นับเนื่องตั้งแต่ “เศรษฐา ทวีสิน” รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อ 23 ส.ค.2566 จวบจนถึงปัจจุบันก็เรียกว่า บริหารประเทศมาได้แล้วกว่า 3 เดือน แต่ดูเหมือนผลงานจะเน้นไปเรื่อง “ราคาคุย” มากกว่าผลงานรูปธรรมที่จับต้องได้ ดูจากล่าสุดที่ตีปี๊บว่าด้วยการแก้ไขหนี้นอกระบบก็ใช้คำสวยหรูว่าเป็นการค้าทาสรูปแบบใหม่ จะทวงศักดิ์ศรีกลับคืนมา แต่สุดท้ายก็ไร้รูปธรรมจับต้องได้ ที่สำคัญก็ยังเป็นมาตรการเดิมๆ ที่ทำมาทุกยุคทุกสมัย ...๐
ที่ขำไม่ออกเข้าไปอีกก็คือ การแถลงตัวเลขที่ผิดพลาดจนทำให้ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาจับโป๊ะได้ตัวเบ้อเร่อ นั่นคือจำนวนตัวเลขหนี้นอกระบบที่บอกว่ามีแค่ 50,000 ล้านบาท เพราะนี่ยังไม่ถึง 1% จีดีพีเลย ซึ่งปัจจุบันจีดีพีไทยอยู่ที่ 17.9 ล้านล้านบาท
หากหนี้นอกระบบที่บอกว่าสูงถึง 90% ก็ควรจะอยู่ประมาณ 16 ล้านล้านบาท ซึ่งเรียกว่าต่างกันเป็น 100 เท่า แต่ “สมชัย” ก็ยังปราณีบอกว่าอย่าโทษนายกฯ เพราะอ่านตามที่เขียน แต่ต้องโทษข้อมูลโลกสวยของข้าราชการ แล้วเริ่มต้นโจทย์ด้วยตัวเลขผิดๆ จะแก้ปัญหาวาระแห่งชาติได้อย่างไร ...๐
นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่ “สมชัย” ถามถึงหนี้ในระบบว่าด้วยดอกเบี้ยบัตรเครดิตว่าจะลดลงเหมือนหนี้นอกระบบที่ 15% ได้ไหม เพราะทุกวันนี้คิดกันที่ 18% อันนี้ต้องบอกว่า “กูรูสมชัย” อาจยังไม่อัปเดต เพราะบางธนาคารคิดไปที่ 20-23% กันเลยทีเดียว และยังไม่นับค่าธรรมเนียมการกดเงินสดผ่านบัตรอีกต่างหาก ซึ่งแม้จะกดจำนวนเท่าใดแต่หากยังชำระไม่หมดตามที่กดมาก็จะต้องเจอค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน บวกดอกเบี้ย 20-23% ทุกเดือนไป จึงไม่รู้ว่า “12 ธันวาคม” ที่ “เศรษฐา” จะแถลงข่าวใหญ่ว่าด้วยการแก้ไขหนี้ในระบบนั้น จะกล้าแตะเรื่องเหล่านี้หรือไม่ ...๐
แล้วก็เชื่อว่างานนี้ “เสี่ยนิด” คงมีการควงแขน “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาร่วมเวทีแถลงด้วย ซึ่งหากพินิจพิเคราะห์การทำงานของผู้ว่าฯ แบงก์ชาติในช่วงที่ผ่านมาแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่ายากสสส์เสียเหลือเกินที่จะไปแตะบรรดาเสือนอนกินอย่างธนาคารพาณิชย์ทั้งหลาย เพราะล่าสุดแบงก์ชาติยังออกกฎล่าสุดให้มีการผ่อนจ่ายบัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8% แล้ว โดยเริ่มวันที่ 1 ม.ค.2567 ฉะนั้น การแถลงใหญ่เรื่องหนี้ในระบบก็คงมีวาทกรรมใหม่ๆ คลอดออกมาแต่ก็จับต้องอะไรไม่ได้เหมือนกับหนี้นอกระบบนั่นแล ...๐
ต้องถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของ “นายกฯ คนที่ 30” ที่ไม่กล้าคุยและโม้ก็คือ การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยบอกว่ามาตรการที่ออกไปหวังว่าจะลดลง ไม่กล้าคุยว่าจะให้หมดไป ต้องเรียกว่านายกฯ มีการพัฒนาบ้างแล้ว แต่ที่ควรปรับปรุงและพัฒนาอีกด้านก็คือการใช้ X หรือทวิตเตอร์เดิมในการแจ้งข่าวสาร เพราะ นี่ประเทศไทยนะจ๊ะ ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา ที่บริหารประเทศด้วยทวิตเตอร์เหมือนสมัย “โดนัลด์ ทรัมป์” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หรือผู้นำชาติยุโรปต่างๆ ที่สำคัญการจะโพสต์ข้อความอะไรก็ควรคำนึงถึงหน่วยงานต่างๆ ด้วย ไม่ใช่มาชิงซีนชิงความโดดเด้งแต่ถ่ายเดียว แล้วที่สำคัญบางโพสต์ยังเรียกแขกและทำให้ต้องตามล้างตามเช็ดกันมาแล้วในกรณีสงครามอิสราเอล-ฮามาส ฉะนั้น “เสี่ยนิด” ก็ควรจะเพลาๆ เรื่องโพสต์ แล้วไปทำงานให้ออกดอกออกผลตามราคาคุยบ้างก็น่าจะดี ...๐
