Oxfam: ทางรอดของอภิมหาเศรษฐี

     องค์การอ็อกแฟม (Oxfam International) เป็นองค์กรภาคประชาสังคม ทำงานด้านเศรษฐกิจ เน้นการกระจายรายได้ มกราคม 2023 นำเสนอรายงานความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและทางแก้ ฉบับนี้ตั้งชื่อว่า ‘Survival of the Richest’ หรือ ‘ทางรอดของอภิมหาเศรษฐี’ มีสาระสำคัญดังนี้

ต้องเก็บภาษีพวกที่เหลือกินเหลือใช้:

     ในขณะที่เราพูดว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน มีผู้อดยากหิวโหยเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบล้านคน ความจริงที่น่าเศร้าคือ โลกไม่ได้ขาดอาหาร โลกผลิตอาหารมากพอสำหรับทุกคน แต่ที่ทุกวันนี้ 811 ล้านคนอดอยากเพราะยากจนหรืออยู่ในสถานการณ์ที่อาหารหายาก (เช่น ภัยสงคราม) ยากจะเข้าถึงแหล่งอาหาร ดังนั้นในขณะที่หลายคนกินมื้อละหลายร้อยหลายพันหรือแพงกว่านั้น อีกหลายคนไม่มีกิน

ภาพ: เก็บภาษีเศรษฐีพันล้าน ไม่ใช่จากกรรมกร
เครดิตภาพ: https://oi-files-d8-prod.s3.eu-west-2.amazonaws.com/s3fs-public/2023-01/Survival%20of%20the%20richest-Full%20Report.pdf

ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในยามนี้ยิ่งทำให้ 811 ล้านคนทุกข์ยากกว่าเดิม หลายคนพึ่งพาอาหารที่ได้รับบริจาค บัดนี้เงินบริจาคเท่าเดิมแต่อาหารแพงขึ้นมาก จากที่ไม่ค่อยมีกินอยู่แล้วต้องอดหนักกว่าเดิมอีก

     มองไปที่ใดมีแต่คนบ่นว่าของแพง ค่าครองชีพพุ่ง จำนวนคนยากจนสูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี แต่ในโลกใบเดียวกันนี้มีอภิมหาเศรษฐีกลุ่มเล็กๆ จำนวนหนึ่งรวยขึ้นและรวยขึ้นมาก บริษัทของพวกเขาทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ไม่แปลกที่ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างออกไป

    ทางออกคือ ต้องเก็บภาษีพวกที่เหลือกินเหลือใช้เหล่านี้ อันจะก่อประโยชน์ต่อระบบการเมืองเศรษฐกิจสังคม ลดความไม่เท่าเทียมทางเพศ ช่วยให้โลกยั่งยืน ปลดปล่อยจากทาสความจน

     ข้อสรุปสำคัญคือ นับจากปี 2020 เป็นต้นมา คน 1% ของโลกกวาดเก็บความมั่งคั่ง 2 ใน 3 ของโลก ความมั่งคั่งที่เหลืออีก 1 ใน 3 เป็นของประชากรโลก 99% ถ้าคิดเป็นตัวเลขจากประชากรโลก 8,000 ล้านคน จะเห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคน 80 ล้านคน กับ 7,920 ล้านคนที่เหลือ

     รู้หรือไม่ว่ากลุ่มมหาเศรษฐีมีฐานะดีขึ้น 2,700 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่ 1,700 ล้านคนเจอปัญหาค่าจ้างสู้เงินเฟ้อไม่ไหว รายได้ไม่พอรายจ่าย

     ปี 2022 กลุ่มธุรกิจอาหารกับพลังงานทำกำไรมากกว่าปกติกว่า 2 เท่า จ่ายปันผลแก่ผู้ถือหุ้น 257,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสินค้าขึ้นราคา แพงทั้งแผ่นดิน กว่า 800 ล้านคนทั่วโลกอยู่อย่างอดอยากหิวโหย

     มีข้อสรุปว่าเศรษฐีเสียภาษี 4 เซ็นต์ต่อทุกดอลลาร์ที่เขามี เศรษฐีพันล้านครึ่งหนึ่งของโลกไม่ต้องเสียภาษีมรดก หากเก็บภาษีคนรวย 5% จะได้เงิน 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เงินก้อนนี้ช่วยให้ 2,000 ล้านคนพ้นความยากจน ไม่มีใครในโลกที่อดอยากหิวโหยอีก

วิกฤตกาล สารพัดความทุกข์ยาก:

