ไทยในสายตาต่างชาติ: สมัยรัชกาลที่เจ็ด (ตอนที่ 6: การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในสายตาผู้ช่วยทูตทหารฝรั่งเศส)

 

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ในรายงานวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475)  ของพันโท อองรี รูซ์ ผู้ช่วยทูตทหารบกและทหารเรือประจำสยาม ประจำสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยาม เรื่อง เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองหลวงของสยาม   

“สืบเนื่องจากรายงานฉบับที่ 22/A ลงวันที่ 24 มิถุนายนฉบับที่แล้วของข้าพเจ้า (ดูตอนที่ 5/ผู้เขียน) ว่าด้วยการยึดอำนาจโดยทหารในบางกอกเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะรายงานให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางกอกหลังจากวันก่อการปฏิวัติ 1 สัปดาห์ 

เรื่องที่จะรายงาน ได้แก่                   

เรื่องที่ 1 – พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับคำขาดที่ได้รับทูลเกล้าฯถวายและทรงยอมรับรัฐบาล ‘คณะราษฎร’

เรื่องที่ 2 – การประกาศใช้รัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดิน (แนบฉบับแปลมา ณ ที่นี้ด้วย)

เรื่องที่ 3 – การแต่งตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่

1.ท่าทีของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการทำรัฐประหาร

ก. พระมหากษัตริย์ ในช่วงที่มีการยึดอำนาจ (เช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 24 ตั้งแต่เวลาตี 4) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่หัวหิน ซึ่งอยู่ห่างจากบางกอกราว200 กิโลเมตร ตามเส้นทางรถไฟไปยังประเทศสิงคโปร์ เป็นเวลา 16 วันมาแล้ว โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดวัดนวิศิษฏ์ พระสัสสุระ (พ่อตา) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาบดีกระทรวงกลาโหม และพระวรวงศ์เธอ พระองคเจ้าอลงกฎ กรมหมื่นอดิศรอุดมศักดิ์ รองเสนาบดีกระทรวงกลาโหมโดยเสด็จด้วย

ข่าวการปฏิวัติน่าจะทราบถึงพระเนตรพระกรรณเป็นครั้งแรกโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน (โดยทั่วไปจะเรียกว่า กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน) เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ที่ขึ้นรถไฟดีเซลรางหลบหนีการจับกุมของทหารมายังหัวหิน โดยถูกรถไฟอีกขบวนซึ่งมีคนของรัฐบาลชุดใหม่โดยสารอยู่ไล่ตามมา กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินน่าจะกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวให้เสด็จฯลี้ภัยไปต่างประเทศ ทว่าพระองค์เห็นพ้องกับสมเด็จพระบรมราชินี จึงทรงปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และทรงยินยอมทำตามความประสงค์ของคณะราษฎร และอาจะเป็นเพราะเหตุนี้ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินจึงตัดสินพระทัยอยู่เคียงข้างพระวรกาย เช่นเดียวกับเพระบรมวงศานุวงศ์องค์อื่นๆที่ประทับอยู่ที่หัวหิน พระเจ้าอยู่หัวยังทรงประกาศให้ความคุ้มครองพระบรมวงศานุวงศ์เหล่านี้ด้วย”

--------------------

“ประชาชนค่อยๆรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากแถลงการณ์ฉบับต่างๆ และยังคงปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดีอย่างที่สุด       

หนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันศุกร์และคำแถลงการณ์ที่ประกาศในบางกอกหลังจากนั้นไม่นาน เป็นข้อเขียนที่มีลักษณะคุกคาม และเกือบจะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (แนบฉบับแปล - เอกสารหมายเลข 1) ตรงกันข้าม คำแถลงการณ์ที่ประกาศในวันรุ่งขึ้นกลับใช้คำที่ให้ความรู้สึกเคารพเทิดทูนและอะลุ้มอล่วย (เอกสารหมายเลข 2) ดูเหมือนระหว่างนั้น รัฐบาลชั่วคราวเพิ่งได้สติหลังจากที่ตื่นเต้นกับชัยชนะในการปฏิวัติ และได้ ‘ตระหนัก’ ถึงอันตรายร้ายแรงซึ่งอาจเกิดขึ้นต่อระบอบการปกครองใหม่จากการละเมิดพระราชอำนาจของกษัตริย์ นอกจากการเปลี่ยนแปลงหัวหน้ารัฐบาล ยังมีเรื่องเว้นว่างสมเด็จพระสังฆราชเจ้าอีกด้วย แม้ผู้คนในเมืองหลวงและเมืองต่างๆไม่สนใจว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเป็นใคร แต่พวกเขาอยู่ไม่ได้หากไม่มีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า อีกทั้งความศรัทธาทางศาสนาอย่างเปี่ยมล้นย่อมถูกสั่นคลอนอย่างมากจากการว่างเว้นตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าโดยมิได้แต่งตั้งผู้อื่นขึ้นแทน

ตอนบ่าย (วันที่ 26 มิถุนายน/ผู้เขียน) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งสารผ่านวิทยุไปยังรัฐบาลชั่วคราวถึงการตัดสินพระทัยที่จะร่วมมือกับรัฐบาลชุดใหม่โดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งพระองค์รับสั่งว่าเป็นการทำให้โครงการในแนวพระราชดำริมาเป็นเวลานานกลายเป็นความจริง

ระหว่างประทับอยู่ที่หัวหิน พระองค์ทรงไม่เห็นด้วยให้กองทหารใกล้ๆเมืองเพชรบุรีและเมืองราชบุรี ภายใต้การบัญชาการของพลเอกทหารม้า หม่อมเจ้าทองทีฆายุ เดินทางเข้าไปต่อสู้กับกองกำลังที่บางกอกตามที่กรมพระกำแพรงเพชรอัครโยธินอาจคิดริเริ่มไว้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งว่า พระราชประสงค์เพียงประการเดียวของพระองค์คือหลีกเลี่ยงการนองเลือด

เมื่อเสด็จฯกลับถึงพระนคร พระองค์ทรงยืนกรานสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่โดยไม่มีเงื่อนไข โดยทรงชี้แจงเหตุผลประการต่างๆ ที่ค่อนข้างแปลกในสายตาชาวยุโรป เช่น พระพลานามัยไม่แข็งแรง การที่ทรงไม่มีพระราชโอรส และไม่สามารถมีพระราชโอรสได้

ดังนั้น จึงเชื่อได้และน่าเชื่อจริงๆว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับรัฐบาลในระบอบใหม่นี้อย่างบริสุทธิ์พระทัย บางคนถึงกับยืนยันว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับคณะผู้ก่อการ ทั้งที่ความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า สภาพการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นมิได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสถานะของพระมหากษัตริย์มากนัก ยังคงกำกับดูแลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงปัจจุบันนี้  สภาองคมนตรียอมรับความประสงค์ของพวกเขา และเมื่อพระองค์คัดค้าน ก็ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงต้องจำยอมหรือไม่ก็สละราชสมบัติ เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ย้ำเตือนให้ทรงรำลึกถึงเงื่อนไขที่ทรงให้ไว้ในพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อ 6 ปีก่อน

พระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 นั้น พอเข้าใจได้ อำนาจล้นเหลือของพระบรมวงศานุวงศ์ ทรัพย์สินมหาศาลที่พวกเขายักยอกจากเงินงบประมาณ สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงไม่ช้าก็เร็ว และเมื่อปฏิกิริยาโต้ตอบดังกล่าวเกิดขึ้นในขอบเขตที่ยอมรับได้โดยไม่มีการนองเลือด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงยินยอม

อย่างไรก็ตาม ด้วยทัศนะแบบยุโรปซึ่งคุ้นเคยกับความรู้สึกบางประการที่หยั่งรากลึกในสังคมของเรา ย่อมปรารถนาจะเห็นการยอมรับที่มีเงื่อนไขมากกว่านี้ เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลใหม่เอง เช่น อยากเห็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเงื่อนไขในการยอมรับว่า ให้ปล่อยตัวข้าราชบริพารในพระองค์ที่ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์และถูกจับด้วยความผิดสถานเดียว คือ จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์โดยทันที เช่น พลตรี พระยาเฉลิมอากาศ เจ้ากรมอากาศยานสยาม ผู้ให้คำตอบต่อนายทหารของคณะปฏิวัติที่ให้เลือกระหว่างการตามพวกเข้าไปหรือจะถูกจับกุมว่าจะฟังเพียงคำสั่งจากองค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น และยังมีคนอื่นๆอีกที่ถูกจับในฐานความผิดเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้มีพระราชดำรัสถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย ทั้งๆที่พระองค์สามารถกระทำได้โดยไม่มีความเสี่ยงอันใดเลย เพราะรัฐบาลชุดใหม่อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มั่นคง......อนึ่ง ชาวสยามกลับจะยิ่งชื่นชมการกระทำของพระองค์เสียอีก”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(พันโท อองรี รูซ์มีความสามารถทางด้านภาษา สามารถพูดได้หลายภาษา ได้แก่ เยอรมัน สเปน ลาว เวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทย.   ข้อความทั้งหมดข้างต้น มาจาก การปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ ในทัศนะของพันโท อองรี รูซ์, Henri Roux เขียน พิมพ์พลอย ปากเพรียว แปล, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน: 2564) หน้า 25-26, 30, 32-33)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”