ต้องบอกว่า “ปี่กลองทางการเมือง” เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แล้วหลังรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ประกาศเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 พ.ย. เพราะตั้งแต่เริ่มต้นสัปดาห์ก็จะเห็นความคึกคักว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายลูก 2 ตัวที่จะต้องตามมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” หรือ กกต. ก็ไวปานกามนิตหนุ่ม เมื่อได้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ไปยัง กกต.จังหวัดต่างๆ เพื่อฟังความคิดเห็นแล้ว ในขณะที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น ก็เชื่อว่าไม่เกินสัปดาห์นี้น่าจะส่งไปฟังด้วยเช่นกัน ...๐
ในขณะที่รัฐบาล รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านก็คึกไม่แพ้กันในการที่จะเสนอกฎหมาย 2 ฉบับประกบฉบับ ครม.หรือฉบับ กกต.เองด้วย ซึ่งก็ คงมาในรูปแบบเดียวกันกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์นั่นแลที่จะส่งเข้าไปรวดเดียว 7-8 ฉบับแล้ว สุดท้ายก็เหลือมาแค่ฉบับของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 21 พ.ย.นั่นเอง ดูๆ แล้วปัญหาที่น่าจะมากที่สุดในเรื่อง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.คงเป็น เรื่อง “ไพรมารีโหวต” เป็นด้านหลัก ซึ่งดูแล้วไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐของลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือพรรคประชาธิปัตย์ของอู๊ดด้า “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หรือ แม้แต่พรรคชาติไทยพัฒนาของ “กัญจนา ศิลปอาชา” ต่างก็ไม่อยากได้ โดยต่างมองว่าเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ แต่ดูเหมือน “เพื่อไทย” ในบังเหียนของ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” กลับเห็นต่างที่จะให้คงอยู่ แต่ก็ให้ทำแบบย่นย่อลง ซึ่งก็ต้องไปลุ้นกันว่าผลการโหวตเรื่องดังกล่าวใครจะเข้าวิน ...๐
ที่แน่ๆ นอนมาก็คือเรื่องของการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนนั้น พรรคใหญ่และพรรคขนาดกลางบางพรรคต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน ที่จะใช้ระบบ MMM ในการคำนวณเก้าอี้ เพราะต้องไม่ต้องการ ส.ส.ปัดเศษแล้ว ในขณะที่ พรรคก้าวไกลในมือของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพรรคขนาดกลางบางส่วน รวมถึงพรรคขนาดเล็กทั้งหลาย ที่มีตัวตั้งตัวตีอย่าง “นพ.ระวี มาศฉมาดล” หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ยังคงจะดิ้นเฮือกสุดท้าย จะมีการรวมตัว รวมเสียงดันระบบ ส.ส.พึงมีและระบบ MMP ให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งหากดูตามเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่แก้ไขเพิ่มเติม ต้องบอกว่าน่าจะถึงทางตันทั้งสำหรับก้าวไกลและพรรคเล็กอย่างมาก และถึงแม้จะดึงดันโหวตก็พ่ายแพ้ราบคาบอยู่วันยังค่ำ เพราะงานนี้ “พลังประชารัฐ” และ “เพื่อไทย” เห็นดีเห็นงามกันแน่นอน ...๐
งานนี้หากพรรค ก.ก.และพรรคเล็กอยากให้มี ส.ส.ปัดส่วนคงอยู่ คงต้องหันไปเชียร์ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” หัวหน้าพรรคไทยภักดีที่ร่ำๆ ว่าจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รีบดำเนินการ และให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในทางเป็นคุณเท่านั้น ...๐