ที่ขำไม่ออกเข้าไปอีกคือ ผลงานกว่า 3 เดือนจับต้องไม่ได้ แต่ดันมีผลงานเด้งข้าราชการให้เห็นได้ภายในกว่า 3 เดือน โดยให้ “พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล” อดีตอธิบดีดีเอสไอไปนั่งตบยุงในเก้าอี้รองปลัดกระทรวงยุติธรรม แม้จะปัดจะอ้างว่าไม่เกี่ยวกับเรื่อง “หมูเถื่อน” โดยเฉพาะการเข้าไปตรวจบริษัทใหญ่ก็ตามที แต่ก็เหมือนกับที่ “องอาจ คล้ายไพบูลย์” จากค่ายประชาธิปัตย์บอกนั่นแลว่า “อมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อ” และยิ่งได้เห็นปฏิกิริยาของ “ชัย วัชรงค์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ออกมาแก้ต่างตั้งแต่หลัง ครม.มีมติโยกย้ายดังกล่าว ก็ต้องบอกว่าไม่มากก็น้อยก็ต้องเกี่ยวแน่ๆ เพราะใครต่อใครก็รู้ว่า “ชัย” นั้นมาจากโควตาใคร เพราะปกติ “ชัย” กว่าจะออกมาโต้ออกมาแจงแทน “เศรษฐา” แต่ละเรื่องราวนั้นก็ต้องข้ามวันข้ามคืนตลอด จะมาบอกว่าตอนนี้พัฒนาแล้วก็คงไม่ใช่ เพราะเรื่องหนักหนากว่านี้ยังต้องรอผ่านพ้น 24 ชั่วโมงเลย ...๐
ทิ้งท้ายด้วยข่าวดี เพราะเห็นบอกว่าในวันที่ 30 พ.ย.นี้ จะครบ 100 วันที่ “ทักษิณ ชินวัตร” กลับประเทศไทยแต่ยังไม่ได้นอนคุกแม้แต่วันเดียว อย่างนี้ก็ต้องจุดพลุฉลองหรือเปิดไวน์เลี้ยงกันได้ เพราะคุณพี่โทนี่ทำได้จริงสมราคุยที่บอกว่าจะกลับมาอย่างเท่ มาใช้อากาศหายใจเดียวกับคนไทย เรียกว่า ทักษิณทำได้ทำจริงยิ่งกว่า “เศรษฐา” ที่เป็นผู้นำประเทศที่ยังสะกดคำว่าสองมาตรฐานไม่เป็นเสียอีก ...๐
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาฯ อีกสองคน ก็ชัดเจนลงตัวแล้ว โดยประธานสภาฯ คือ โสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์หลายสมัย สายตรงเนวิน ชิดชอบ
บันทึกหน้า 4
ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พุทธศักราช 2569 แล้วโดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2569 เป็นต้นไป ซึ่ง “ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์” เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ระบุว่า
บันทึกหน้า 4
ประชุม ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลาป่วย มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ เป็นประธานแทน ต่อมาเวลา 11.45 น. นายกฯ
บันทึกหน้า 4
การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ใกล้ได้ข้อสรุป หลังการเจรจาพรรคร่วมรัฐบาลคืบหน้าอย่างชัดเจน โดยสูตรรัฐบาลที่มี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนนำสามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ 291 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ และพรรคขนาดเล็กบางส่วน
บันทึกหน้า 4
บันทึกบอกกล่าวเล่าสิบ ..หลังผ่านการเลือกตั้งมาตั้งแต่ 8 ก.พ. ได้ฤกษ์แล้วว่า ในวันที่ 14 มี.ค.ศกนี้ จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมสภาอย่างเป็นทางการเพื่อเลือก "ประธานรัฐสภา" อันถือเป็นลำดับขั้นตอนแรกก่อนที่จะมีการโหวต "นายกรัฐมนตรี" คนที่ 33 ให้ไปบริหารจัดการราชการแผ่นดินต่อไป ...
บันทึกหน้า 4
กลับสู่โหมดการเมืองเต็มตัว หลัง กกต. ปลดล็อก รับรอง สส. ระบบเขต และปาร์ตี้ลิสต์ 499 คน เหลือแค่สุพรรณบุรี เขต 2 นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จากพรรคภูมิใจไทย ที่โดนแขวน เนื่องจากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งส่อทุจริต "ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์"


