'กลุ่มเพื่อนเนวิน 2'

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นอกจากเป้าหมายใหญ่พื้นที่อีสานใต้แล้ว ล่าสุดยังได้กำลังหลักจากบรรดาบ้านใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง นำโดย "ส.ส.แดง" นายมณเฑียร สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) "เจ๊มันแกว" หรือนางนันทนา สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาภิวัฒน์ เป็นคนภูมิใจไทย  

เลือกตั้งอีกไม่นานนี้ สองพี่น้องจากชัยนาทได้รับภารกิจรับผิดชอบพื้นที่ภาคกลางให้กับพรรคคนเลือดน้ำเงิน 

ปะหน้า "เจ๊มันแกว" บอกว่า ขณะนี้ได้รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลางกว่าสิบเขต ส่วนใหญ่เป็นอดีต ส.ส.จากจังหวัดชัยนาท กาญจนบุรี เพชรบุรี ลพบุรี นนทบุรี นครปฐม เป็นต้น ที่ย้ายเข้ามา    

"เจ๊มันแกว" บอกว่าพื้นที่ภาคกลาง ชาวบ้านจะยึดในตัวบุคคลเป็นหลัก คนไหนลงพื้นที่ คนไหนทำงาน ก็มักจะได้รับความไว้วางใจ รวมทั้งนโยบายต่างๆ ที่แก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนก็จะเป็นจุดขาย ขณะที่กระแสพรรคก็มีส่วน แต่ถือเป็นเรื่องรอง เพราะพื้นที่นี้เสาไฟฟ้าใช้ไม่ได้  

ในส่วนของ ส.ส.กลุ่มตัวเอง ที่ผ่านมาก็ทำงานอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา ตามแนวทางของพรรคที่สั่งให้ดูแลชาวบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดทั้ง 7 วันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค จึงมั่นใจว่าการเลือกตั้งที่กำลังมาถึงนี้จะได้รับความไว้ใจจากประชาชนเช่นเดิม 

นักข่าวถามว่า กลุ่มอดีต ส.ส.ภายใต้การนำของ "ส.ส.แดง" และ "เจ๊มันแกว" ในพรรคภูมิใจไทยมีชื่อหรือไม่ ส.ส.นันทนาตอบทันทีว่า "กลุ่มเพื่อนเนวิน 2" เพราะอดีต ส.ส.กลุ่มนี้เคยทำงานกับท่านเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย อีกทั้ง "พี่แดง" และ "พี่มันแกว" เอง เคยร่วมงานตั้งแต่พรรคชาติไทย ก่อนจะมาตั้งเป็นพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นการกลับมาครั้งนี้ก็เหมือนกลับมาบ้านเก่า และทำงานกับคนเก่าที่เรานับถือและเข้าใจนักการเมืองเป็นอย่างดี

หาก "กลุ่มเพื่อนเนวิน 2" คว้าชัยได้ตามเป้าหมาย ตำแหน่ง รมต.คงไม่น่าพลาดอย่างแน่นอน (อิอิ).

ช่างสงสัย 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ซื้ออาหารทานเอง'

'ซื้ออาหารทานเอง' กลายเป็นการสร้างเสียงฮือฮาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ หมอวรงค์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวันแรกที่มีการประชุมสภา วันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าการกลับเข้าสภาในรอบ 12 ปี เริ่มต้นก็จัดหนัก เพราะสิ่งที่ หมอวรงค์ ได้พูดคือเรื่องของอาหารกลางวัน สส.และผู้ช่วย สส. ที่เกี่ยวข้องกับตัว สส.โดยตรง ทำให้หลายคนตอบสนองเรื่องการนำอาหารกลางวันมารับประทานเอง หรือบางส่วนก็ลงไปซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภาร่วมกับข้าราชการ หรือบุคลากรที่ทำงานภายในรัฐสภา แต่ที่มีการพูดถึงวงกว้างคือ มีการนำอาหารกลางวันเป็นปิ่นโตเถาใหญ่พกมาจากบ้าน ทำให้โซเชียลแสดงความเห็นในด้านต่างๆ ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ด้าน หมอวรงค์ ที่ถือได้ว่าเป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้ ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน จากนั้นเมื่อประชุมไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง หมอวรงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การหารือระหว่างประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” ถือได้ว่าเป็นแรงกระเพื่อมลูกหนึ่งที่ได้มีการขับเคลื่อนในสมัยประชุมนี้ คงต้องรอดูว่าทั้ง หมอวรงค์ หรือ สส.ท่านอื่น จะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์อีกบ้าง.

จาริสตาร์ 32

ช่วงที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาพลังงานและน้ำมัน ที่ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนเป็นครั้งแรกในงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”

ฝ่ายค้านครั้งแรก

ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง

ผู้จุดประเด็น

ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง

‘ตื่นเต้นนิดๆ’

จบลงไปแล้วสำหรับฤดูกาลเลือกตั้งไทย แต่เรื่องราวที่น่าจดจำยังมีอีกมาก โดยเฉพาะวีรกรรมต่างๆ จากคนในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดบุคคลระดับบิ๊ก กกต. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งปกติเรามักจะเห็นภาพท่านในมาดนักสืบสวนสุดเนี้ยบ ยอมเปิดใจย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาคน กกต.หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้

‘บ่นแทนประชาชน’

อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง จึงทำให้เกิดผลกระทบแทบจะทั่วทั้งโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังกระทบถึงคุณภาพชีวิตที่สินค้าขึ้นราคา รวมถึงปัญหาใหญ่คือน้ำมันที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคน