
ตั้งแต่มีปรากฏการณ์ลิซ่าฟีเวอร์ คนไทยจำนวนมากก็ได้ยินคำว่า Soft Power คำคำนี้ก็เลยกลายเป็น buzz ที่พูดกันแบบเลอะเทอะ เปรอะไปหมด โดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ บางคนคิดว่า Soft Power เป็น “สิ่งของ” ดังนั้นพอเห็นอะไรที่เป็นไทยๆ และมีเสน่ห์น่าสนใจ พอที่จะดึงดูดให้คนทั่วโลกชื่นชมและมีการกระทำบางสิ่งบางอย่างตามที่ประเทศไทยต้องการ ก็เรียกสิ่งนั้นว่า Soft Power ถ้าหากจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็จะรู้ว่า Soft Power เป็นกระบวนการในการจูงใจ เชิญชวนให้คนทั่วโลกชื่นชมสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นการจูงใจด้วยกระบวนการทำให้ผู้คนได้ “รู้จัก (awareness)” เมื่อรู้จักแล้ว ทำให้เกิดการ “ชื่นชอบ (appeal)” และต่อจากนั้นก็จะมี “พฤติกรรม (act)” อะไรบางอย่างตามที่ผู้ดำเนินการใช้กระบวนการ Soft Power ต้องการ
และผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยสรุปก็คือ เราใช้กระบวนการ Soft Power สร้าง Economic Power ด้วยการจูงใจที่ละมุนละม่อม เน้นการสื่อสารด้วยวิธีการต่างๆ ผ่านช่องทางต่างๆ โดยไม่ต้องบังคับขู่เข็ญ ด้วยการใช้กำลังหรือวิธีการใดๆ ที่เป็นการขู่บังคับ
คนที่ใช้คำว่า Soft Power เป็นคนแรกคือ Joseph Nye แห่ง Harvard University ในปี 1990 ด้วยการเขียนหนังสือเกี่ยวกับการสร้างอำนาจของสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี 2012 เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า “the best propaganda is not propaganda” หมายความการโฆษณาชวนเชื่อที่ดีที่สุด ต้องไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ หมายความว่าผู้คนที่ได้รับข่าวสารที่ผู้จูงใจใช้ จะเชื่อสิ่งนั้น โดยไม่รู้สึกว่ากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการโฆษณาชวนเชื่อ ในหนังสือของเขา การกำหนดเนื้อหาที่จะใช้ในกระบวนการจูงใจของเขานั้น เขาพูดถึง 3 ปัจจัยคือ วัฒนธรรม อุดมการณ์ทางการเมือง และนโยบายต่างประเทศ ที่จะทำให้ประเทศต่างๆ เสริมสร้างพลังทางเศรษฐกิจได้
ภายหลังต่อมามีการขยายความว่า การจะใช้ Soft Power ในการจูงใจให้คนทั่วโลกมีพฤติกรรมตามที่ประเทศใดประเทศหนึ่งต้องการนั้น ผู้ดำเนินการในการใช้ Soft Power เป็นกระบวนการในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากทุน (Capitals) ของประเทศดังต่อไปนี้ 1) ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural capital) ได้แก่ วิถีชีวิต อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ งานหัตถกรรมทั้งหลาย ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี งานเทศกาล การแสดงทางวัฒนธรรม 2) ทุนทางธรรมชาติ (Natural capital) ได้แก่ ความงามและ/หรือความเป็นเอกลักษณ์ของธรรมชาติ ได้แก่แม่น้ำ ลำธาร ทะเล หาดทราย ถ้ำ น้ำตก อุทยาน ป่า และลักษณะทางภูมิศาสตร์กายภาพที่มีความเป็นเอกลักษณ์ 3) ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่มีคุณค่าน่าเรียนรู้ และ 4) มนุษยชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ (People capital) ที่มีวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าสนใจ มีความแปลกเป็นเอกลักษณ์แตกต่างไปจากสิ่งที่คนทั่วไปคุ้นเคย อย่างที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Exotic ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกสนใจที่จะมาเยือน มาสัมผัส มาเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตรง
ดังนั้นอย่าใช้คำว่า Soft Power กันให้เปรอะจนเฝือ ไม่ใช่ทุกอย่างที่เป็นไทยจะเป็นเนื้อหาของการจูงใจแบบ Soft Power ไปทั้งหมด ถ้าหากสิ่งที่เป็นไทยนั้นไม่มีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจของคนทั่วโลกได้ ไม่มีพลังในการจูงใจที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ประเทศไทยเราต้องการ ก็อย่าไปเรียกสิ่งนั้นว่า Soft Power และที่สำคัญ อย่าคิดว่า Soft Power คือ “สิ่งของ” เพราะ Soft Power เป็น “กระบวนการจูงใจ” ที่ใช้ “สิ่งของ” ที่เป็น “ทุน” ของประเทศในการสร้างอิทธิพลทางความคิดและพฤติกรรมของชาวโลก โดยไม่มีการใช้อาวุธหรือกลวิธีบังคับขู่เข็ญใดๆ เพราะถ้าหากทำเช่นนั้นก็จะกลายเป็นการบังคับด้วย Hard Power ที่เป็นที่รังเกียจของประเทศต่างๆ
ประเทศไทยเราในยุครัฐบาลลุงตู่ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการที่จะวางยุทธศาสตร์การใช้ Soft Power ในการเสริมสร้าง Economic Power โดยใช้การบันเทิงในรูปแบบต่างๆ นำเสนอเรื่องราวของสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็นการจูงใจให้คนชื่นชอบสิ่งดีๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย มีการจัดสัมมนาแสวงหายุทธศาสตร์ในการจะดำเนินการส่งเสริมผลงานบันเทิงที่จะเผยแพร่สิ่งที่เป็นเนื้อหาของการจูงใจตามแนวคิดของ Soft Power นอกจากนั้นแล้วยังมีการกำหนดแนวทางของการเผยแพร่เรื่องราวของความเป็นไทยที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้คนทั่วโลกหลงรักประเทศไทย และมาเยือนประเทศไทย เพื่อสัมผัสสิ่งที่พวกเขาได้พบเห็นในผลงานบันเทิงต่างๆ ได้แก่ ภาพยนตร์ ละครทีวี สารคดี โฆษณา และข้อความบนพื้นที่ดิจิทัลทั้งหลาย นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนที่มาถูกทิศทาง เสียดายที่สิ่งที่ได้ทำกันแล้ว และกำลังทำอยู่ในตอนนั้น ไม่ได้ทำต่อ
กระทรวงวัฒนธรรมในยุคของรัฐบาลลุงตู่ ได้ดำเนินโครงการที่เป็นกระบวนการของ Soft Power โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเนื้อหาสำหรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จนทำให้กระทรวงวัฒนธรรมกลายเป็นกระทรวงกึ่งสังคม กึ่งเศรษฐกิจ โครงการที่สำคัญๆ และถือว่าเป็นยุทธศาสตร์การจูงใจตามแนวคิดของ Soft Power ได้แก่ 1) เที่ยวชุมชนยลวิถี ที่เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวไปเยือนชุมชนของชนเผ่าต่างๆ เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ (Unique) และแปลกแตกต่างไปจากสิ่งที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคย (Exotic) 2) การพัฒนาสินค้า CPOT (Cultural Product of Thailand) เป็นการพัฒนาสินค้าที่มีแนวคิดด้านวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน สร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจชุมชน 3) การจัดงานเทศกาลต่างๆ และพยายามผลักดันให้งานเทศกาลของไทยเป็นงานเทศกาลระดับโลกเพื่อจูงใจให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนประเทศไทย เพื่อร่วมงานเทศกาลเหล่านั้น 4) พยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเมืองในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO ซึ่งบัดนี้มีจังหวัดของประเทศไทยหลายจังหวัดได้รับการประกาศให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ ได้แก่ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ เพชรบุรีและภูเก็ตเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร เชียงใหม่และสุโขทัยเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรม และสุพรรณบุรีเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี
นอกจากนั้นแล้ว เพื่อให้การเสริมสร้าง Economic Power ของไทยด้วยกระบวนการ Soft Power ประเทศไทยเรายังกำหนดกรอบเนื้อหาที่จะใช้ในกระบวนการสื่อสารเพื่อการจูงใจเป็น 5F ได้แก่ Food (อาหาร), Fashion (ผ้าและเครื่องแต่งกาย), Film (สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์), Fight (มวยไทย) และ Festival (งานเทศกาล) จริงๆ แล้วถ้าหากจะเพิ่มอีก 2F ก็น่าจะได้ นั่นคือ Faith หมายถึงเรื่องราวของศาสนา ความเชื่อ ความศรัทธา รวมไปถึงกระแสมูเตลูที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือนประเทศไทย และ Fit ที่หมายถึงประเทศไทยมีความโดดเด่นด้านสุขภาพ ทั้งการนวด การแพทย์ สมุนไพร และการอยู่ดีมีสุข (Wellness) ที่มีทั้งการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ และโยคะ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวที่ประเทศไทยเรามีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ในการจูงใจให้คนทั่วโลกมีพฤติกรรมตามที่เราต้องการ เพื่อเสริมสร้าง Economic ของประเทศได้
ถ้าหากจะให้ความสำคัญกับการใช้ Soft Power เสริมสร้าง Economic Power ก็กรุณาเข้าใจอย่างถ่องแท้ ใช้คำอย่างประหยัดให้ตรงเรื่องตรงประเด็น อย่าใช้จนเปรอะ จนเฝือ เพราะถ้าหากพูดแบบไม่เข้าใจ แล้วใช้ไปเรื่อยเปื่อยจนผู้คนเขารำคาญ หรือเบื่อหน่าย แทนที่จะได้พวกเขาเป็นแนวร่วมช่วยให้กระบวนการ Soft Power ของประเทศไทยมีประสิทธิภาพประสิทธิผล พวกเขาอาจจะรู้สึกเบื่อแล้วไม่อยากมีส่วนร่วมก็ได้นะ เวลานี้การจัดอันดับพลังของการใช้ Soft Power ของประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 35 ของโลก อันดับ 6 ของเอเชีย ตามหลังจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอินเดีย ทั้งๆ ที่ความแข็งแกร่งทางด้านวัฒนธรรมของไทยเป็นที่ 6 ของโลก เป็นที่ 2 ของเอเชีย และเป็นที่ 1 ของ ASEAN แต่การใช้ประโยชน์จากทุนทางวัฒนธรรมของเรากลับสู้ประเทศต่างๆ ที่มีความแข็งแกร่งทางด้านวัฒนธรรมสู้เราไม่ได้ คงเป็นเพราะเรามัวไปมองว่า Soft Power คือสิ่งของหรือสิ่งต่างๆ ที่มีความเป็นไทย ไม่ได้มองเป็นกระบวนการของการจูงใจที่ต้องมียุทธศาสตร์การสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
คนที่เป็นผู้บริหารประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พัฒนาความรู้ให้ถ่องแท้หน่อยเถอะนะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เล่นการเมืองเพื่อใคร
ในสังคมประชาธิปไตย เมื่อมีการเลือกตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมีพรรคที่ชนะจัดตั้งรัฐบาล โดยรวมเสียงพรรคต่างๆ เข้าด้วยกันให้มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ในสภา และต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งมากพอสมควร
สิ่งสำคัญในการ'ฟื้นฟูชาติ'
ความพยายามฟื้นฟูประเทศจีน...ให้กลับมาเป็น ชาติที่ยิ่งใหญ่ อีกครั้ง หรือที่ผู้นำจีน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ท่านเรียกว่า The Great Rejuvenation of the Chinese Nation
ตำรวจนอกรีต!
ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ "ตำรวจ" ระดับ "นายพล" ที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 28 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษให้แก่ข้าราชการตำรวจที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล
ของใหม่ไม่ได้ดีเสมอไป
ในความทันสมัย เราจะเห็นภาษาอังกฤษว่า “neo” ที่แปลว่าใหม่ และภาษาไทย เราก็จะเจอคำว่า “นว” (อ่านว่า “นะวะ” ซึ่งก็แปลว่าใหม่เหมือนกัน นอกจากนี้ในวิชาการจัดการที่จะต้องสอนเรื่องการวาง
เมื่อชาวยิวถูกเกลียดชังไปทั่วทั้งโลก!!!
คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที
ส่องแคนดิเดต 'ผบ.ทร.' คนใหม่
สมกับเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้ "ตำรวจ" ไร้เส้น ไร้สายได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ ก.พ.ค.ตร. หลัง พ.ต.อ.หญิง สายวริน ลาภไพบูลย์พงศ์