ไม่ใช่แค่ “รัฐธรรมนูญเพิ่มเติม” บังคับใช้เท่านั้นที่ทำให้นักการเมืองรู้สึกกระดี๊กระด๊าว่าด้วยการเลือกตั้งเท่านั้น ในส่วนของพรรคการเมืองเองก็เริ่มขยับ ทั้งเรื่องการโยกย้าย การสับเปลี่ยนพรรคกันอย่างเมามัน รวมทั้งการประกาศสโลแกนหรือแนวนโยบายการหาเสียงออกมาบ้างแล้ว ที่สำคัญการขยับของพรรครัฐบาลที่เป็นอันดับหนึ่งอย่าง “พลังประชารัฐ” ในการประชุมพรรคเมื่อวันอังคาร ก็ยิ่งทำให้กระแสการเลือกตั้งใหม่ดูเหมือนจุดไฟติดขึ้นมาทีเดียว ...๐
แต่เมื่อส่องดูยุทธศาสตร์หรือสโลแกนที่จะใช้อย่าง "เศรษฐกิจพัฒนา ประชาชนมีสุข ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ประเทศชาติมั่นคง" ก็บอกได้คำเดียวว่า เชยมากจ้าพ่อคุณ เพราะดูเหมือนยุคอนาล็อกอย่างไรอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นความยาวยืด รวมทั้งยังไม่มีสัมผัสนอกสัมผัสในในการจดจำเสียเลย สงสัยจะต้องมีการปรับแก้กันให้กระชับและโดนใจมากกว่านี้น่า “ลุงป้อม” ...๐
ส่วนที่แพลมเรื่องนโยบายออกมาก็ต้องบอกว่าถือเป็นน้ำจิ้มในเรื่องนโยบายประชานิยมก็ว่าได้ ทั้งเรื่องบัตรเครดิตครอบครัวละ 5 หมื่นบาท นโยบายตำบลละ 20 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าพรรคการเมืองต่างๆ ก็มีนโยบายแนวนี้อยู่ในใจแล้ว ขึ้นอยู่กับใครจะงัดออกมาใช้ก่อนเท่านั้น และ คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะไม่มีนโยบายแนวนี้ เพราะไปสร้างบรรทัดฐานจนเคยตัวกันหมดแล้ว ...๐
ทิ้งท้ายด้วยข่าวในแวดวงพระสงฆ์องคเจ้ากันบ้าง เพราะดูเหมือนควันหลงว่าด้วย ปมปลด 3 อดีตเจ้าคณะจังหวัดที่ยังไม่มอดดับดี เริ่มมีการเติมเชื้อฟืนเชื้อไฟให้ลุกโชนขึ้นมาเสียแล้ว โดยเฉพาะล่าสุดถึงกับมีข่าวลือสะพัดในสนามสอบธรรมสนามหลวงชั้นโทและเอกทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 21-24 พ.ย.นี้กันเลยทีเดียว โดย พุ่งเป้าไปที่ "สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” หรือสมเด็จชิน ที่ดำรงตำแหน่งทั้งเลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช และแม่กองธรรมสนามหลวง งานนี้แม้จะเป็นข่าวลือ แต่ถ้าไม่มีไฟ ที่ไหนจะมีควันเล่า เผลอๆ ไปๆ มาๆ วงการผ้าเหลืองอาจแซงหน้าวงการการเมืองในความร้อนแรงก็เป็นได้ใครจะไปรู้...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน
บันทึกหน้า 4
โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ปฏิเสธว่า ไม่เคยพูดว่า ภท.จะได้ สส. 200 ที่นั่ง ความจริงแล้วสื่อถามนำ นายอนุทินก็รับลูกไปตามน้ำ แต่ภายใน ภท.ประเมินกันว่าจะได้ สส.เขตประมาณ 150-160 ที่นั่ง
บันทึกหน้า 4
การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม
บันทึกหน้า 4
เห็นนักการเมืองมักเสนอตัดงบประมาณกองทัพ งานด้านความมั่นคง อย่างภาคภูมิใจ แต่น้อยคนที่จะเสนอตัดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง นั่นคือเงินเดือน สส. ค่าตอบแทน รวมไปถึงผู้ช่วย สส. ที่แต่ละปีใช้งบประมาณแผ่นดินจำนวนมาก ยิ่งช่วงหาเสียงเลือกตั้งแบบนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ หาพรรคการเมืองที่ชูนโยบายรัดเข็มขัดรัฐสภา เพื่อช่วยลดงบประมาณแผ่นดินยามประเทศเจอวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้เลย
บันทึกหน้า 4
"แบงก์ชาติ" ออกโรงเอง! "วิทัย รัตนากร" ผู้ว่าการ ธปท. สายบู๊ นั่งเก้าอี้ไม่ถึง 4 เดือน ลุยปราบทุนเทา ล่าสุดโชว์ผลงานช่วยจับซื้อเสียง หลังได้กลิ่นตุๆ ในช่วง 2 สัปดาห์นี้ มีการถอนเงินสดก้อนใหญ่ประมาณ 450 ล้านบาท
บันทึกหน้า 4
เรียกว่าเริ่มเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว พรรคการเมืองต่างๆ ก็เริ่มปล่อยหมัดเด็ดหมัดน็อกออกมากันยกใหญ่ โดยใน ค่ายน้ำเงินของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นอกจากเดินสายหาเสียงแบบออร์แกนิกแล้ว