     เมื่อกวาดตาสถานการณ์โลกตอนนี้จะพบว่า มีวิกฤตหลายอย่างที่รุนแรงเป็นอันตรายอยู่เสมอ กระทบชีวิตความเป็นอยู่คนส่วนใหญ่ ปี 2022 ธนาคารโลกประกาศยอมรับพลาดเป้าลดความยากจนข้นแค้น (extreme poverty) แน่ล่ะหมายถึงความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นด้วย

     ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ปี 2023 เศรษฐกิจ 1 ใน 3 ของประเทศทั้งหมดจะถดถอย ส่วนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) รายงานว่าตัวเลขดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) 9 ใน 10 ประเทศลดน้อยลง ซึ่งหมายถึงคุณภาพชีวิตตกต่ำลง มนุษย์ได้รับการพัฒนาน้อยลง

     เหล่านี้เป็นข้อมูลจากสถาบันสำคัญๆ ของโลกที่บ่งชี้ว่ามนุษย์โลกตอนนี้อยู่กันอย่างไร กำลังจะไปสู่ทิศทางใด นอกเหนือจากข้อมูลของอ็อกแฟมที่สรุปว่าประชากรโลก 1,700 ล้านคนที่ตอนนี้รายได้ค่าจ้างสู้เงินเฟ้อไม่ไหว

     หลายประเทศกำลังจะถังแตก หนี้สาธารณะมีแต่จะเพิ่มชนิดยั้งไม่อยู่ คนยากจนมีชีวิตอยู่กับหนี้สิน ในประเทศที่ยากจนที่สุดงบประมาณที่นำไปใช้หนี้สูงกว่างบสาธารณสุขกว่า 4 เท่าตัว คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า 3 ใน 4 ประเทศจะตัดลดการใช้จ่าย

     ตลกร้ายคือ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจนลง ทุกข์ยากมากขึ้น กลับมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยขึ้นมหาศาล ร่ำรวยเร็วขึ้นกว่าเดิม 10 ปีก่อนคน 1% ของโลกเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งกว่าครึ่งของโลก ทิศทางที่คนรวยรวยขึ้นนับวันจะรุนแรง นับจากปี 2020 เป็นต้นมา คน 1% ของโลกกวาดเก็บความมั่งคั่ง 2 ใน 3 ของโลก เห็นชัดว่าโลกเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงและกำลังเหลื่อมล้ำมากขึ้น ถ้านำความมั่งคั่งทั้งหมดมาคำนวณตามสัดส่วน 1% กับ 90% จะพบว่าในขณะที่ 90% ของประชากรโลกมีรายได้เฉลี่ย 1 ดอลลาร์ต่อวันต่อคน 1% ที่อยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐีนั้นมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มวันละ 1.7 ล้านดอลลาร์ต่อคน

     ช่วงโควิด-19 ระบาด หลายคนตกงาน หลายคนไม่สามารถออกไปหาเงินนอกบ้าน แต่กิจการของเศรษฐีพันล้านกลับเฟื่องฟู ณ ตอนนี้ที่เงินเฟ้อพุ่ง สินค้าขึ้นราคา โดยเฉพาะหมวดอาหารกับพลังงาน กระทบคนจำนวนมาก แต่กิจการของบรรษัทยักษ์ใหญ่กลับมีกำไรเพิ่ม ผู้ถือหุ้นรับทรัพย์ก้อนโตถ้วนหน้า

     ตลกร้ายอีกเรื่องคือ ในขณะที่เศรษฐีมั่งคั่งขึ้น พวกเขากลับเสียภาษีน้อยลง ภาษีรายได้ของอภิมหาเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ OECD จาก 58% ในปี 1980 ลดลงเหลือ 42% ปัจจุบันค่าเฉลี่ยภาษีนี้ใน 100 ประเทศอยู่ที่ 31% ในบางกรณี เช่น Elon Musk เสียภาษีจริงๆ (true tax rate) แค่ 3.2% Jeff Bezos เสียภาษีไม่ถึง 1%

     หากจะแก้วิกฤตที่รุมเร้าจำต้องแก้ด้วยการเก็บภาษีคนรวยและบรรษัทต่างๆ อันจะช่วยลดมาตรการรัดเข็มขัดของภาครัฐ ลดเงินเฟ้อ ลดราคาสินค้า ลดความอดอยาก ทำให้รัฐบาลมีงบประมาณลงทุน เพิ่มงบสาธารณสุข เพิ่มงบกระทรวงศึกษา สร้างเศรษฐกิจสีเขียว

     ความยากจนเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาหนึ่ง แต่ปัญหามีมากกว่านั้น ผลของความยากจนจะบั่นทอนเศรษฐกิจ ส่งเสริมการทุจริตคอร์รัปชัน บั่นทอนประชาธิปไตย เกิดการเมืองเลือกข้าง พวกมหาเศรษฐีนี่แหละที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าคนทั่วไป

