ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง “คน กทม.เลือกพรรคไหน” คำถามที่น่าสนใจคือ บุคคลที่คนกรุงเทพฯ จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งนี้ พบว่าอันดับ 1 ประชาชน 25.08% ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) อันดับ 2 ประชาชน 24.20% ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร (อุ๊งอิ๊ง) ชินวัตร (พรรคเพื่อไทย) อันดับ 3 ประชาชน 18.24% ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (พรรครวมไทยสร้างชาติ)ทั้ง 3 รายชื่อคู่คี่สูสี ไม่ทิ้งกันมากนัก เรียกได้ว่าหายใจรดต้นคอ คนกรุงจะเลือกรัฐบาล หรือเลือกฝ่ายตรวจสอบรัฐบาล ยังต้องลุ้นกันอีกหลายยก ...๐
อดไม่ได้ที่จะนึกถึง "สองนคราประชาธิปไตย" ทฤษฎีการเมืองที่นำเสนอโดย "เอนก เหล่าธรรมทัศน์" เพื่อสะท้อนสภาพปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย ความไม่มั่นคงลงตัวของระบอบประชาธิปไตยนับแต่ต้นทศวรรษ 2520 ช่วงที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ" จนกระทั่งกลางทศวรรษ 2530 ที่มวลชนคนชั้นกลางลุกขึ้นขับไล่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. เป็นผลมาจากคนชั้นกลางในเมืองและชาวนาชาวไร่ในชนบท ซึ่งเป็นฐานความชอบธรรมให้กับการประชันขันแข่งทางการเมืองระหว่างคณะทหารและพรรคการเมือง มีโลกทัศน์ต่อ “ประชาธิปไตย” แตกต่างกัน
จนกล่าวได้ว่า คนชนบทเป็นผู้ “ตั้ง” รัฐบาล เพราะเป็น “ฐานเสียง” ส่วนใหญ่ของพรรคการเมือง ขณะที่คนชั้นกลางเมืองเป็นผู้ “ล้ม” รัฐบาล เพราะเป็น “ฐานนโยบาย” ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลผ่านสื่อมวลชน การเรียกร้องกดดันรัฐบาล ไปจนถึงการเชื้อเชิญให้ทหารแทรกแซงการเมืองโดยการรัฐประหารยึดอำนาจ สำนึกรู้และความเข้าใจ “ประชาธิปไตย” ที่ต่างกันนี้ จึงกลายเป็นมูลเหตุให้การเมืองไทยเหวี่ยงไปมาระหว่างเผด็จการที่ล้าหลังกับประชาธิปไตยที่ขาดความชอบธรรม ...๐
"สองนคราประชาธิปไตย" ยังคงสืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้รูปแบบอาจเปลี่ยนไปบ้างเช่นกรณีพรรคเพื่อไทย ที่มีฐานมวลชนจากต่างจังหวัด แม้จะชนะเลือกตั้งอันดับ 1 แต่กลับเป็นฝ่ายค้าน แต่ในส่วนที่ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ การเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลลาออก ถูกชิงตัดหน้าโดยการรัฐประหาร โดยเฉพาะ 2 ครั้งล่าสุด คือ 9 กันยายน 2549 และ 22 พฤษภาคม 2557 รวมทั้งประชาธิปไตยที่ขาดความชอบธรรม อย่างเช่นกรณีรัฐบาลระบอบทักษิณ ที่ใช้ประชาธิปไตยเข้าสู่อำนาจเพื่อคอร์รัปชัน ...๐
"ภูมิธรรม เวชยชัย" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ตีปี๊บเรียกร้องประชาชนออกจากระบอบประยุทธ์ ด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยแลนด์สไลด์ “...เราเรียกร้อง 310 เสียง เราไม่ได้เรียกร้องเพราะเรากระหายอำนาจ แต่มันเป็นหนทางเดียวที่จะสู้กันในระบอบรัฐสภา ที่จะสามารถต่อกรกับส.ว. 250 คน ที่สามารถไปปิดสวิตช์ ส.ว.ได้ และเป็นเราที่จะเป็นเครื่องมือในระบอบประชาธิปไตยที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ ลำพังเราไม่สามารถทำได้ ดังนั้น วันนี้เราเรียกร้องประชาชนให้มาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยใช้สิทธิที่มีอยู่ในมือ กาบัตรสองใบ เลือกเพื่อไทยทั้งคนและพรรค เราจะสามารถบรรลุ 310 เสียง เพื่อนำไปสู่ 310 เสียงบวกบวก จนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในประเทศในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้..."
การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนยังคงถูกแยกออก 2 ขั้วเช่นเคย ขั้วที่ต้องการออกจากระบอบประยุทธ์ กับขั้วที่ต่อต้านระบอบทักษิณ การต่อสู้ของประชาชน 2 ขั้วหากจบลงที่ผลเลือกตั้งคงไม่มีอะไรน่าห่วง แต่ในข้อเท็จจริง หากระบอบทักษิณชนะ สิ่งที่น่ากังวลคือ การคอร์รัปชัน เพราะ 2 รัฐบาลในระบอบทักษิณ คือรัฐบาลทักษิณกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการคอร์รัปชันกันมโหฬาร บวกกับการห่างหายจากการเป็นรัฐบาลมาถึง 8 ปีเต็ม ไม่มีอะไรการันตีว่านักการเมืองจะมีสำนึกและหยุดโกง ...๐
พลิ้วขึ้นเยอะ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" ให้สัมภาษณ์นักข่าวด้วยลีลาหาเรื่องกับเขาก็เป็นด้วย ปกติเรียบร้อยติดมาดคุณหนู ล่าสุดนักข่าวถามถึงการเปิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้คำตอบสมกับการเป็นนักการเมืองเต็มตัว “...อย่างที่บอกไป ว่าสำหรับพรรคก้าวไกลแล้ว เป้าหมายทางการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือเป็นเรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างและระบบ จึงไม่ได้ให้ราคาและความสำคัญกับเรื่องนี้...”
การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคก้าวไกลถูกคาดหมายจากนิด้าโพลว่าจะเป็นพรรคที่ชนะเลือกตั้งเป็นลำดับที่สองรองจากพรรคเพื่อไทย ก็สมราคาที่ "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" อาจได้เป็นเสนาบดีกระทรวงสำคัญ หรืออาจถึงขึ้นได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะอดีตถูกจารึกไว้แล้ว พรรคเพื่อไทยเคยเสนอชื่อ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" ชิงตำแหน่งนายกฯ หากจะเกิดซ้ำอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก นี่ยังไม่เลือกตั้งด้วยซ้ำ ไม่ให้ราคาคนอื่นเสียแล้ว ประมาทเกินไปหรือเปล่า ได้เป็นนายกฯเมื่อไหร่ อย่าลืมราคาที่ต้องจ่าย เพราะพรรคเพื่อไทยจะเอาคืนแพงมาก ...๐
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาฯ อีกสองคน ก็ชัดเจนลงตัวแล้ว โดยประธานสภาฯ คือ โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์หลายสมัย สายตรงเนวิน ชิดชอบ
บันทึกหน้า 4
ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2569 แล้วโดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2569 เป็นต้นไป ซึ่ง “ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์” เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ระบุว่า
บันทึกหน้า 4
ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลาป่วย มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นประธานแทน ต่อมาเวลา 11.45 น. นายกฯ
บันทึกหน้า 4
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ใกล้ได้ข้อสรุป หลังการเจรจาพรรคร่วมรัฐบาลคืบหน้าอย่างชัดเจน โดยสูตรรัฐบาลที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ 291 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคขนาดเล็กบางส่วน
บันทึกหน้า 4
บันทึกบอกกล่าวเล่าสิบ ..หลังผ่านการเลือกตั้งมาตั้งแต่ 8 ก.พ. ได้ฤกษ์แล้วว่า ในวันที่ 14 มี.ค.ศกนี้ จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมสภาอย่างเป็นทางการเพื่อเลือก "ประธานรัฐสภา" อันถือเป็นลำดับขั้นตอนแรกก่อนที่จะมีการโหวต "นายกรัฐมนตรี" คนที่ 33 ให้ไปบริหารจัดการราชการแผ่นดินต่อไป ...
บันทึกหน้า 4
กลับสู่โหมดการเมืองเต็มตัว หลัง กกต. ปลดล็อก รับรอง สส. ระบบเขต และปาร์ตี้ลิสต์ 499 คน เหลือแค่สุพรรณบุรี เขต 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จากพรรคภูมิใจไทย ที่โดนแขวน เนื่องจากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งส่อทุจริต "ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์"


