
ไม่ต้องรอ ไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องเดาให้เสียงานเสียการ ผบ.ต่อ-พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เคาะระฆังสัญญาณเริ่มต้นกระบวนการแต่งตั้งตำรวจระดับ "นายพัน" ตำแหน่ง รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ลงไปถึง สารวัตร (สว.) วาระประจำปี 2566 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา หลังการแต่งตั้งระดับ "นายพล" เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 26 ต.ค. รอเสนอโปรดเกล้าฯ ตามกฎหมาย ก็มาถึงคิว "นายพัน" ที่ตอนนี้ทุกกองบัญชาการ และหน่วยขึ้นตรงได้นับหนึ่งตามระเบียบการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ด้วยการประกาศลำดับอาวุโสตำแหน่ง รอง สว.ถึง ผกก.
เพื่อให้ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตรวจสอบความเรียบร้อยภายใน 7 วัน จากนั้นก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการจัดทำบัญชีเสนอบอร์ดระดับกองบังคับการ และบอร์ดกองบัญชาการ ซึ่งระดับ "นายพัน" ในแต่ละกองบัญชาการ ผู้บัญชาการ (ผบช.) มีอำนาจในการแต่งตั้ง ส่วนหน่วยขึ้นตรง ตร.เป็นอำนาจของ ผบ.ตร. จากนั้นทุกหน่วยก็ส่งบัญชีรายชื่อมาให้ ตร.ตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนที่ทุกกองบัญชาการและหน่วยขึ้นตรง สนง.ผบ.ตร. จะประกาศคำสั่งแต่งตั้งตำรวจระดับ รอง ผบก.-สว.วาระประจำปี 2566 ก็จะเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน ซึ่งแนวโน้มหากไม่มีอะไรมากระทบ ไม่มีอะไรมากระเทือน ภายในสิ้นเดือน พ.ย.ทุกอย่างน่าจะจบ
จับกระแสฝุ่นควัน "นักวิ่ง" ในยุค "ผบ.ต่อ" ต้องบอกว่าเที่ยวนี้ไม่คละคลุ้งเหมือนหลายปีที่ผ่านมา ด้วยเพราะหลักเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และข้อกำหนด ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 ที่ถูกนำมาใช้บังคับในการแต่งตั้ง ทั้งการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นให้พิจารณาแต่งตั้งได้เฉพาะผู้ที่ดำรงตำแหน่งภายในส่วนราชการนั้น การย้ายต้องดำรงตำแหน่ง 2 ปีขึ้นไป เว้นแต่มีเหตุตามที่กำหนดไว้ ย้ายออกนอกหน่วยต้องเป็นไปโดยสมัครใจ ฯลฯ ทำให้ "ผบช." ต่างไม่กล้าขยับ ไม่กล้าฝืน ที่สำคัญ "ผบ.ต่อ" กำชับห้ามแตกแถว ห้ามฝ่าฝืนระเบียบ ข้อกำหนดตาม พ.ร.บ.ตำรวจ และข้อกำหนด ก.ตร. รวมทั้ง "ก.ตร.ตัวตึง" อย่าง บิ๊กเอก-พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ยังออกมาสะกิดเตือนบอก "หากผู้มีอำนาจแต่งตั้งดำเนินการไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องทุกข์ต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ทราบคำสั่งแต่งตั้ง" ก็ยิ่งทำให้ "ผบช." ต่างแถวตรง ไม่มีใครกล้าลองของ พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่ ที่ใช้แต่งตั้ง "นายพัน" เป็นปีแรก
ย้อนไปพลิกหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง "นายพัน" ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 หมวด 3 การบรรจุ การแต่งตั้ง และการเลื่อนขั้นเงินเดือน ตามมาตรา 77 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ให้แต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ (7) ตำแหน่ง รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) ให้แต่งตั้งตำรวจยศ พ.ต.อ. และเคยดำรงตำแหน่ง ผู้กำกับการ (ผกก.) มาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี (8) ตำแหน่ง ผกก.ให้แต่งตั้งตำรวจยศ พ.ต.ท. และเคยดำรงตำแหน่ง รองผู้กำกับการ (รอง ผกก.) มาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี (9) ตำแหน่ง รอง ผกก.หรือสารวัตรใหญ่ ให้แต่งตั้งตำรวจยศ พ.ต.ท. และเคยดำรงตำแหน่งระดับ สารวัตร (สว.) มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี (10) ตำแหน่ง สว.ให้แต่งตั้งตำรวจยศ ร.ต.อ.ขึ้นไป แต่ไม่สูงกว่า พ.ต.ท. และเคยดำรงตำแหน่งระดับ รองสารวัตร (รอง สว.) มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี ซึ่งตามสูตร "4-4-5-7" ถือเป็นมาตรฐาน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ แต่มาตรฐานจาก "ผบ.ต่อ" จะตัดเพิ่มขึ้นจากตะกร้ามาตรฐานหรือไม่ ก็คงต้องดูกัน
ทำดีต้องชื่นชม บิ๊กต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. เดินทางไปยัง สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมอย่างไม่เป็นทางการ และมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ ด.ต.พิเชษฐ จำปาทอง และ ส.ต.ต.นัธทวัฒน์ เกตุแก้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนนทบุรี จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2566 เวลาประมาณ 03.40 น. ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายและตรวจยึดอาวุธปืนได้ ป้องกันไม่ให้มีการก่อเหตุในพื้นที่ได้ต่อไป ซึ่ง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ได้กล่าวชื่นชมในความตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจทั้ง 2 นาย โดยการมอบรางวัลครั้งนี้เป็นไปตามแนวความคิดของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ที่ต้องการให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ตามนโยบาย “ดีเด่น ต่อเนื่อง”
แค่เกือบ 2 เดือนในเก้าอี้ รมว.กลาโหม ของ “สุทิน คลังแสง” ก็กลายเป็นขวัญใจของเหล่าทัพไปเสียแล้ว จนทำให้แฟนคลับที่เคยชอบลีลาอภิปรายตรวจสอบของ สส.สุทิน เมื่อครั้งที่เป็นฝ่ายค้านถึงขนาดออกอาการ “ผิดหวัง” เพราะบทบาทที่รุกรบเมื่อก่อนพลิกมาเป็น ความกลมกลืน กลมกล่อม เข้ากันได้ดีกับทหาร จนถูกมองว่าเป็นโฆษกของกองทัพไปเสียแล้ว แต่เจ้าตัวใช้เหตุผลอธิบายว่า หลังจากเข้ามารับฟังและทำงานด้วยจึงรู้ว่าสิ่งไหนทำได้ และทำไม่ได้ และต้องค่อยปรับแก้ไข พัฒนาในสิ่งที่เป็นจุดอ่อน พร้อมมุ่งเน้นผลของงานตามนโยบายของรัฐบาล และข้อสั่งการของนายกฯ ซึ่งกำกับดูแลฝ่ายความมั่นคงด้วยตนเอง โดยมี "บิ๊กเล็" พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขานุการ รมต.เป็น “มือขวา" ที่ถูกส่งมาช่วยงาน ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และยังได้รับมอบหมายงานจาก “บิ๊กทิน” ให้ไปหารือร่วมกับกองทัพเรือ ในการแก้ไขปัญหาเรื่องเครื่องยนต์เรือดำน้ำ ให้ได้ข้อยุติภายในเดือนธันวาคม ช่วงเวลาหมดสัญญากับจีน
ส่วนสภากลาโหม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมายังตั้งอีก 5 คณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาขับเคลื่อนงานที่รัฐบาลสั่งการ เพื่อให้เห็นผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.คณะทำงานขับเคลื่อนปรับปรุงโครงสร้างหน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพ มี พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกลาโหม เป็นหน้าคณะทำงาน 2.คณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาตรวจเลือกทหารกองประจำการและฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มี พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้า 3.คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสวัสดิการและกำลังพล ให้ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด เป็นหัวหน้า 4.คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด เป็นหัวหน้า 5.คณะกรรมการการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ที่ดินในความครอบครองของกระทรวงกลาโหม มี พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้า 6.คณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มี พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกลาโหม เป็นหัวหน้า
หลังจากนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในฯ ไปประชุมคณะกรรมการ ได้แถลงยืนยันไม่มีการยุบ กอ.รมน.และไม่มีอยู่ในนโยบายของพรรคเพื่อไทย ทำให้ฝ่ายที่ต้องการให้มีการแก้ไขกฎหมายและปรับภารกิจให้เหมาะสมออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ในทำนองว่าผู้นำกลายเป็นนายกฯ หุ่นเชิดไปเสียแล้ว พร้อมตั้งโจทย์เป็นข้อๆ ในเรื่องของงานที่ซ้ำซ้อน การใช้งบลับที่ปราศจากการตรวจสอบ ทำให้ กอ.รมน.ต้องเปิดโต๊ะแถลงข่าว โดยมี พล.อ.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กอ.รมน. พร้อมด้วย พล.ท.ดนัยวัฒนา รุ่งอุทัย อดีตรองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง กอ.รมน. และ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก กอ.รมน. เป็นผู้ชี้แจง โดยเฉพาะเรื่องงบลับนั้น มีการชี้แจงว่าในงบประมาณกว่า 7,000 ล้านบาทของ กอ.รมน.นั้น เป็นงบประมาณในระบบงบประมาณปกติ ไม่ใช่งบลับ โดยส่วนใหญ่จะใช้ในภารกิจแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนใต้อยู่ประมาณกว่า 6,000 กว่าล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นค่าใช้จ่ายตอบแทนในด้านกำลังพล รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ของพลเรือน ตำรวจ และทหารจำนวน เกือบ 5,000 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่ถูกจัดไว้ในหมวดรายจ่าย “งบลับ” ของ กอ.รมน.นั้นอาจมีเพียงราวๆ 10 ล้านบาทเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายยังคงต้องเป็นไปตามระเบียบทางราชการทุกประการ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบราชการ แต่ในระยะหลังงบส่วนนี้จะไม่มีแล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เลขาฯสมช.' รอ 'ผบ.ตร.' แจงคดีชายชาวจีนซุกอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม
เลขาฯสมช. รอ ผบ.ตร. แจงปมชายชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม 'พล.ต.อ.สำราญ' ระบุ อยู่ระหว่างสอบสวน
'บ้านจันทร์ส่องหล้า' พร้อมรับ 'ทักษิณ' จับตานักการเมืองแห่พบ
'บ้านจันทร์ส่องหล้า' พร้อมรับ 'ทักษิณ' พักโทษพ้นคุก ขณะที่มวลชนเสื้อแดง กทม. แห่มาคึกคัก จับตานักการเมืองเข้าพบนายใหญ่
'คลองเปรม' แทบแตก! วิญญัติ-พท.-เสื้อแดงแห่รับ 'ทักษิณ'
'ทนายวิญญัติ' เดินทางถึงเรือนจำฯ สีหน้ายิ้มแย้ม รอรับ 'ทักษิณ' พักโทษพ้นคุก ส่วนมวลชนเสื้อแดงแห่มาให้กำลังใจคับคั่ง ขณะที่ตำรวจหลายร้อยนายตรึงกำลังดูแลความปลอดภัย
หนุ่มลาวอกหัก เตรียมโดดน้ำประชดชีวิต พลเมืองดีช่วยไว้ทัน
เมื่อเวลา 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู รับแจ้งเหตุมีชายพยายามจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย บริเวณสะพานซาซ่า คลองชลประทาน ถนนสุขุมวิท ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง
ส้มจี้ 'สตช.' อย่าตัดตอนคลังแสงหนุ่มจีน ชี้เร่งสืบสวนเพิ่มขยายผล
'สส.ปชน.' จี้ 'สตช.' สืบสวนเพิ่มกรณีพบคนจีนครอบครองอาวุธสงคราม-ระเบิดจำนวนมากอย่างรอบคอบ หลัง 'ผบ.ตร.' แถลงอ้างผู้ต้องหาแค่สะสม บอก ถ้าชอบทำไมสะสมของอานุภาพแรงขนาดนี้ ถาม กลับ หากเกิดเหตุจริงใครจะรับผิดชอบ
คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า
สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่

