
การประกาศวางมือทางการเมือง ของ "บิ๊กตู่" พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ครองอำนาจมา9 ปี ยอมรับว่าได้บริหารประเทศก่อประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง
ในแง่ของผลงาน ของ "บิ๊กตู่" ก็มีให้เห็นมากมาย อาทิ การจัดงานประชุม APEC และนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG สู่สากล การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางบก-ทางน้ำ-ทางอากาศ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 5G ระบบพร้อมเพย์ EEC เขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุฯ สะสมเงินสำรองระหว่างประเทศจนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลกในปี 2565
และซื้อทองคำเข้าทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มมากที่สุดในเอเชีย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีทองคำเพิ่มจาก 152.41 ตันมาอยู่ที่ 244.16 ตัน ทำให้ทุนสำรองที่เป็นทองคำเพิ่มขึ้นถึง 60.20% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การก่อสร้างรถไฟฟ้าหลากหลายสายและสีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
ในแง่ของการเมือง ที่ผ่านมา สามารถหยุดยั้งระงับสถานการณ์ความวุ่นวายของบ้านเมือง ธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด กระทั่งสถาปนาเป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยม
แต่เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนไปผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่หวัง ก็เลือกที่จะเสียสละตัวเอง เพื่อรีเซ็ตการเมือง ให้การเมืองเดินไปได้ หากพรรคอันดับหนึ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ
ด้วยการสลายขั้วพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ให้เป็นอิสระ สามารถข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่า "พิธา ลิ้มเจริญรัตน์" หัวหน้าและแคนดิดเตดนายกฯจากพรรคก้าวไกล จะไม่ได้รับเลือกจากรัฐสภาด้วยเสียง 376 เสียง พร้อมผลักดันพรรคก้าวไกลเป็นไปฝ่ายค้าน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนให้คนแดนไกลได้กลับบ้านใช่หรือไม่
ส่วนพรรคใดจะพลิกมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่แทน และใครจะเป็นนายกฯถือธงนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป
ช่างสงสัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ซื้ออาหารทานเอง'
'ซื้ออาหารทานเอง' กลายเป็นการสร้างเสียงฮือฮาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ หมอวรงค์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวันแรกที่มีการประชุมสภา วันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าการกลับเข้าสภาในรอบ 12 ปี เริ่มต้นก็จัดหนัก เพราะสิ่งที่ หมอวรงค์ ได้พูดคือเรื่องของอาหารกลางวัน สส.และผู้ช่วย สส. ที่เกี่ยวข้องกับตัว สส.โดยตรง ทำให้หลายคนตอบสนองเรื่องการนำอาหารกลางวันมารับประทานเอง หรือบางส่วนก็ลงไปซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภาร่วมกับข้าราชการ หรือบุคลากรที่ทำงานภายในรัฐสภา แต่ที่มีการพูดถึงวงกว้างคือ มีการนำอาหารกลางวันเป็นปิ่นโตเถาใหญ่พกมาจากบ้าน ทำให้โซเชียลแสดงความเห็นในด้านต่างๆ ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ด้าน หมอวรงค์ ที่ถือได้ว่าเป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้ ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน จากนั้นเมื่อประชุมไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง หมอวรงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การหารือระหว่างประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” ถือได้ว่าเป็นแรงกระเพื่อมลูกหนึ่งที่ได้มีการขับเคลื่อนในสมัยประชุมนี้ คงต้องรอดูว่าทั้ง หมอวรงค์ หรือ สส.ท่านอื่น จะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์อีกบ้าง.
จาริสตาร์ 32
ช่วงที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาพลังงานและน้ำมัน ที่ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนเป็นครั้งแรกในงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”
ฝ่ายค้านครั้งแรก
ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง
ผู้จุดประเด็น
ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง
‘ตื่นเต้นนิดๆ’
จบลงไปแล้วสำหรับฤดูกาลเลือกตั้งไทย แต่เรื่องราวที่น่าจดจำยังมีอีกมาก โดยเฉพาะวีรกรรมต่างๆ จากคนในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดบุคคลระดับบิ๊ก กกต. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งปกติเรามักจะเห็นภาพท่านในมาดนักสืบสวนสุดเนี้ยบ ยอมเปิดใจย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาคน กกต.หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้
‘บ่นแทนประชาชน’
อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง จึงทำให้เกิดผลกระทบแทบจะทั่วทั้งโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังกระทบถึงคุณภาพชีวิตที่สินค้าขึ้นราคา รวมถึงปัญหาใหญ่คือน้ำมันที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคน

