บันทึกหน้า 4

ปิดฉากไปแล้วสำหรับการประชุมรัฐสภาในการลงมติโหวตร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ มีตัวตั้งตัวตีอย่าง “พริษฐ์ วัชรสินธุ” หรือไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 135,247 คนเสนอ ที่ถูกสมาชิกรัฐสภาตีตกด้วยมติไม่รับหลักการ 473 เสียง รับหลักการ 206 เสียง และงดออกเสียง 6 เสียง เรียกว่า เดินตามรอยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 98,041 คน ในห้วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วเป๊ะๆ แต่ดูเหมือนร่างไอลอว์จะมีภาษีดีกว่า เพราะไม่รับหลักการเพียง 139 เสียง ขณะที่เสียงรับหลักการมีถึง 212 เสียง แต่ก็ต้องตกม้าตายจากผู้งดออกเสียง 369 เสียงนั่นแล ...๐

ที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งก็คือ มีสภาสูง 3 รายที่โหวตเห็นด้วยกับร่าง “ระบอบปิยบุตร” นั่นคือ "เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์-มณเฑียร บุญตัน-พิศาล มาณวพัฒน์” ซึ่งทั้ง “เนาวรัตน์- พิศาล” ก็เคยโหวตหนุนร่างไอลอว์มาแล้ว ...๐

ไม่น่าแปลกใจที่เสียงไม่รับหลักการครั้งนี้จะสูงลิ่ว เพราะในร่างของไอลอว์นั้น แม้จะมีการล้มเลิก ส.ว.เหมือนกัน แต่เป็นการล้มเฉพาะ “สภาสูงลากตั้ง” ชุดนี้เท่านั้น แต่ในชุดความคิดของระบอบปิยบุตรนั้น เลิกระบบสภาสูงไปเลยให้เหลือเพียงสภาเดียว จึงทำให้เสียงไม่เอาด้วยท่วมท้น แล้วอีกประการหนึ่งก็คือการใช้สำนวนโวหารว่าด้วย “ไวรัสประยุทธ์” ของผู้นำเสนออย่าง “ไอติม” เอง ก็อาจเป็นจุดบอดที่ทำให้เสียงหดหายไปด้วย เพราะแทนที่จะพูดถึงข้อดีของการแก้ไข แต่กลับวิพากษ์วิจารณ์ลากโยงว่าเป็นวัคซีนเข็มแรกในการฆ่าไวรัสประยุทธ์ ซึ่งก็ ไม่แปลกที่ใครต่อใครย่อมคิดเตลิดไปไกลว่า หากอนุญาตให้ใช้วัคซีนเข็มแรกไปแล้ว เข็มที่สองและเข็มที่สามที่จะตามมานั้น จะไปโกโซบิ๊กขนาดไหน ...๐

ยิ่งดูเหตุผลของ “ไอติม” ว่าด้วยโรคร้ายที่เกิดจากไวรัสประยุทธ์ ที่มีทั้ง “โรคเศรษฐกิจอ่อนแอ-โรคเหลื่อมล้ำเรื้อรัง-โรคประชาธิปไตยหลอกลวง” ก็ยิ่งน่าคิดไปใหญ่ ว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา  โดยเฉพาะ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มักถูกหยิบยกมาเสมอๆ ว่าเป็นประชาธิปไตยจ๋านั้น ก็ยังไม่เห็นจะจัดการโรคร้ายทั้ง 3 ได้แต่ประการใด ที่สำคัญยังทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภา และผลประโยชน์ทับซ้อนแบบอื้อซ่ามโหฬาร ที่ทุกวันนี้อนาคตลูกหลานยังต้องใช้หนี้ใช้สินไม่หมดสิ้น แต่มีบางคนบางตระกูลกลับไปเสวยสุขอยู่ในต่างประเทศโดยไม่ต้องติดคุกแต่ประการใด ...๐

แล้วที่ขำเข้าไปอีกคือ การบอกให้รับหลักการไปก่อน แล้วจะไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ แหม! คณะผู้เสนอและพรรคร่วมฝ่ายค้านที่มี พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำกลายร่างเป็น “ปลาทอง” กันหรืออย่างไร เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่รอโปรดเกล้าฯ อยู่ขณะนี้นั้น ก็เคยเจอปัญหานี้มาแล้ว จน ทำให้ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ต้องประชุมและถอดมาตราที่แก้ไขเกินการรับหลักการออกไปก่อนโหวตวาระ 3 มาแล้ว และผู้ท้วงติงก็มีทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพลพรรคฝ่ายค้านมิใช่หรือ แต่คราวนี้กลับมาบอกให้รับๆ กันไปก่อน ...๐

ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีกกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับระบอบปิยบุตร เมื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกลบอกว่าเสียดายโอกาสทอง และ ยืนยันว่าจะนำเรื่องนี้ไปเป็นนโยบายของพรรค เพราะอยากบอกเจ้าของทฤษฎีกระดุม 5 เม็ดที่สวยหรูว่า ทำให้จริงนะจ๊ะ อย่าเก่งแค่การประดิษฐ์วาทกรรมสวยหรู เพราะอย่าลืมว่าตอนนี้ก็มีเรื่องของการแก้ไขมาตรา 112 ที่บอกว่าจะเป็นนโยบายหาเสียงแล้ว ก็พ่วงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันเข้าไปด้วยเลย ประชาชีเขาจะได้เลือกกันได้แบบไม่ตะขิดตะขวงใจ ไม่ใช่พอถึงเวลาจริงในปีหน้ากลับลำเสียเล่า ...๐

 หันมาดู ข่าวที่น่าใจอย่าง “นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ศรีสะเกษ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กันบ้าง แม้จะไม่ใช่บิ๊กเนมมากนัก แต่การลาออกจาก พปชร.เพื่อกลับถิ่นเก่าอย่างพรรคเพื่อไทย รวมทั้งอาจหอบหิ้วอดีต ส.ส.และ ส.ส.ที่เคยสวามิภักดิ์นายใหญ่แต่ต้องแตกฉานซ่านเซ็นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมากลับรังเดิม ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ บอกได้ว่าครั้งนี้ “สัมภเวสีแม้ว” ค่อนข้างจะเอาจริง งานนี้ “ลุงป้อม-ลุงตู่” ที่คิดว่าจะเป็นเสือนอนกินตีพุงสบายใจ เพราะคิดว่ามี “สภาสูง” อยู่ในกำมือ อาจหัวทิ่มหัวตำได้นะจะบอกให้ ...๐

ท.ศักดิ์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

บันทึกหน้า 4

โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง

บันทึกหน้า 4

การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม

บันทึกหน้า 4

เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย

บันทึกหน้า 4

"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท

บันทึกหน้า 4

เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว