
หลังจากตั้งรัฐบาลเศรษฐาเป็นผลสำเร็จ บทบาทของ "เสี่ยเฮ้ง" สุชาติ ชมกลิ่น อดีตรมว.แรงงาน ส.ส.ลูกน้ำเค็มเมืองชลบุรี ก็ค่อยๆโลว์โปรไฟล์ทางการเมืองไป และมีกระแสข่าวว่าอาจย้ายออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ(รทสช. ) ไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลัง "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ลาออกจากสมาชิกพรรคไป
ล่าสุดมีโอกาสปะหน้าอย่างเป็นทางการของ "เสี่ยเฮ้ง" ในงานเลี้ยงส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ภายใต้ชื่องาน "ร่วมมือ ร่วมใจ รัฐบาลประชาชน" ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ผ่านพญาไทที่พรรคเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพในวันที่ 13 ก.พ. ที่ผ่านมา
"เสี่ยเฮ้ง" ถือโอกาสเคลียร์เรื่องนี้ว่า ไม่เป็นความจริง ยังอยู่กับ รทสช.
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกับนายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า “เราบ้านอยู่ใกล้กัน นับถือกันแบบพี่น้อง”
“ผมก็สนิทกับ ชาดา ไทยเศรษฐ รองหัวหน้าพรรคภท. จึงถือว่ามีเพื่อน มีพี่ทุกพรรค และต้องยอมรับว่าผมอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีความสุขกับเพื่อนๆ”
ส่วนที่มีชื่ออยู่พรรคอื่นๆที่ปรากฏตามสื่อก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมให้ความเคารพนับถือ ตั้งแต่ได้เข้าร่วมรัฐบาลและช่วงที่ผมเป็นรัฐมนตรี จนถึงเวลานี้ก็ยังได้พูดกัน ช่วยเหลือกันเหมือนเดิม ยังไม่ได้ย้ายไปไหน
"เสี่ยเฮ้ง" กล่าวว่า วันนี้เราช่วยกันสร้างพรรคให้แข็งแรงซึ่งวันนี้ รทสช. มีสส. 36 คน ได้สส.เขต 23 เขต ซึ่งพรรคเราเพิ่งเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา การได้สส.36 ท่านถือว่าเยอะแล้ว ครั้งต่อไปต้องคูณ3 ให้ได้ 100 คน
เมื่อถามว่า ภายยุครัฐบาลเพื่อไทยนี้ จะได้เห็นกลับมาเข้าทำเนียบรัฐบาลในฐานะรัฐมนตรีหรือไม่ "อดีตจับกัง1" บอกว่า “แล้วแต่ว่าจะมีบุญวาสนา ต้องยอมรับว่าการที่เราจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นรัฐมนตรี มีองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งจังหวะ และผู้ใหญ่เมตตา”
ท่าทีเบื้องต้นของ “สุชาติ”แกนนำกลุ่มบ้านใหม่เมืองชลบุรี ส่วนอนาคตทางการเมืองจะเป็นไปตามนี้ หรือเนื้อหอม จนถูกชักชวนให้ย้ายพรรคหรือไม่นั้น...สุดคาดเดา
ช่างสงสัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ซื้ออาหารทานเอง'
'ซื้ออาหารทานเอง' กลายเป็นการสร้างเสียงฮือฮาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ หมอวรงค์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวันแรกที่มีการประชุมสภา วันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าการกลับเข้าสภาในรอบ 12 ปี เริ่มต้นก็จัดหนัก เพราะสิ่งที่ หมอวรงค์ ได้พูดคือเรื่องของอาหารกลางวัน สส.และผู้ช่วย สส. ที่เกี่ยวข้องกับตัว สส.โดยตรง ทำให้หลายคนตอบสนองเรื่องการนำอาหารกลางวันมารับประทานเอง หรือบางส่วนก็ลงไปซื้ออาหารที่โรงอาหารรัฐสภาร่วมกับข้าราชการ หรือบุคลากรที่ทำงานภายในรัฐสภา แต่ที่มีการพูดถึงวงกว้างคือ มีการนำอาหารกลางวันเป็นปิ่นโตเถาใหญ่พกมาจากบ้าน ทำให้โซเชียลแสดงความเห็นในด้านต่างๆ ล่าสุดวันที่ 30 มี.ค. ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตัวแทนพรรคการเมืองเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว ด้าน หมอวรงค์ ที่ถือได้ว่าเป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้ ก็ได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน จากนั้นเมื่อประชุมไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง หมอวรงค์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การหารือระหว่างประธานสภาฯ และตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” ถือได้ว่าเป็นแรงกระเพื่อมลูกหนึ่งที่ได้มีการขับเคลื่อนในสมัยประชุมนี้ คงต้องรอดูว่าทั้ง หมอวรงค์ หรือ สส.ท่านอื่น จะมีอะไรที่เซอร์ไพรส์อีกบ้าง.
จาริสตาร์ 32
ช่วงที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาพลังงานและน้ำมัน ที่ “นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวขอโทษประชาชนเป็นครั้งแรกในงาน “Meet the Press” ภายใต้หัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”
ฝ่ายค้านครั้งแรก
ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง
ผู้จุดประเด็น
ดรามา “ข้าวฟรี สส.” ที่เคยร้อนแรง วันนี้เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ทำให้คนเสียภาษียิ้มมุมปากได้บ้าง หลัง “หมอวรงค์” สส.พรรคไทยภักดี ออกมาจุดประเด็นซ้ำในช่วงโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎร จนเรื่องนี้กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง
‘ตื่นเต้นนิดๆ’
จบลงไปแล้วสำหรับฤดูกาลเลือกตั้งไทย แต่เรื่องราวที่น่าจดจำยังมีอีกมาก โดยเฉพาะวีรกรรมต่างๆ จากคนในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดบุคคลระดับบิ๊ก กกต. ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ฝ่ายสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งปกติเรามักจะเห็นภาพท่านในมาดนักสืบสวนสุดเนี้ยบ ยอมเปิดใจย้อนรอยเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาคน กกต.หลายคนนั่งไม่ติดเก้าอี้
‘บ่นแทนประชาชน’
อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เกิดสงครามที่ตะวันออกกลาง จึงทำให้เกิดผลกระทบแทบจะทั่วทั้งโลก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะกระทบกับความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังกระทบถึงคุณภาพชีวิตที่สินค้าขึ้นราคา รวมถึงปัญหาใหญ่คือน้ำมันที่ส่งผลกระทบกับประชาชนทุกคน