     ด้วยการเก็บภาษีคนรวย (wealth tax) 2% จากเศรษฐีเงินล้าน (world’s millionaires) 3% จากพวกที่มีมากกว่า 50 ล้าน และ 5% จากพวกเศรษฐีพันล้าน จะสามารถระดมเงินได้ถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี มากพอที่จะทำให้ 2,000 ล้านคนหายจน โลกเท่าเทียมมากขึ้นทันที ลดการกดขี่ได้มากมาย ลดการใช้อำนาจในทางที่มิชอบ

     ผลโพลหลายสำนักจากหลายประเทศให้ข้อสรุปตรงกันว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเก็บภาษีคนรวย

     ถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนเศรษฐกิจแนวใหม่ สร้างโลกที่เสมอภาคมากขึ้น คนยากจนมีการศึกษาดีขึ้น สุขภาพได้รับการดูแลมากขึ้น ที่สุดแล้วการกระจายความมั่งคั่งจะช่วยให้เศรษฐีรวยขึ้นกว่าเดิมเพราะเศรษฐกิจเติบโตขยายตัวอย่างยั่งยืน เรื่องเหล่านี้ขึ้นกับนโยบายรัฐบาลโดยแท้ ขึ้นกับว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆ จะทำหรือไม่

อภิมหาเศรษฐีควรเสียภาษีเท่าไหร่:

     มีคำถามว่ากลุ่มคนร่ำรวยที่สุดของโลก 1% แรกควรเสียภาษีเท่าไหร่ องค์การอ็อกแฟมเห็นว่าคนกลุ่มนี้ควรเสียภาษี 60% ของรายได้รวมทุกช่องทาง ทั้งจากกิจการและจากการลงทุน ตัวเลข 60% นี้คิดเป็น 2 เท่าของอัตราภาษีเฉลี่ยที่ตอนนี้เศรษฐีต้องจ่ายตามกฎหมาย ต้องเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกซึ่งจะลดการสะสมความมั่งคั่ง ลดการสะสมอำนาจผ่านเงินตรา

     และควรเก็บภาษีอันเนื่องจากการลงทุนให้หนักกว่าการเก็บภาษีรายได้ที่มาจากการทำงาน ซึ่งทุกวันนี้ภาษีรายได้จากการทำงานมักสูงกว่า

     การเก็บภาษีคนรวยควรทำพร้อมกันทุกประเทศ หยุดระบบเศรษฐกิจที่เอื้อเกิดมหาเศรษฐีพันล้านซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าระบบเศรษฐกิจผิดพลาด เป้าหมายสุดท้ายคือ ลดความเหลื่อมล้ำ การเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเป็นเครื่องมือที่ถูกต้อง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทำไมสมาชิกอาเซียนสนใจเข้าBRICS

ประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนามพยายามสัมพันธ์ดีกับมหาอำนาจทั้งหลาย ไม่อิงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนเกินตัว มอง BRICS เป็นโอกาสใหม่

ระบบโลกที่บิดเบี้ยว (2) สงครามยูเครน

เงื่อนไขสงบศึกของปูติน การใช้ทรัพย์รัสเซียที่ยึดได้เป็นหลักฐานชี้ว่าต่างฝ่ายต่างยืนยันรบต่อ บ่งชี้ระเบียบโลกที่บิดเบี้ยว ต้องสู้กันต่อไป

ปูตินยกระดับสัมพันธ์เกาหลีเหนือ-รัสเซีย

บัดนี้เกาหลีเหนือสามารถส่งกระสุนอาวุธต่างๆ ช่วยรัสเซียทำศึกยูเครน แม้กระทั่งส่งกองทัพเกาหลีเข้ารบโดยตรง ดังที่ผู้นำเกาหลีเหนือกล่าวว่า ปูตินคือเพื่อนแท้ที่ดีที่สุด

ระเบียบโลกที่บิดเบี้ยว (1)

สัจนิยมมีข้อดีหลายอย่างแต่เปิดช่องให้รัฐบาลบางประเทศตีความว่าสามารถรุกรานประเทศอื่นๆ เป็นเรื่องปกติของโลก บางประเทศพยายามทำให้ดูดีอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเอง

ไล่ ชิงเต๋อจะพาไต้หวันรบจีนไหม (2)

การประกาศเอกราชอาจอยู่ในแผนที่ต้องดำเนินตามขั้นตอน ดังผู้เชี่ยวชาญตะวันตกบางคนวิเคราะห์ว่ากองทัพจีนจะบุกไต้หวันในสมัยรัฐบาลไล่ชุดนี้