ "ดรามา" เข้ารัวๆ ตั้งแต่ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ออกหนังสือด่วนที่สุดถึง รอง ผบ.ตร., จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า

